โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,879 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

18) ประชุมลึกลับ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 18 ประชุมลึกลับ

 

..........................

       

       บรรยากาศในรถเก๋งสีขาวไข่มุกเต็มไปด้วยความเงียบสงัด หญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาขับรถอย่างจริงจังเพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุดจนในบางครั้งเธอถึงกลับกล้าเสี่ยงที่จะปาดซ้ายขวาเพื่อพารถเก๋งคันงามของเธอพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ส่วนในรายของโอม หนุ่มเซอร์มาดเข้มที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ เขาได้แต่นั่งเงียบขรึมไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ดวงตากลมโตของเขามองไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอยราวกับตัวเขากำลังจะหลุดจากโลกแห่งความเป็นจริงไปซะแล้ว เวลาที่เงียบงันผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วโมง โชเฟอร์สาวสวยก็เปิดปากถามด้วยน้ำเสียงเครียดขึ้ง 

 

“ เดี๋ยว โอมจะกลับมหาลัยก่อนมั้ย หรือเธอจะทำอะไรต่อ ” 

        

 

        เด็กหนุ่มนิ่งไปอึดใจ วินาทีต่อมาเขาก็ค่อยๆเอ่ยปากตอบอย่างช้าๆแต่แน่นอน 

 

“ เดี๋ยวผมตามไปที่ออฟฟิศด้วยดีกว่าครับ ” 

 

“ แต่….วันนี้ท่าทางพี่จะดูแลเธอได้ไม่ดีเหมือนเมื่อวานนะ เพราะวันนี้ท่าทางจะยุ่งมาก ” จิตหราร้องค้าน 

 

“ ไม่เป็นไรครับ ” โอมตอบเรียบๆพลางนั่งมองตรงไปข้างหน้า 

         

 

        หลังจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็กลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง คล้ายกับว่าทั้งสองน่าจะมีอะไรที่ให้คิดอยู่ในใจ และเมื่อรถเก๋งคันงามขับผ่านท้องถนนเมืองกรุงอันแสนพลุกพล่านมาถึงตึกสำนักงานทนายความกลางกรุงได้สำเร็จ หญิงสาวก็บรรจงบังคับรถเข้าไปจอดในลานจอดรถอย่างช้าๆ เมื่อรถของเธอจอดสนิท เธอก็หันหน้างามๆของเธอมองมาที่เด็กหนุ่มพร้อมเปิดปากถามสิ่งที่เธอคิดในใจ 

 

“ หรือเธอคิดว่าจากข่าวด่วนที่พี่ได้รับในโทรศัพท์มันจะเกี่ยวข้องกับคดีลึกลับที่เธอกำลังทำ ” 

         

 

        เด็กหนุ่มมองไปข้างหน้าด้วยอาการตาลอย เขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆเลย เขาแน่นิ่งอยู่ในท่าเดิมอยู่นานจนหญิงสาวอดที่จะเกิดความหวาดระแวงไปไม่ได้ 

 

“ เอ….โอมเป็นอะไรไปนะ ” หญิงสาวคิดในใจ           

        

 

        แต่ก่อนที่เธอจะได้ตัดสินใจทำอะไรต่อไป เธอก็ได้ยินเสียงของเด็กหนุ่มตอบคำถามของเธออย่างช้าๆด้วยอาการระมัดระวัง 

 

“ ผมไม่รู้ครับว่าข่าวด่วนของพี่มันจะเกี่ยวข้องกันมั้ย แต่ถึงยังไงผมเองก็ต้องขอไปรับฟังให้ชัดเจนก่อนแล้วถึงจะบอกได้ว่ามันเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว ” 

       

 

        หญิงสาวมองหน้าเด็กหนุ่มนิ่งอยู่อึดใจ เธอก็พยักหน้ารับคำอย่างสั้นว่า 

 

“ ตกลง ” 

 

………………………

         

        ทันทีที่จิตหราและโอมได้ย่างเท้าก้าวเข้ามาในตัวตึก ทั้งคู่ก็รู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของสำนักงาน แม้เจ้าหน้าที่ทุกคนยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่แต่ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในอาการหมองเศร้าและขาดความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด  

        

 

        เมื่อจิตหราเข้ามาถึง เธอก็ก้าวเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่หญิงวัย 20 ต้นๆที่ยังหน้าละอ่อนในทันที 

 

“ น้องนุช พี่ได้ข่าวที่สำนักงานแจ้งแล้ว ผู้จัดการนพพลอยู่ไหนหรือ พี่อยากคุยกับเขา ” 

 

“ เอ่อ…คุณนพพลแจ้งว่าเดี๋ยวซักครู่จะเรียกประชุมพนักงานทุกคนเพื่อแจ้งข่าวนี้ คงต้องรอก่อนนะคะ ” เจ้าหน้าที่สาวหน้าอ่อนตอบตะกุกตะกักคล้ายจะเกิดอาการประหม่านิดๆ 

 

“ อืม……” จิตหรารับคำสั้นๆ 

        

 

        ในระหว่างนั้นเองประตูทางเข้าสำนักงานก็เปิดออก บุคคลที่ก้าวเท้าเข้ามาใหม่เป็นชายวัยกลางคนร่างสูงได้ส่วน ดวงตาคมสวยเก๋รับกับใบหน้ายาวและผมสั้นรองทรงสูงที่เซ็ตมาอย่างดี จมูกของชายผู้นี้โด่งยาวราวฝรั่ง ปากแดงระเรื่อตัดกับผิวที่ขาวอมชมพูแบบชนชั้นผู้ดี เมื่อนำมาประกอบกับเสื้อสูทสีดำที่ดูหรูหราทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าอาคันตุกะผู้มาใหม่รายนี้เหมือนเทพบุตรจุติมาจากสวรรค์มากกว่ามนุษย์สามัญธรรมดาทั่วไป และเมื่อชายผู้นี้ปรากฏตัว ทุกคนที่อยู่ในออฟฟิศก็เปิดปากทักทายเป็นเสียงเดียวกัน 

 

“ สวัสดีค่ะ (ครับ) คุณนพพล ” 

        

 

       เทพบุตรหนุ่มวัยกลางคนพยักหน้ารับคำทักทายด้วยอัธยาศัยอันดี แม้ว่าสีหน้าของชายหนุ่มวัยกลางคนผู้นี้จะดูหมองนิดๆก็ตามที หลังจากการทักทายสิ้นสุด ผู้จัดการหนุ่มก็เปิดปากแจ้งต่อพนักงานทุกคนอย่างเป็นงานเป็นการ 

 

“ ผมคิดว่าทุกๆท่านคงจะพอทราบข่าวร้ายมาบ้างแล้ว เเต่ตอนนี้เรายังไม่พูดคุยกัน ผมอยากจะขอเปิดประชุมกันภายในอย่างเป็นทางการก่อน การประชุมจะเริ่มขึ้นในครึ่งชั่วโมง ถ้าทุกท่านพร้อมก็ขอให้เข้าไปนั่งรอในห้องประชุมใหญ่ได้เลยครับ ” 

       

 

      สิ้นเสียงประกาศของผู้จัดการหนุ่มใหญ่ พนักงานทั้งชายหญิงทุกคนก็ขยับตัวเตรียมเข้าสู่ห้องประชุม จิตหราที่ยืนอยู่ไม่ห่างกับนพพลเท่าไหร่นักได้จ้องหน้าผู้จัดการหนุ่มนิ่งด้วยสายตาที่ส่อแววประหลาด นพพลเองก็เงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวตอบแวบหนึ่งจากนั้นก็เมินไป พอผู้จัดการหนุ่มคล้อยหลัง จิตหราก็หันกลับมาบอกหนุ่มโอมที่ยืนอยู่ด้านหลังของเธอ 

 

“ วันนี้เรามีประชุมกันภายใน คนนอกอย่างเธอคงเข้าร่วมไม่ได้…” หญิงสาวพูดเบาๆพลางเว้นระยะเพื่อดูท่าทีของเด็กหนุ่ม 

 

“ ไม่เป็นไรครับ ผมไปรอที่ห้องพี่ก็ได้ แล้วผลการประชุมเป็นยังไงกรุณาเล่าให้ผมฟังด้วยนะครับ ตอนนี้ข้อมูลทุกอย่างจำเป็นมากในการไขคดีนี้ ” เด็กหนุ่มกล่าวตอบยิ้มๆอย่างใจเย็น แต่น้ำเสียงของเขาดูจะเสียดแทงยังไงชอบกล เล่นทำเอาหญิงสาวหน้าเจื่อนไปแวบหนึ่งก่อนที่เธอจะรีบปรับอารมณ์และเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ

 

“ ตกลงจ๊ะ พี่ไปก่อนนะ ” จิตหราตอบสั้นก่อนเดินจากไป 

         

 

       หลังจากที่หญิงสาวเดินจากไปแล้ว หนุ่มโอมก็ยืนนิ่งด้วยท่าทีสงบ สายตากลมโตที่แหลมคมของเขากวาดมองไปรอบๆ ครู่หนึ่งเด็กหนุ่มก็ยิ้มนิดๆพร้อมพูดออกมาเบาๆ 

 

“ อืม ชักจะน่าสนใจแล้วสินะ ” 

       

 

       พอเด็กหนุ่มกล่าวประโยคสั้นๆนั้นเสร็จ เขาก็เดินจากไป ทิ้งความโกลาหลวุ่นวายของเหล่าพนักงานชายหญิงที่กำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าประชุมไว้ที่เบื้องหลัง 

 

……………………….

         

        ภายในห้องประชุมขนาดกลาง  มีเก้าอี้วางเรียงรายเป็นทิวแถวประมาณสามสี่แถวเพียงพอให้พนักงานทุกคนนั่ง ด้านหน้าห้องประชุมมีไวท์บอร์ดสีขาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ แอร์คอนดิชั่นพัดพาความเย็นยะเยือกออกมาอย่างรุนแรงแต่ถึงกระนั้นมันก็ไม่ทำให้คนที่อยู่ภายในประมาณ 50 คนหนาวอย่างที่คิด เพราะทุกคนรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดจากข่าวที่จะได้รับจากผู้จัดการหนุ่มในครั้งนี้จนบังเกิดความร้อนรุ่มภายในใจทุกตัวคน  

        

 

        จิตหราก็เป็นอีกหนึ่งคนที่อยู่ในห้องนี้ เธอเองรู้สึกสนใจกับข่าวร้ายนี้เป็นพิเศษจนถึงกระทั่งต้องย้ายตัวเองมานั่งที่เก้าอี้แถวหน้าสุดเพื่อจะได้รับทราบข่าวสารข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด ในห้องตอนนี้มีแต่เสียงคุยกันจอแจ ส่วนใหญ่เรื่องที่พูดคุยกันก็จะเป็นเรื่องของข่าวร้ายที่ทุกคนกำลังจะได้รับฟังจากผู้จัดการหนุ่มอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ทันใดนั้นเองประตูห้องประชุมได้เปิดออก ผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจาก นพพล ผู้จัดการหนุ่มรูปหล่อประจำสำนักงานทนายความมิตรไมตรี 

       

 

       การปรากฏตัวของผู้จัดการหนุ่มทำให้พนักงานทุกคนเงียบเสียงได้ในทันที เป็นผลให้ความเงียบสงัดมาเยือนภายในห้องประชุมจนดูราวว่าที่แห่งนี้กำลังจะกลายเป็นป่าช้าผีดิบที่วังเวงและน่าสะพรึงกลัว นพพลกวาดตามองพนักงานโดยรอบอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มๆตามแนวของเขา 

 

“ สวัสดีครับ ทุกๆท่าน ผมคิดว่าสาเหตุที่เราเปิดประชุมเร่งด่วนในวันนี้ หลายคนในที่นี้น่าจะพอทราบมาบ้างแล้ว แต่ถึงกระนั้นผมก็อยากจะแจ้งข่าวร้ายนี้อีกที ” 

        

 

      นพพลเว้นระยะการพูดนิดหนึ่งพร้อมกวาดตามองไปรอบๆอีกครั้งเพื่อดูปฏิกิริยาของผู้คนอีก แต่เมื่อไม่เห็นว่าจะมีใครตอบโต้แต่ประการใด ผู้จัดการหนุ่มจึงพูดต่อ 

 

“ สำหรับข่าวร้ายนั้นก็คือการเสียชีวิตของพนักงานของเราคนหนึ่ง บุคคลผู้โชคร้ายนั้นคือ……คุณหมวย ” 

       

 

      สิ้นเสียงประกาศ ทุกคนในที่นั้นก็เกิดอาการสลดลงในทันทีเพราะพนักงานสาวที่ชื่อ หมวย นั้นค่อนข้างเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี ส่วนนพพลก็เว้นระยะนิดหนึ่งก่อนพูดต่อช้าๆแต่ชัดเจน 

 

“ ส่วนสาเหตุการตาย ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการฆ่าตัวตายด้วยการโดดตึกที่อพาร์ทเม้นท์ของตัวเอง และด้วยสาเหตุการตายแบบนี้อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อขวัญและกำลังใจของพนักงานในบริษัท เพราะถ้าเราจดจำกันได้ก็จะทราบได้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วก็มีพนักงานสาวคนหนึ่งของบริษัทเราตายไปคนหนึ่งด้วยการโดดตึกตายแบบเดียวกับคุณหมวย ” 

         

 

       ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ แต่ละคนล้วนแล้วมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ โดยเฉพาะจิตหราถึงขนาดที่เกิดอาการน้ำตาซึมจางๆที่ขอบดวงตาคู่งาม แม้ว่าจะไม่พูดอะไรกันให้มากความแต่ทุกคนก็รู้ดีว่าพนักงานสาวที่ตายเมื่อเดือนที่แล้วจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก……กุลสตรี 

         

 

       นพพลมองไปรอบห้องอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเขาจึงเปิดปากถามพนักงานทั้งหมดที่อยู่ในห้องอีกด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง ใบหน้าหล่อเหลาของผู้จัดการหนุ่มดูกลัดกลุ้ม 

 

“ ผมจึงอยากจะสอบถามทุกท่านแบบตรงไปตรงมาว่า ณ.ขณะนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทของเรา เพียงระยะเวลาแค่เดือนเดียวพนักงานของเราตายไปถึงสองคน มิหนำซ้ำทั้งคู่ยังตายด้วยสาเหตุเดียวกันนั่นคือ….ฆ่าตัวตายด้วยการโดดตึก ” 

         

 

       แม้ผู้จัดการหนุ่มจะยิงคำถามตรงแบบเว้ากันซื่อๆแต่ก็หาได้มีคำตอบใดๆออกมาจากกลุ่มคนจำนวนครึ่งร้อยที่ชุมนุมกันอยู่ในที่นั้นเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว ทำให้ผู้จัดการหนุ่มต้องทำการสรุปความแบบรวบรัด 

 

“ ในเมื่อทุกท่านไม่สามารถทราบได้ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมก็คงต้องปล่อยเรื่องนี้ไปแต่ถึงอย่างไรถ้าใครมีอะไรอยากจะพูดกับผมเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเปิดโอกาสให้สามารถพูดคุยกับผมได้ทุกเวลา เอาล่ะเลิกประชุมได้ ขอบคุณครับ ” 

 

……………………..

        

      จิตหราออกจากห้องประชุมด้วยอาการมึนงง เธอแปลกใจกับการตายอันสุดแสนประหลาดของพนักงานสาวนามว่า หมวย ผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่าที่รู้จักพนักงานสาวนางนี้ พบว่าน้องหมวยเป็นคนร่าเริงแจ่มใส เข้ากับคนได้ง่าย จึงไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่น้องหมวยจะฆ่าตัวตายแบบนี้ มิหนำซ้ำยังเป็นการตายในลักษณะเดียวกับ…..กุลสตรีอย่างไม่ผิดเพี้ยน ในขณะที่เธอกำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย เธอก็รู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อมีเสียงนุ่มทุ้มลึกทักเธอจากทางด้านหลัง 

 

“ สวัสดีครับ คุณจิตหรา ” 

        

 

        หญิงสาวหันหลังมาในทันที เธอรู้สึกสะดุ้งและประหม่าเล็กน้อยเพราะผู้ที่เอ่ยปากทักเธอก็คือ…..นพพล ผู้จัดการหนุ่มรูปหล่อ 

 

“ เอ่อ….สวัสดีค่ะ คุณนพพล ” หญิงสาวยกมือไหว้พลางเอ่ยปากทักทายกลับทันที 

         

 

       ผู้จัดการหนุ่มหล่อเหลือบมองหญิงสาวอยู่อึดใจ ดวงตาคมวาวดุจเสือร้ายของผู้จัดการหนุ่มลุกโชนขึ้นมาอย่างน่ากลัวแวบหนึ่งจึงสงบลงอย่างรวดเร็วจนแทบทำให้หญิงสาวไม่ทันได้สังเกต หลังจากนั้นผู้จัดการก็เปิดปากพูดกับหญิงสาวอย่างนิ่มนวล 

 

“ เดี๋ยวผมขอเชิญคุณไปคุยที่ห้องของผมหน่อยนะครับ ผมอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวหน่อย ” 

 

“ เอ่อ……ค่ะ ” หญิงสาวตะลึงเล็กน้อยก่อนตอบรับแบบตะกุกตะกัก ในใจนึกสงสัยว่าผู้จัดการหนุ่มจะเชิญเธอไปซักถามเรื่องใด 

 

“ เอาล่ะครับ เชิญตามผมมา ” นพพลยิ้มให้หญิงสาวเล็กน้อยก่อนพาเดินไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเขา 

 

……………………..

         

       ภายในห้องทำงานส่วนตัวของนพพลเป็นห้องที่ค่อนข้างกว้าง ในห้องกว้างมีโต๊ะทำงานที่ทำมาจากไม้มะกอกขัดมันที่ดูหรูหรามีสไตค์เป็นของตนเอง ด้านหลังโต๊ะไม้นั้นมีตู้เก็บเอกสารไม้มะกอกแบบเดียวกับโต๊ะทำงาน ตามผนังมีภาพวาดน้ำมันราคาแพงประดับอยู่ 3-4 รูปบ่งบอกรสนิยมของผู้จัดการหนุ่มรายนี้ได้เป็นอย่างดี  

        

 

      เมื่อผู้จัดการหนุ่มและจิตหราเข้ามาในห้อง ผู้จัดการหนุ่มก็นั่งประจำที่ของตนหลังจากนั้นก็ผายมือเชื้อเชิญให้หญิงสาวนั่งที่เก้าอี้รับแขกที่วางไว้ด้านหน้าของโต๊ะทำงาน เมื่อหญิงสาวทรุดกายเพรียวบางลงนั่งเป็นที่เรียบร้อย ผู้จัดการก็จับจ้องหญิงสาวนิ่งๆอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะเริ่มเปิดปากพูด 

 

“ ช่วงระยะเวลานี้แม้ผลประกอบการของเราค่อนข้างดี มีลูกความระดับเกรดเอมาใช้บริการเราหลายคดีแต่……เรื่องภายในของเรากลับเกิดปัญหาขึ้น คุณคิดว่ามันเป็นแบบนี้เพราะอะไรครับ คุณจิตหรา ”  

 

“ เอ่อ…….ดิชั้นไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ” เมื่อจิตหราเจอคำถามที่เกินความคาดหมายแบบนี้ เธอจึงชะงักงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับแบบกลางๆเอาไว้ก่อน 

        

 

       เมื่อผู้จัดการหนุ่มได้รับคำตอบที่แทบจะไร้ประโยชน์เช่นนั้น เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาได้แต่นั่งโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมวาวของผู้จัดการหนุ่มจับจ้องไปที่ดวงตาคู่งามของหญิงสาวเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างที่เขาอยากจะรู้ ด้วยอาการแปลกประหลาดของผู้จัดการหนุ่มทำให้จิตหรารู้สึกขนลุกผสานหวาดผวาจนนึกอยากจะหลีกหนีออกจากสภาวะที่ชวนกระอักกระอ่วนใจในครั้งนี้ให้เร็วที่สุด  

       

 

      แต่ในเวลาต่อมาบรรยากาศที่ชวนอึดอัดก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อผู้จัดการหนุ่มใหญ่ได้คลายความตึงเครียดทางอากัปกิริยาจนกลับมายิ้มแย้มแบบปกติได้ในทันทีราวกับเขาเป็นนักแสดงมืออาชีพ เขากล่าวเปลี่ยนเรื่องที่จะถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ- 

 

“ เอาล่ะครับ เรื่องนั้นค่อยว่ากันต่อไป เรามาคุยกันในเรื่องคดีความของคุณสุจินต์ที่คุณกำลังทำก่อนดีกว่า ” 

 

“ เอ่อ……ค่ะ ” หญิงสาวรับคำตะกุกตะกัก ตัวเธอเองก็ค่อนข้างสับสนงงงวยที่อยู่ๆบอสใหญ่ของเธอกลับลำเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วจนเธอแทบตามอารมณ์ไม่ทัน 

        

 

       นพพลยิ้มให้หญิงสาวเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นดูลึกลับและทรงเสน่ห์อย่างประหลาด สิ่งนั้นทำให้ดูน่าขนลุกและเคลิบเคลิ้มในเวลาเดียวกัน ช่วงนาทีต่อมาผู้จัดการหนุ่มก็เอ่ยปากถามหญิงสาวต่อ 

 

“ เท่าที่ผมอ่านแฟ้มคดีมา ผมทราบว่าคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการฆาตกรรมอำพรางที่ค่อนข้างลึกลับ นับได้ว่าเป็นคดีที่ซับซ้อนและหนักหนาสาหัสพอสมควรเลยนี่ครับ ” 

 

“ ใช่ค่ะ จำเป็นที่จะต้องสืบหาข้อมูลหลายฝ่ายประกอบกัน แต่ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี นักสืบเอกชนที่ทำงานในส่วนนี้ได้ข้อมูลสำคัญมาใช้ประกอบในการทำคดีหลายชิ้น คาดว่าน่าจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้อย่างแน่นอน ” หญิงสาวตอบอย่างละเอียด เธอค่อนข้างภูมิใจที่ได้ว่าความในคดีสำคัญแบบนี้ 

 

“ อืม……ดูท่าทางคุณจิตหราจะมีกว้างขวางน่าดูเลยนะครับ ถึงได้สามารถหานักสืบเอกชนเก่งๆมาร่วมงานได้ ” นพพลกล่าวลอยๆอย่างไร้ความหมาย แต่ทำไมจิตหราถึงรู้สึกแปลกๆกับคำพูดประโยคนี้ คล้ายกับคำพูดนี้มันจะแฝงสำเนียงการประชดประชันหรือเสียดแทงเหน็บแนมบางอย่าง แต่ถึงกระนั้นเธอก็กล่าวตอบแบบกลางๆเพื่อไม่ให้เสียมารยาทต่อนายใหญ่ 

 

“ ก็พอรู้จักบ้างค่ะ หลายคนก็ทำงานได้ดี ” 

        

 

       นพพลนิ่งไปอึดใจ ดวงตาคมลึกของเขาจ้องไปที่ดวงตาคู่งามของหญิงสาวแน่วนิ่ง ถ้าเธอคิดไม่ผิด เธอรู้สึกว่าดวงตาของบอสใหญ่ส่อแววจับผิดอะไรบางอย่าง ครู่หนึ่งบอสใหญ่แห่งบริษัททนายความชื่อดังก็กล่าวตอบอย่างช้าๆแต่ค่อนข้างแน่นอน 

 

“ บอกกับคุณตามตรง ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบพวกนักสืบซักเท่าไหร่ เจ้าพวกนี้ล้วนแล้วแต่เจ้าเล่ห์ โลภ หิวกระหายเงินและไว้ใจไม่ได้ ถึงแม้ว่าในสายอาชีพอย่างเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้บริการพวกมันก็ตามที ” 

 

“ เอ่อ..ค่ะ ” จิตหรารับคำตามน้ำไปก่อน ในใจนึกคิดว่าบอสใหญ่กำลังพูดถึงตัวเองอยู่รึเปล่านะ 

 

“ และ….ถ้าไม่จำเป็นผมก็ไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับพวกนักสืบเลยแม้แต่น้อย ถ้าผมเกิดรู้ว่าเจ้าพวกนี้มาเกี่ยวกับเรื่องของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ผมจะ…….” นพพลพูดเน้นเสียง ทุกถ้อยวาจาดูชัดถ้อยชัดคำจนเหมือนเป็นการพูดกระแทก ซึ่งก็ทำเอาจิตหราแทบกระอักเมื่อคิดได้ว่า หนุ่มโอมที่กำลังช่วยเหลือเธอในเวลานี้ก็นับว่าเป็นนักสืบเหมือนกันนี่นา (แม้ว่าคดีที่สืบจะเป็นคดีเหนือธรรมชาติก็ตามที) แต่ประโยคสุดท้ายที่นพพลทิ้งท้ายเอาไว้โดยไม่บอกว่าเขาจะทำอะไรนั้นส่อเจตนาคล้ายเป็นการขู่ขวัญคู่สนทนาอย่างชัดเจน 

         

 

       จิตหราพยายามปรับสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติ ถึงกระนั้นเธอก็ยังคงออกอาการหน้าเสียปนเจื่อนลงเล็กน้อย เพราะทั้งวาจาและท่าทางของผู้จัดการหนุ่มออกแววคุกคามรุนแรงยังไงก็บอกไม่ถูก แต่นพพลซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบในการพูดคุยครั้งนี้ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำที่จะบี้หญิงสาวให้จมธรณีในทีเดียว ครู่หนึ่งเขาก็ยอมเปิดทางออกให้หญิงสาว 

 

“ ถ้าคุณรู้อะไรก็ตาม ผมเปิดโอกาสให้คุณคุยกับผมได้ทุกเรื่องนะครับ ” 

 

“ ได้ค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ ” หญิงสาวพยักหน้ารับคำสั้นๆพลางลุกขึ้นยืนแล้วรีบเดินจากไปในทันที 

 

“ ปัง ” 

         

 

       ภายหลังที่หญิงสาวปิดประตูห้องทำงาน เสียงปิดประตูที่ไม่ดังมากนักก็แว่วเข้าโสตประสาทหูของผู้จัดการหนุ่ม นพพลยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ประจำตำแหน่งของตนเอง ดวงตาของเขาเหม่อลอยไปที่ท้องฟ้ากลางกรุงที่ส่องแสงสว่างผ่านม่านมู่ลี่ไม้ลายจีนของเขา ชั่ววินาทีต่อมาดวงตาคมวาวคู่นั้นก็ลุกโชนและแข็งกร้าวขึ้นในทันทีพร้อมน้ำคำหนักๆที่ถูกเค้นออกมาจากปากของเขา 

 

“ ชั้นไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรชั้นได้แน่ๆ คอยดูไปเถอะน่า ” 

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา