โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,911 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

21) เหตุการณ์ของหมวย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 21 เหตุการณ์ของหมวย

 

“ หมวยเล่าให้พี่ฟังว่า…..” มาริณีตัดสินใจเอ่ยปากออกมาเป็นคำแรก น้ำเสียงของเธอนั้นดูสั่นนิดๆคล้ายแฝงแววหวาดกลัว หลังจากนั้นเธอก็ทิ้งช่วงนิ่งเงียบ ดวงตาหวานซึ้งของเธอจับจ้องตากลมโตของโอมซึ่งเป็นคู่สนทนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามแน่วนิ่ง 

 

“ ครับ ว่าไงครับ ” หนุ่มโอมเริ่มทวงถามเมื่อเห็นมาริณีเงียบไป น้ำเสียงของเด็กหนุ่มดูทุ้มลึกและเบาต่ำจนแทบไม่ได้ยิน ใบหน้าเรียวผอมดูเคร่งขรึมและจริงจังราวกับชายผู้ที่ผ่านโลกมาอย่างยาวนาน 

       

 

      มาริณียังคงนิ่งเงียบ ดวงตาของเธอกลอกไปมาน้อยๆราวกับว่ากำลังชั่งใจว่าจะเล่าความลับอันดำมืดของเพื่อนสาวผู้วายชนม์ดีมั้ย สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเริ่มเล่า…… 

 

“ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางดึกของเดือนที่แล้ว…..” มาริณีเล่าถึงตรงจุดนี้ เธอก็เงียบไปอีกครั้ง ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย 

        

 

       แม้ท่าทีของสาวหวานหน้าอ่อนเบื้องหน้าจะแปรเปลี่ยนไป แต่สีหน้าของเด็กหนุ่มก็ไม่แปรเปลี่ยนตามเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าที่เคร่งขรึมและจริงจังของเด็กหนุ่มได้โน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยด้วยการเปลี่ยนท่าทางการนั่งเป็นท่านั่งเท้าคาง  

 

“ ช่วงเวลานั้น หมวยกำลังเก็บข้าวของส่วนตัวเพื่อจะเดินทางกลับบ้าน แต่บังเอิญว่าเธอเกิดได้ยินเสียงประหลาดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในห้องเก็บเอกสารที่อยู่ไม่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ ” มาริณีกลั้นใจเล่าต่อ 

       

 

       โอมยังคงนั่งนิ่งเงียบ ดวงตากลมโตภายใต้แว่นทรงกลมดูคมกริบและแวววาวอย่างประหลาด แม้เขาจะดูสงบนิ่งปานใดแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าเรียวผอมของเขาก็กระตุกน้อยๆเป็นนัยว่าเขาก็ยังมีอารมณ์ตื่นเต้นและหวาดกลัวเหมือนปุถุชนคนทั่วไปเช่นเดียวกัน 

 

“ เสียงนั้นเป็นเสียงคนสองคนทะเลาะกันอย่างรุนแรง ในทีแรกหมวยเข้าใจว่าน่าจะเป็นเสียงของอะไรบางอย่างที่ไม่น่ามีตัวตน เพราะในเวลานั้นมันดึกเกินกว่าที่จะมีคนมาทำงาน ” มาริณีเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจดุจเดิม 

       

 

     บรรยากาศบนโต๊ะอาหารในเวลานั้นเต็มไปด้วยความเงียบ ทั้งสองยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิมราวกับจะถูกสาปให้เป็นหิน มีเพียงดวงตาที่ยังกลอกกลิ้งไปมาช้าๆเท่านั้นที่แสดงว่าทั้งสองยังคงมีชีวิตอยู่ แต่ความเงียบก็เข้ามาเกาะกุมเหตุการณ์ได้ไม่นาน มาริณีก็เริ่มเอ่ยปากเล่าเรื่องต่ออีกครั้ง 

 

“ หมวยบอกกับพี่ว่าเธอกลัวมาก ในทีแรกเธอตั้งใจว่าจะวิ่งหนีไปแต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากจะรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดนั้นมันคืออะไร สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจที่จะ…..ก้าวเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น ” 

          

 

      โอมผู้เงียบขรึมถึงกลับร้อนระอุจนต้องออกปากทวงถามอย่างร้อนรนในทันที 

 

“ แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นครับ ” 

        

 

       มาริณีกระตุกน้อยๆ แววตาที่มองมายังโอมดูตื่นๆยังไงชอบกลจนทำให้โอมเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเขาแสดงท่าทีร้อนรนมากเกินไปจนเป็นพิรุธ ดังนั้นเขาจึงรีบสะกดอารมณ์ให้สงบจนกลับมามีท่าทีสุขุมดังเดิม  

        

 

       มาริณีจับจ้องท่าทางของเด็กหนุ่มมาดเซอร์อยู่ครู่หนึ่ง เธอจึงเริ่มผ่อนคลายลงแล้วเธอก็ได้เปิดฉากเล่าเหตุการณ์สำคัญต่อไปอย่างเชื่องช้าและเยือกเย็น 

 

“ เมื่อหมวยเดินเข้าไปใกล้ห้องที่เกิดเหตุ เธอก็เริ่มได้ยินเสียงทะเลาะชัดเจนขึ้น เธอจับใจความได้ว่าคู่ที่กำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรงนั้นน่าจะเป็นผู้หญิงสาวทั้งคู่ด้วยสังเกตจากน้ำเสียงที่แผดออกมาค่อนข้างที่จะเล็กและแหลม แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังจับใจความไม่ได้อยู่ดีว่าคนทั้งคู่ทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ” 

         

 

      มาริณีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก่อนเริ่มเล่าต่ออีกชุดใหญ่ 

 

“ หมวยเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เธอก็ได้แนบหูไปที่ประตูเพื่อจะได้รับรู้ว่าเรื่องที่กำลังทะเลาะอยู่นั้นคือเรื่องอะไร แต่ทว่าก่อนที่เธอจะจับใจความได้ เธอก็เกิดอาการช็อกขึ้นมาอย่างรุนแรงเพราะเธอจดจำได้ว่าหนึ่งในสองเสียงที่กำลังทะเลาะกันนั้นก็คือ…….เสียงของกุลสตรี ” 

        

 

      เด็กหนุ่มมาดเซอร์ดูช็อกไปถนัดตาเพราะถ้าข้อมูลที่มาริณีถูกต้องล่ะก็ เขาก็จะเข้าใกล้กุญแจที่สามารถไขปริศนาอันดำมืดนี้ได้อย่างแน่นอน มือของเขาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยแบบห้ามไม่อยู่ ท้ายที่สุดเขาก็พยายามข่มใจไว้เพื่อรอฟังข้อมูลสำคัญที่เขารอคอย ส่วนทางด้านมาริณีก็เริ่มเหลียวมองไปรอบๆอย่างช้าๆอย่างระมัดระวัง เมื่อพบว่ารอบด้านสงบไม่มีใครคอยแอบฟัง หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มเล่าเรื่องต่อ 

 

“ หมวยตกใจมาก ในระหว่างที่เธอกำลังลังเลอยู่และไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ประตูห้องเอกสารก็เปิดออกมาอย่างแรงจนผลักหมวยกระเด็นไปล้มคะมำอยู่กับพื้นห้อง วินาทีนั้นเองก็มีหญิงสาวนางหนึ่งก้าวออกมา คนผู้นั้นก็คือ…..” 

 

“ กุลสตรี ใช่มั้ยครับ ” โอมเอ่ยปากถามต่อในทันที 

 

“ อืม…ใช่ ” มาริณีพยักรับด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย 

         

 

       โอมสะดุ้งตกใจอีกครั้งเพราะเขารู้ตัวดีว่าคำพูดที่เขาพูดออกไปมันเหมือนเป็นการเสียค่าโง่อย่างรุนแรงเนื่องจากตอนนี้เขากำลังแสดงบทบาทน้องชายของผู้ตายที่รู้เรื่องความลับอันดำมืดของพี่สาวเป็นอย่างดีแต่เขากลับกล่าวคำที่ชวนให้สงสัยว่าเขากำลังตื่นเต้นกับเรื่องที่มาริณีเล่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบที่ชวนให้มาริณีเกิดความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งด้วยเพราะธรรมชาติของผู้รับฟังทั่วๆไปมักจะไม่ตื่นเต้นสนใจในเรื่องที่เขารู้ดีอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามเขาก็พยายามที่จะไม่แสดงอาการตื่นตกใจออกมาให้คู่สนทนาเห็นอีกและนึกหวังในใจว่าตนเองจะไม่เสียชั้นเชิงในการเจรจาไปมากกว่านี้ 

         

 

      หลังจากมาริณีนิ่งเงียบไปอึดใจ เธอก็เริ่มเปิดปากเล่าอีกครั้งแม้ภายในใจของเธอจะเริ่มเกิดความระแวงสงสัยกับท่าทีแปลกๆของเด็กหนุ่มอยู่บ้างก็ตาม 

 

“ ทันทีที่หมวยกับกุลสตรีสบตากัน กุลสตรีก็เกิดอาการตื่นตกใจ ส่วนหมวยเองก็ดูตกใจไม่แพ้กัน หลังจากนั้นกุลสตรีก็หลีกหนีไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วทิ้งให้หมวยนิ่งตะลึงอยู่ในท่าที่นั่งพับเพียบกับพื้นห้อง ” 

 

“ อืมๆ ” โอมแสร้งทำหน้าตายและพยักหน้ารับคำเล็กน้อย 

        

 

      ความเงียบมาเยือนบรรยากาศบนโต๊ะอาหารอีกครั้ง คราวนี้มันเงียบสนิทถึงชนิดที่ว่าถ้าเข็มซักเล่มหล่นลงตรงบริเวณนั้นก็น่าจะได้ยินเสียงอย่างแน่นอน คู่สนทนาทั้งสองยังคงสบตาอยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็เป็นฝ่ายมาริณีที่ขยับหน้าเบือนหนีก่อน ในจังหวะนั้นเองโอมก็เริ่มเปิดปากพูดสั้นๆทำลายความเงียบ 

 

“ จบแค่นี้ใช่มั้ยครับ ” 

       

 

      มาริณีดูล่อกแล่กขึ้นมาถนัดตา ดวงตากลมโตและหวานซึ้งของเธอผละหนีและไม่ยอมสบตากับเด็กหนุ่มดุจเดิม ท่าทางของเธอในเวลานี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า……มันน่าจะยังมีอะไรซ่อนอยู่ แต่เธอก็ยังฝืนตอบเด็กหนุ่มแบบเสียไม่ได้ว่า…… 

 

“ เรื่องจบแค่นี้แหละ ” 

        

 

       ทุกอากัปกิริยาของสาวน้อยหน้าอ่อนอยู่ในสายตาของโอมตลอดเวลา แม้เขาจะรู้สึกว่าเหตุการณ์ที่รับฟังมันดูเหมือนจะยังขาดข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างอยู่ทำให้เหตุการณ์ดูไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็ยังนิ่งเงียบเพื่อสังเกตดูท่าทีของหญิงสาวก่อน เผื่อว่าเธอยังอาจจะอยากพูดอะไรเพิ่มเติมแต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปพักหนึ่ง เด็กหนุ่มก็รู้แล้วว่าเขาน่าจะได้รับทราบข้อมูลจากปากหญิงสาวเพียงเท่านี้ เมื่อเป็นเช่นนี้สีหน้าของเด็กหนุ่มก็เริ่มผ่อนคลายกลายมาเป็นใบหน้ายิ้มละไมและดูเป็นมิตรเหมือนที่เด็กหนุ่มเคยเป็นในยามปกติ 

         

 

       ด้วยท่าทีที่ดูผ่อนคลายและเป็นกันเองของเด็กหนุ่มทำให้มาริณีเริ่มเบาใจลงจนเธอมีท่าทีผ่อนคลายตาม แต่ในขณะที่เธอเริ่มจะถอนหายใจเบาๆด้วยความโล่งอก เธอก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มลึกของเด็กหนุ่มมาดเซอร์เอ่ยออกมาว่า 

 

“ ผมยังไม่ไว้ใจพี่ ผมคิดว่าพี่ยังบอกผมไม่หมด ” 

         

 

       มาริณีถึงกลับสะดุ้งตกใจ หน้าเรียวเล็กและขาวผ่องของเธอถึงกลับซีดเผือด แต่ถึงกระนั้นเธอก็พยายามฝืนยิ้มที่ดูยังไงก็เป็นยิ้มที่เสแสร้ง ปากก็พล่ามพูดออกมาเบาๆว่า 

 

“ มัน……ไม่มีอะไรอีกแล้วแหละ หมดแค่นี้แหละ ”  

 

“ หึ หึ หึ ” เด็กหนุ่มไม่ตอบกลับในทันที เขาเพียงหัวเราะเบาๆในลำคอแบบคนรู้ทันจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นสบตาหญิงสาวนิ่งๆ ดวงตากลมโตและดำขลับของเขาปรากฏประกายที่ดูลึกซึ้งและแหลมคมราวแสงเลเซอร์ 

        

 

      ท่าทีสงบนิ่งจนชวนขนลุกของเด็กหนุ่มพาเอามาริณีรู้สึกขนลุก เหงื่อทั่วกายเริ่มไหลซึม ในสมองของเธอพยายามขบคิดหาวิธีที่จะเผ่นออกจากที่นี่ให้เร็วและเนียนที่สุด ในระหว่างที่กำลังขบคิดอยู่นั้น เด็กหนุ่มก็เป็นฝ่ายเปิดปากถามเธอออกมาอย่างรวดเร็วโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว 

 

“ มีอีกประการที่พี่ยังไม่บอกผม อย่างเช่น……คนอีกคนที่กำลังมีปากเสียงอยู่กับพี่กุลสตรีคือใคร ” 

         

 

      เมื่อสิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม มาริณีก็ถึงกลับหน้าเสียจนแทบจะร้องไห้คล้ายว่าเธอกำลังถูกกดดันอย่างรุนแรง แต่หนุ่มโอมก็ไม่หยุดยั้งการรุกไล่ด้วยวาจา เขายังเร่งถามต่ออีกคำว่า…. 

 

“ เรื่องทั้งหมดที่พี่เล่านั้นตรงกับที่ผมรับรู้จากพี่หมวยเกือบหมด จะขาดก็แค่ข้อมูลที่ว่าอีกคนที่อยู่ในห้องเก็บเอกสารนั้นคือใคร ถ้าพี่เล่าให้ผมฟังไม่หมด ผมก็ไม่อาจเชื่อใจพี่ได้ และเมื่อผมเชื่อใจพี่ไม่ได้ผมก็ไม่อาจบอกความลับบางอย่างที่ผมรู้ให้พี่ทราบได้ ” 

        

 

      ทันทีที่มาริณีได้ฟังคำว่าความลับบางอย่างจากปากของโอม เธอก็ถึงกลับเกิดอาการตะลึงงงขึ้นมานิดหนึ่ง หลังจากนั้นมาริณีก็ดูมีท่าทีสับสนอย่างเห็นได้ชัด ถ้าให้คาดเดาก็รู้ได้ไม่ยากว่า…..เธอไม่แน่ใจว่าจะตอบคำถามของโอมดีมั้ย  

         

 

      โอมเปลี่ยนจากท่าเท้าคางเป็นหงายตัวไปข้างหลังแล้วเอาสองแขนไขว้ตรงท้ายทอยอย่างสบายอารมณ์ ส่วนใบหน้าก็เงยสูงเพื่อมองเพดาน ดวงตาของเด็กหนุ่มดูเฉยเมยและผ่อนคลาย ปากก็พล่ามพูดเรื่อยเปื่อยคล้ายไม่สนใจอะไรเพื่อทำการต่อรองในการเจรจาครั้งนี้ 

 

“ ว่าไงครับ ถ้าไม่สะดวกจะเล่าก็ไม่เป็นไร บางทีพี่หมวยอาจจะเคยเล่าความลับสุดยอดนี้ให้พี่มาริณีฟังแล้วก็ได้ แต่ตอนที่ผมรับฟังเรื่องนี้ พี่หมวยได้กำชับหนักหนาว่าเรื่องดังกล่าวสมควรเล่าให้แค่คนที่ไว้ใจได้ฟังเท่านั้น ” 

         

 

      มาริณีขยับกายไปมาด้วยความอึดอัดใจ สีหน้าดูยุ่งเหยิงและสับสนจนทำให้หน้าละอ่อนคล้ายเด็กมัธยมปลายของเธอดูแก่ขึ้นนับสิบปี แต่แล้วหญิงสาวก็ตัดสินใจที่จะเริ่มเล่า 

 

“ เอาก็เอา พี่จะพิสูจน์ให้เธอเห็นเองว่าพี่เป็นคนที่หมวยสามารถไว้ใจได้ ” มาริณีพูดเสียงแข็ง 

 

“ เชิญเลยครับ ” โอมแสร้งทำเป็นโบกมือคล้ายไม่สนใจอะไร แต่ภายในใจร้อนรนและมุ่งหวังอย่างเต็มที่ๆจะได้รับทราบข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหาย 

         

 

       ในขณะที่มาริณีกำลังอ้าปากเล่า เธอก็หยุดชะงักการเอื้อนเอ่ยวาจาอย่างฉับพลัน ดวงตาหวานใสของเธอดูขุ่นมัวและเบิกพองคล้ายคนกำลังหวาดกลัวอะไรบางสิ่งอย่างรุนแรง เมื่อเด็กหนุ่มจับสายตาของหญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าดวงตาของหญิงสาวโฟกัสไปที่ด้านหลังของตนเอง เมื่อรู้ดังนี้โอมจึงรีบหันหลังกลับไปมองและเมื่อเด็กหนุ่มหันหลังกลับมา เด็กหนุ่มก็พบคนผู้หนึ่งที่เขารู้จักเป็นอย่างดี โอมยิ้มให้ผู้มาเยือนนิดหนึ่งก่อนเอ่ยปากทักทายด้วยเสียงอันดังว่า 

 

“ ว่าไงครับ….พี่ ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา