โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,888 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

16) ฝันมรณะ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 16 ฝันมรณะ

 

        จิตหราลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ประสาทของเธอยังคงเฉื่อยชาเนื่องจากยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ตามลักษณะของคนเพิ่งตื่นนอนทั่วไป เธอบิดกายไปมาช้าๆและรู้สึกสบายกับการนอนบนที่นอนนุ่มจนไม่นึกอยากลุกขึ้นมาในทันที  

         

 

        จิตหราขลุกอยู่บนที่นอนได้ชั่วครู่ก็ขยับกายยันตัวขึ้นนั่ง ทันทีที่ลุกขึ้นนั่งเธอก็ยืดตัวและชูมือสูงสุดเหยียดเพื่อขับไล่ความขี้เกียจที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ     

 

“ หาวๆ ทำไมมันง่วงอย่างนี้นะ ยังอยากจะนอนอยู่เลย ” จิตหราเปิดปากบ่น 

          

 

        ในระหว่างที่จิตหรากำลังง่วนอยู่กับการบิดขี้เกียจอยู่นั้นเอง สายตาคู่งามเธอก็เหลือบมองไปรอบๆบริเวณ ทันใดนั้นเองเธอก็ถึงกับตาเหลือกเบิกโพลงออกมาด้วยความตื่นเต้นตกใจ…………เพราะสถานที่รอบข้างตัวเธอไม่ใช่ภายในห้องนอนของเธอเสียแล้ว 

 

“ ว้ายๆ! ที่นี่มัน ” จิตหราตกใจสุดขีดจนลุกขึ้นยืนเต็มตัว อะดรีนาลีนที่หลั่งทั่วร่างขับไล่ความง่วงเหงาหาวนอนออกจากตัวเธอไปจนหมดสิ้น สถานที่รอบตัวของเธอนั้นคล้ายกับเป็นดาดฟ้าแห่งหนึ่ง พื้นบริเวณนั้นปูด้วยกระเบื้องที่ดูเก่าชื้น แทงก์น้ำเก่าสนิมเขรอะยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหลังของเธอ ท้องฟ้ายามนั้นแลดูมืดมนไร้แสงไฟ มีเพียงดวงจันทราที่ส่องไสวจางๆเพียงพอให้เธอเห็นสภาวะรอบตัวได้รำไร 

         

 

         จิตหรารู้ได้ทันทีเลยว่าที่นี่คือที่ไหน เพราะสถานที่นี้คือสถานที่ซึ่งทำให้เธอพบกับเรื่องแปลกประหลาดและชวนขนพองสยองเกล้ามาแล้วถึงสองครั้งสองหน สถานที่นั้นจะเป็นที่ใดไปไม่ได้นอกจาก……ดาดฟ้าของบริษัททนายความมิตรไมตรีจำกัด แต่ที่เธอนึกแปลกใจคือ “ เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ”  

           

 

         สาวสวยเหลือบแลมองไปรอบข้างด้วยความรู้สึกหวาดผวา เธอพยายามที่จะนึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ซึ่งเธอจดจำได้อย่างชัดเจนเลยว่าก่อนที่เธอจะหลับไปเธอได้สวดมนต์บทอิติปิโสอันเป็นบทบูชาพระรัตนตรัยตามที่โอมแนะนำ หลังจากนั้นเธอก็กลับมาโผล่อยู่ที่นี่ ว่าแต่เด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่ที่ไหนซะล่ะ…. 

 

“ เอ๊ะ! โอมหายไปไหน ” หญิงสาวหันมองซ้ายขวาท่าทางเลิ่กลั่ก สีหน้าแสดงอาการหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน ขวัญกำลังใจของเธอมลายหายไปสิ้นจนเธอต้องร้องตะโกนเสียงหลงซ้ำไปมาอยู่หลายครั้ง 

 

“ โอม เธออยู่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะพี่ไม่เล่นแล้ว ” 

         

 

         เสียงตะโกนของเธอกระจายหายไปกับความมืด สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองเท่านั้น ในระหว่างที่ความหวาดกลัวกำลังเกาะกุมจิตใจเธออยู่นั้น เธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างตรงบริเวณขอบปูนกั้นของดาดฟ้า 

         

 

         บางอย่างนั้นมีลักษณะคล้ายกับหมอกควันที่ไร้ตัวตนผิดกันแต่ว่าหมอกควันทั่วไปนั้นไร้รูปร่าง แต่หมอกควันประหลาดกลุ่มนี้กลับมีรูปร่างและรูปนั้นคล้ายกับ……เงาของคน 

 

“ เอ๊ะ! คนหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นโอม ” หญิงสาวหยีตาเพ่งมองเพื่อให้โฟกัสภาพให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น แต่เนื่องจากระยะห่างที่ไกลพอสมควรประกอบกับความมืดที่ปกคลุมบรรยากาศรอบข้าง จึงทำให้เธอไม่สามารถรู้ได้เลยว่าสิ่งนั้นคืออะไร หญิงสาวจึงตัดสินใจร้องถาม 

 

“ โอม..ใช่เธอหรือเปล่า ”  

       

 

        ร่างนั้นเงียบไม่ตอบคำของเธอแต่ประการใด ยิ่งทำให้หญิงสาวเกิดความหวาดระแวงและร้อนรนมากกว่าเดิม เธอลังเลอยู่พอสมควรว่าจะเดินเข้าหาเงาปริศนาร่างนั้นมั้ยเพราะถ้าเงานั้นไม่ใช่โอมอย่างที่เธออยากให้เป็น อะไรจะเกิดขึ้น ด้วยความคิดนี้จึงทำให้เธอยังหยุดอยู่กับที่ไม่กล้าก้าวเดินต่อไป แต่ถึงเธอจะไม่ก้าวเดินเข้าไป เงาปริศนานั้นก็เป็นฝ่ายย่างก้าวเข้ามาหาเธอแทน ทว่าการเคลื่อนกายของเงาปริศนานั้นกลับเป็น….การลอยเข้ามา 

 

“ นี่ๆ……คือ ” หญิงสาวติดอ่างฉับพลัน ในตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่กำลังเข้ามาหาเธอไม่ใช่เด็กหนุ่มนามว่า “โอม” อย่างแน่นอน 

 

“ หนี ชั้นต้องหนี ” หญิงสาวคิดในใจแต่ขาทั้งสองข้างกลับแข็งจนขยับไม่ออก 

       

 

       เงาปริศนานั้นลอยเข้ามาใกล้หญิงสาวมากขึ้นเรื่อยจนถึงระยะสามก้าว เงาร่างนั้นก็หยุดกึกไม่กล้าเข้ามาต่อ แต่เพียงเท่านี้เธอก็เห็นได้ชัดเจนแล้วเงาร่างปริศนานั้นเป็นใคร 

       

 

        เงาปริศนานั้นคือหญิงสาววัย 20 ต้น ร่างสันทัด รูปหน้าเรียวยาวเป็นรูปไข่ รูปตา หู จมูก ปากเข้าสัดส่วนสมบูรณ์ทำให้บอกได้ว่าเจ้าของดวงหน้านี้เป็นคนสวยจัดคนหนึ่งเลยทีเดียว ผิดกันแต่เพียงว่าใบหน้านั้นขาวซีดไร้สีเลือดบนใบหน้าจนมองดูคล้ายซากศพ  

 

“ ทะ……เธออีกแล้วหรือ ” หญิงสาวถามเสียงสั่นๆ จากน้ำคำของหญิงสาวบ่งบอกได้ว่าหญิงสาวน่าจะรู้จักอมนุษย์ตนนี้เป็นอย่างดี 

 

“ ใช่ กูเอง มึงยังจดจำกูได้เหรอ ” อมนุษย์ตนนี้กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววเคียดแค้นอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของมันเบิกโพลงราวไข่ห่าน มิหนำซ้ำดวงตานั้นยัง…….ไร้ตาดำโดยสิ้นเชิง 

 

“ พะ…….พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ ” หญิงสาวร่ำร้องขอโทษ ดวงตาคู่งามเริ่มรื้นน้ำตา สีหน้าของเธอฉายแววเสียใจสำนึกผิดอย่างชัดเจน 

 

“ มันสายไปแล้ว นังสารเลว ถึงมึงขอโทษตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ” เงาปีศาจกล่าวคำขู่อาฆาต 

 

“ แล้วจะให้พี่ทำอะไร เธอถึงจะอภัยให้พี่ ” หญิงสาวอ้อนน้ำเสียงเสียงขาดห้วง น้ำตาไหลรินออกมาเป็นทาง 

 

“ ได้ อภัยให้ได้ ถ้ามึง…..ตาย ” ทันทีที่วิญญาณร้ายนั้นพูดจบ มันก็ผวากายพุ่งเข้าหาหญิงสาวอย่างรวดเร็ว 

 

“ ว้ายๆ! ” หญิงสาวกรีดร้องตกใจพลางเอามือปิดหน้าปิดตาเพราะสิ่งที่เกิดในตอนนี้มันสยดสยองเกินห้ามใจ แต่ทว่าก่อนที่วิญญาณร้ายจะเข้าถึงตัวของหญิงสาวก็เกิดประกายไฟแลบแปล๊บๆเข้าปะทะปีศาจร้ายอย่างรุนแรงเป็นผลให้มันหยุดชะงักและเข้าไม่ถึงตัวของหญิงสาว 

 

“ เปรี้ยงๆ ” 

 

“ กรี้ดๆ! ” เสียงกรีดร้องที่แหบแห้งของปีศาจร้ายดังยาว ก่อนร่างขาวซีดของปีศาจร้ายจะกระเด็นไกลถึง 10 ก้าวราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นผลักดัน

       

 

       จิตหราค่อยๆลืมตาช้าเพื่อเหลือบดูเหตุการณ์ ซึ่งภาพแรกที่เธอเห็นก็คือใบหน้าที่ดูเคียดแค้นชิงชังของปีศาจสาว ผิดกับแต่ว่าตอนนี้ปีศาจสาวตนนั้นอยู่ห่างจากตัวเธอไกลกว่าเดิมจนเธออดประหลาดใจไม่ได้ว่า…….. 

 

“ ทำไม เขาไม่ทำอะไรเรานะ ” 

       

 

        เหมือนปีศาจสาวตนนั้นจะอ่านใจของเธอได้ เสียงแหบแห้งของมันตอบกลับมาทั้งที่ปีศาจสาวตนนั้นไม่ได้ขยับปากแม้แต่น้อย 

 

“ ไม่ใช่กูไม่อยากฆ่ามึง แต่กูทำอะไรมึงไม่ได้ ไอ้เด็กบ้านั่นมันทำอะไรบางอย่างเอาไว้ ” 

 

“ โอม ” หญิงสาวรู้ทันทีว่าไอ้เด็กบ้าที่ปีศาจสาวกล่าวถึงนั้นคือใคร 

        

 

         ปีศาจสาวยืนมองหญิงสาวด้วยแววตาอาฆาตพยาบาทอยู่ครู่ใหญ่ มันก็พูดขึ้นมาช้าๆ น้ำเสียงของมันฟังดูเหี้ยมเกรียมและดุดัน 

 

“ ฝากไว้ก่อนเถอะมึง คงมีซักวันที่มึงหรือไอ้เด็กบ้านั่นพลาด ถ้าถึงวันนั้นพวกมึงไม่รอดมือกูแน่ ” 

 

“ พอเถอะ อย่าทำแบบนี้อีกต่อไปเลย ” หญิงสาวพยายามอ้อนวอนอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าไร้ผล ปีศาจสาวตนนั้นเริ่มถอยหลังพร้อมจางหายไปกับความมืดพร้อมเสียงหัวเราะแหบแห้งเขย่าประสาทดังทิ้งท้ายขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานราวกับมันคือฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้น 

 

“ ฮิ ฮิ ฮิ ”                               

 

…………………….

 

“ เอ๊ะ ” หญิงสาวรู้สึกตัวสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนที่นอนอีกครั้ง สายตาของเธอมองไปรอบๆก็พบว่าในตอนนี้เธออยู่ในห้องนอนที่คอนโดหรูของเธออีกครั้ง ทั่วทั้งเรือนกายเพรียวบางของเธอชุ่มไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจหอบเหนื่อยราวกับวิ่งมาไกลเป็นกิโล เธอพยายามข่มใจตัวเองอยู่พักใหญ่เพื่อปรับอารมณ์ของเธอให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ 

          

 

        เมื่อสติสัมปชัญญะของตัวเองเริ่มกลับมาแล้ว หญิงสาวหันไปมองนาฬิกาบนหัวเตียงจึงทราบว่าเวลานั้นคือเวลา 7 โมงเช้าหลังจากนั้นเธอก็เริ่มเหลียวมองไปรอบๆเพื่อสำรวจสภาพรอบตัวก็พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องดูปกติและอยู่ในสภาพเดิมเหมือนเมื่อคืนวานอย่างไม่มีผิดเพี้ยน จะต่างกว่าเมื่อคืนก็ตรงที่ว่า……..โอมหายไป         

 

“ เอ๊ะ เขาหายไปไหน ” หญิงสาวรู้สึกใจหายอย่างรุนแรง เธอไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกห่วงหาอาลัยเด็กหนุ่มคนนั้นมั้ย แต่เธอรู้สึกได้แค่เพียงว่าเวลาที่อยู่ร่วมกับเด็กหนุ่มผู้นี้ เธอจะรู้สึกสบายใจและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเด็กหนุ่มหายไปเช่นนี้เธอจึงกระโดดลุกขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็วเพื่อออกตามหา

 

“ โอมๆ เธออยู่ไหน ” 

       

 

        หญิงสาววิ่งไปตามหาเด็กหนุ่มที่ห้องน้ำเป็นจุดแรก แต่ที่นั่นกลับว่างเปล่า จุดหมายที่สองก็คือระเบียงรับลมแม้จะเป็นที่ๆเธอไม่อยากไปเนื่องจากจุดนั้นเป็นจุดเกิดเหตุการณ์สยดสยองซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน แต่สุดท้ายเธอก็ต้องไปอยู่ดี เธอก้าวเดินตรงไปที่นั่นช้าๆอย่างระมัดระวัง จุดหมายปลายทางคือประตูกระจกเลื่อนเพื่อเปิดทางให้เข้าสู่ระเบียงรับลม ไม่นานนักเธอก็เดินไปถึง เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาด้วยความกลัวไปจับขอบประตู  

 

“ เอาน่า ยังไงตอนนี้ก็เช้าแล้วคงไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ” หญิงสาวปลุกปลอบใจตนเอง ก่อนที่จะพยายามกลั้นใจเพื่อเปิดมันออก และทันทีที่ประตูเลื่อนถูกดึงออกไปจนสุดแล้วนั้น สิ่งที่เด็กสาวประจักษ์ก็คือ……ความว่างเปล่า 

 

“ เฮ้อ…… ” แม้หญิงสาวจะผิดหวังที่ไม่เห็นโอมแต่ก็รู้สึกโล่งอกพอสมควรที่ไม่พบอะไรเลย เธอกลัวและกังวลอย่างมากมายที่จะต้องเผชิญกับอะไรที่มันแปลกประหลาดผิดธรรมชาติเหมือนเช่นเมื่อคืนวาน 

       

 

        ทันใดนั้นเอง หญิงสาวก็ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มลึกดังกังวานมาเข้าโสตประสาทหูของเธอ และเธอยินดีที่สุดที่ได้ยินเสียงนี้ เจ้าของเสียงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก……โอม 

 

“ พี่ครับ ตื่นแล้วเหรอครับไปอยู่ตรงระเบียงทำไม ” 

        

 

        หญิงสาวรีบหันกลับไปในทันที เธอเห็นเด็กหนุ่มร่างสันทัด ผิวค่อนข้างคล้ำ หน้าซื่อนามว่าโอมตามที่เธอคาด แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงและเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเริ่มขำออกมาน้อยๆคือ…….เด็กหนุ่มผู้นี้กำลังสวมใส่ผ้ากันเปื้อนที่ไว้ใช้ในครัว ในมือซ้ายถือกระทะ ส่วนมือขวาถือจานข้าว ท่าทางราวกับเขากำลังกลายร่างเป็นยอดกุ๊กมือทองเลยทีเดียว 

 

“ ฮะๆ นี่เธอกำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย ” หญิงสาวขำไปก็ถามไป 

 

“ อ้าวก็ลุกขึ้นมาทำกับข้าวให้พี่กินไงครับ พอดีเห็นห้องครัวของพี่แล้วมันอดใจไม่ได้ เพราะห้องครัวของพี่สวยมาก ฮะๆ ” เด็กหนุ่มตอบพลางหัวเราะเขินๆ 

 

“ หึๆ แล้วเธอจะทำอะไรให้พี่กินล่ะ ” หญิงสาวถาม ใบหน้ายิ้มละไม

 

“ ฮะๆ ความลับครับ ใกล้เสร็จแล้ว รับรองว่าสุดยอดแน่นอน ” โอมตอบยิ้มๆ ใบหน้าซื่อๆของเขามีคราบเขม่าควันติดที่แก้มดูแล้วน่าขบขันและน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน 

 

“ โอเค พี่จะรอที่โต๊ะกินข้าวนะ ” จิตหราพูดยิ้มๆ แม้เมื่อคืนเธอจะเจออะไรหนักๆก็ตามทีแต่ยามเมื่อเธอพบเจอเด็กหนุ่มคนนี้ ทำไมความกลัดกลุ้มไม่สบายใจทั้งหลายทั้งปวงจึงหายไป ถ้าเป็นไปได้เธออยากให้วันเวลาที่ดีแบบนี้คงอยู่ตลอดไป 

 

………………………

        

       จิตหรานั่งรออยู่บนโต๊ะไม้เนื้อดีขนาด 4 คนนั่งในห้องครัวของอพาร์ทเม้นท์หรู โดยด้านหลังของหญิงสาวมีเด็กหนุ่มนายหนึ่งกำลังหมกมุ่นอยู่กับการทำอาหารเช้าอย่างพิถีพิถันบนเคาน์เตอร์ทำอาหารที่สร้างด้วยหินอ่อนอย่างหรูหราและมีอุปกรณ์ทำครัวต่างๆนาๆอยู่อย่างครบครัน 

 

“ เสร็จรึยัง ” หญิงสาวนั่งเท้าคางพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี ความรู้สึกของเขาเหมือนกับจะย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กสาววัยรุ่นอีกครั้ง 

 

“ อ่าฮ่า เสร็จแล้วครับ นี่ครับยกเสิร์ฟถึงที่เลย อาหารชั้นเลิศระดับห้าดาว ” เด็กหนุ่มพูดจบก็ยกจานข้าวสวยสีขาวหุงร้อนๆจนควันโชยออกมาสองจาน เป็นของเขาจานหนึ่งและของหญิงสาวจานหนึ่ง ส่วนกับข้าวมีถึงสามอย่าง อย่างที่หนึ่งใส่ในจานใบเขื่อง อย่างที่สองใส่ถ้วยใบย่อมลงมา อย่างที่สามใส่ถ้วยใบเล็ก ทุกสำรับล้วนมีฝาครอบปิดเพื่อป้องกันไม่ให้หญิงสาวรู้ได้ว่าภายในนั้นคืออะไร 

 

“ โห ลึกลับปานนี้เลยหรือ ” หญิงสาวถาม ดวงตาคู่งามเลิกขึ้น 

 

“ ใช่แล้ว สำรับอาหารชุดนี้ ผมการันตีเลยว่าเป็นอาหารชั้นเลิศที่ไม่ว่าใครก็ติดใจถ้าได้ลิ้มลอง ” เด็กหนุ่มยิ้มพลางยืดอกรับ 

 

“ ถ้ามั่นใจขนาดนี้ก็ต้อง…เปิดดูแหละ ” หญิงสาวอมยิ้มพร้อมถูมือไปมา ท่าทางของเธอคล้ายกับเด็กสาวที่กำลังจะได้เปิดห่อของขวัญก็ไม่ปาน เธอตั้งใจจะเริ่มเปิดที่ถ้วยเล็กที่สุดก่อน และในทันทีที่เธอเปิดฝาครอบของถ้วยเล็กสุดนั้นเอง….เธอก็ตกตะลึงตาค้างเมื่อเห็นอาหารถ้วยที่หนึ่ง มันคือถ้วยบรรจุน้ำปลาที่มีเม็ดพริกขี้หนูหั่นซอยบางๆลอยอยู่จนทั่วหรือเรียกง่ายๆสั้นตามภาษาพื้นบ้านว่า…..พริกน้ำปลา 

 

“ นี่คือ..” หญิงสาวเหลือบแลอาหารถ้วยที่ 1 สลับกับใบหน้าของเด็กหนุ่ม สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม 

 

“ ใช่แล้ว พี่ตาไม่ฝาดหรอก นั่นคือพริกน้ำปลา เผ็ดจัดเลยล่ะครับ ฮะๆ ” โอมตอบทั้งยิ้มๆพร้อมหัวเราะนิดๆ 

 

“ ฮะๆ จ๊ะ ” หญิงสาวยิ้มแห้งๆ เธอยอมรับว่าเธอผิดหวังอย่างแรงที่เป็นอาหารถ้วยที่หนึ่งกลายเป็นเช่นนี้ เธอจึงตัดสินใจเปิดอาหารถ้วยที่สองซึ่งใหญ่รองลงมา และสิ่งที่อยู่ในนั้นก็ทำให้เธออึ้งเป็นครั้งที่สองซึ่งถึงแม้ไม่รุนแรงเท่าครั้งแรกแต่ก็เพียงพอให้เธอสตั้นไปได้ชั่วคราว……..สิ่งที่อยู่ในถ้วยใบที่สองคือไข่ต้มสีขาวสะอาดสองใบที่พร้อมให้กินได้ทันทีที่ผู้บริโภคต้องการ  

 

“ อ้าว ถึงกลับอึ้งเลยหรือ พี่ ” เด็กหนุ่มร้องทักขึ้นมา สีหน้าของเขาดูเจื่อนลงเล็กน้อยคล้ายจะผิดหวังที่ทำให้หญิงสาวดีใจไม่ได้ 

 

“ อ้อๆ เปล่าจ๊ะ พี่แค่คิดว่ากลิ่นมันหอมน่ากินดีน่ะ ” หญิงสาวรีบแก้ตัวและพยายามปรับสีหน้าให้ร่าเริงแต่เธอก็ทำได้ไม่แนบเนียนนัก 

 

“ เอาล่ะครับ เปิดจานที่สามสิครับ จานนี้เป็นไฮไลท์หลักของงานเลย รับรองว่าอลังการงานสร้างแน่ๆ ” เด็กหนุ่มเปิดปากบอก น้ำเสียงระรื่นเริงใจปนความรู้สึกภาคภูมิอย่างเต็มเปี่ยม 

 

“ จ๊ะ ฮะๆ ” หญิงสาวยิ้มฝืนๆพลางยื่นมือไปเปิดฝาครอบอาหารจานที่สามซึ่งเป็นจานที่ใหญ่สุดและเมื่อเปิดฝาครอบออกมา หญิงสาวก็พบว่าอาหารจานหลักนั้นคือ……ลาบหมูที่แดงเถือกไปด้วยพริกแดง ประกอบกับกลิ่นฉุนของข้าวคั่ว ทำให้บอกได้เลยว่าลาบจานนี้แซ่บอีหลีแน่นอน 

          

 

       หญิงสาวแทบจะสะอึกขึ้นมาในทันทีทันใด เพราะถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเด็กต่างจังหวัดแต่ก็เป็นคนภาคกลางที่ไม่นิยมรับประทานลาบซึ่งจัดว่าเป็นอาหารเผ็ดร้อนอย่างรุนแรงในมื้อเช้าแบบนี้ และตลอดระยะเวลาที่เธอมาทำงานในกรุงเทพ มื้อเช้าแบบนี้เธอมักจะทานแต่อาหารเบาๆเช่นขนมปังกับกาแฟ หนักสุดก็พวกเบรคฟัสยามเช้าเท่านั้น เธอคิดในใจว่า 

 

“ จะไหวมั้ยเนี่ย ที่จะต้องกินอาหารรุนแรงแบบนี้ในตอนเช้า ” 

         

 

        แต่เมื่อหญิงสาวเห็นสีหน้าที่ดูคาดหวังอย่างเต็มที่ของเด็กหนุ่มตรงหน้าทำให้เธอต้องพยายามฝืนยิ้มและปั้นน้ำเสียงให้ดูดีอกดีใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

 

“ ดีจ๊ะ ท่าทางน่าอร่อยเนอะ มาทานด้วยกัน ” 

 

“ ครับผม ไม่เกรงใจแล้วนะครับพี่ ” เด็กหนุ่มรับคำพลางเข้าประจำที่นั่งเพื่อเตรียมฟาดฟันมื้อเช้าที่รอคอย 

         

 

       เด็กหนุ่มซัดอาหารบนโต๊ะโดยไม่เกรงใจจริงตามประสาคนจริงเมืองปทุม ด้วยอาการกินอย่างดุเดือดของเด็กหนุ่มประกอบกับอาหารเผ็ดร้อนที่อยู่ตรงหน้าแทบจะทำให้หญิงสาวกินไม่ลง ทุกสิ่งอย่างที่อยู่ตรงหน้าผิดกับที่เธอคาดไว้มาก ภาพที่เธอฝันในตอนแรกคืออาหารเบาๆในยามเช้าประกอบกับบรรยากาศสุดโรแมนติกที่แสนหวาน แต่ในความเป็นจริงทั้งหมดมองดูเหมือนจะเป็นฉากจากหนังสงครามที่แสนโหดร้ายซะมากกว่า 

 

“ อ้าวๆ พี่ไม่ซัดบ้างอ่ะครับ อร่อยน้าๆ ” เด็กหนุ่มเงยหน้ามองก่อนก้มหน้าก้มตากินต่อไป 

 

“ จ๊ะๆ ” หญิงสาวผงกหัวรับคำก่อนที่จะยื่นมืออันสั่นเทาตักลาบมาหนึ่งช้อนผสมกับข้าวสวยร้อนๆใส่เข้าปากอย่างช้าๆและระมัดระวัง ทันทีที่อาหารช้อนนั้นสัมผัสปลายลิ้นของหญิงสาว ความเจ็บชาที่ปลายลิ้นและรสเปรี้ยวเผ็ดอย่างรุนแรงก็คืบคลานเข้ามาหาเธอ จนเธอรีบหยิบน้ำเย็นในแก้วขึ้นดื่มเพื่อขับไล่ความเผ็ดร้อนนั้นในทันที 

 

“ อึก…… ” หญิงสาวซดน้ำเย็นไปหลายอึก พอเธอวางแก้วน้ำ เธอก็พบแววตาคู่โตของเด็กหนุ่มจับจ้องมาที่เธออยู่ก่อนแล้ว 

 

“ เผ็ดเกินไปหรือครับพี่ ” เด็กหนุ่มถามยิ้มๆ น้ำเสียงมีแววอ่อนโยน 

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา