โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,906 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

22) แยกจาก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 22 แยกจาก

 

        บุคคลที่มาเยือนนั้นคือ……สาวสวยวัยสามสิบต้นผู้มีนามกรว่า “จิตหรา” แม้เธอจะยังส่งยิ้มให้โอมกับมาริณีอยู่ก็ตามแต่ไม่ว่าใครก็สามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณในทันทีว่า…..รอยยิ้มนั้นดูแปลกประหลาดและตีความหมายได้ยากยิ่ง 

       

 

        ในระหว่างที่ทั้งสามยังอยู่ในห้วงเวลาแห่งการหยุดนิ่งคล้ายเกิดสุญญากาศขึ้นกลางวงสนทนาอยู่นั้น สาวสวยหน้าละอ่อนผู้มีนามว่า มาริณี ก็ได้ขยับกายเพรียวบางลุกขึ้นอย่างช้าๆก่อนกล่าวขอตัวในทันที 

 

“ ขอตัวก่อนนะคะ พี่จิตหรา หนูไม่กวนแล้วค่ะ ” 

 

“ อ้าว! ไหนๆก็นั่งร่วมโต๊ะกันแล้ว ก็อยู่ทานข้าวกันก่อนซิ เอ่อ….น้องมาริณี ใช่มั้ยจ๊ะ ” จิตหราเอ่ยปากทักท้วงพลางยิ้มอ่อนโยนแต่มองอีกนัยก็เหมือนจะดูเลือดเย็นได้เหมือนกัน 

 

“ เอ่อ……มะ……ไม่เป็นไรค่ะ หนูไปก่อนแล้วนะคะ ” มาริณีส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตายคล้ายคนที่กำลังเกิดความหวาดกลัวอะไรบางสิ่งอย่างรุนแรง หลังจากนั้นมาริณีก็รีบรุดจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบของสาวสวยเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย 

        

 

        ทั้งจิตหราและโอมมองตามหลังมาริณีด้วยท่าทีที่ต่างกัน โดยจิตหรามองตามหลังด้วยสายตาเย็นๆที่น่าจะผสมผสานความหวาดระแวง ส่วนทางฝั่งโอมนั้นเขาเหลือบแลเพียงแวบเดียวด้วยท่าทีที่ยากจะบอกความรู้สึก หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็หันหน้ากลับมาสบตากับจิตหราซึ่งกำลังมองเขาอยู่เช่นกัน เด็กหนุ่มมาดเซอร์ยังคงอยู่ในท่านั่งเอนหลังแล้วยกแขนไขว้กันที่ท้ายทอยอย่างสบายอารมณ์ แววตาของเด็กหนุ่มดูสงบและแฝงความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจคล้ายกับทะเลกว้างยามสงบก็ไม่ปาน 

        

 

       จิตหราละสายตาจากโอมแล้วยื่นถาดอาหารให้กับโอมอย่างช้าๆ ส่วนอีกถาดก็วางไว้หน้าเก้าอี้ของตนเอง หลังจากนั้นเธอก็ย่อตัวลงนั่งที่เก้าอี้แล้วก้มหน้ารับประทานอาหารในถาดอาหารของตนเองในเวลาต่อมาด้วยท่าทีสงบเงียบ 

         

 

       โอมมองอากัปกิริยาของหญิงสาววัยรุ่นพี่ไม่วางตา เมื่อเห็นว่าจิตหราไม่ปรากฏอาการผิดปกติใดๆ เขาก็เริ่มต้นรับประทานอาหารบ้าง เมื่ออาหารคำแรกกำลังจะเข้าปากของเด็กหนุ่ม เสียงหวานใสของจิตหราก็ดังขึ้น 

 

“ คุยกับน้องมาริณีเมื่อกี้สนุกมั้ย ” 

       

 

       โอมนึกสะดุ้งในใจแต่ภายนอกยังทำนิ่งอยู่ สมองของเขาพยายามขบคิดเพื่อประมวลว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่  

 

“ ว่าไงล่ะ เมื่อกี้ท่าทางจะคุยกันสนุกเลยนะ พอบอกพี่ได้มั้ยว่าคุยกันเรื่องอะไรบ้าง ” จิตหราเปิดปากถามต่อ แม้ดูท่าทีของเธอดูไม่ให้ความสนใจกับคำถามมากนักแต่น้ำเสียงที่แสดงออกมาก็ดูเหมือนจะสั่นไหวนิดๆ 

       

 

       โอมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับพร้อมกินข้าวไปแบบไม่สนใจมารยาทมากมายนัก 

 

“ ก็ค่อนข้างสนุกน่ะพี่ นี่ผมว่าถ้าเราได้คุยต่อไปอีกก็น่าจะสนุกมากกว่านี้ ฮะๆ ” 

       

 

       หนังตาของจิตหรากระตุกเล็กน้อย แต่ใบหน้าเรียวงามได้รูปยังคงไม่แปรเปลี่ยน เธอยังคงนิ่งเฉยไม่กล่าวตอบว่าอะไร มือขวาของเธอยกแก้วน้ำเย็นขึ้นจิบเล็กน้อย แต่ทว่าหนุ่มมาดเซอร์กลับไม่ยอมนิ่งเฉย เขาติดตามผลงานต่อด้วยการเอ่ยปากพูดออกมาลอยๆเพื่อหวังถึงวัตถุประสงค์บางอย่าง 

 

“ นอกจากเรื่องทั่วไป ผมกับพี่มาริณียังได้คุยกันถึงเหตุการณ์ในวันที่กุลสตรีทะเลาะกับใครบางคนอย่างรุนแรงในวันเกิดเหตุด้วยนะครับ ถ้าผมได้รู้ว่าใครทะเลาะกับกุลสตรีในวันนั้นและมีโอกาสได้คุยกับคนๆนั้นก็น่าจะเป็นการดีต่อคดีที่เรากำลังทำอยู่ ” 

       

 

      จิตหราดูนิ่งไปถนัด ใบหน้างามถอดสีจนซีดเผือดแต่ก็ยังไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากบางเรียวได้รูปที่จับตัวเป็นทรงกระจับของเธอเลยแม้แต่น้อย 

       

 

       โอมซ่อนยิ้มในใจ ในตอนนี้เขาเริ่มจับต้นชนปลายเหตุการณ์ได้บางส่วนแล้ว เขาค่อนข้างมั่นใจว่าจิตหรานั้นรู้ดีทีเดียวว่าใครคือบุคคลปริศนาที่ทะเลาะกับกุลสตรีในวันเกิดเหตุหรือไม่อาจจะเป็นตัวจิตหราเองนั่นแหละที่เป็นคนทะเลาะกับกุลสตรี เพียงแต่เขายังขาดข้อมูลอีกหลายอย่างที่สำคัญมันจึงทำให้เขาสรุปผลของเหตุการณ์ลี้ลับที่เกิดขึ้นไม่ได้ ถึงกระนั้นเขาก็รู้ดีว่าในยามนี้ไม่ควรจะรุกเร้าจิตหราหนักเกินไป ควรผ่อนคลายให้เธอเบาใจไปก่อน  

 

“ เฮ้อๆ มืดแปดด้านจริงๆ สงสัยจะหาตัวคนที่ทะเลาะกับกุลสตรีไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น คดีนี้ท่าทางจะยากมากกว่าที่คิดนะ ว่าไปแล้วเราก็หันมากินกันต่อดีกว่า อย่าเพิ่งไปสนใจมากไปเลยครับ ” โอมกล่าวตัดบทก่อนเริ่มต้นการกินอย่างมูมมามอีกครั้ง 

 

……………………

      

       หลังจากที่ทั้งสองรับประทานอาหารเสร็จ จิตหราก็กลับเข้าทำงานในช่วงบ่ายอีกครั้งโดยมีหนุ่มโอมติดตามอยู่ไม่ห่างราวองครักษ์พิทักษ์กายอยู่ไม่ห่าง จิตหรานั่งทำงานอย่างสงบที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง ส่วนหนุ่มโอมก็ได้แต่มองดูวิวไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีสบายใจ ในห้องทำงานยามนั้นมีแต่ความเงียบเท่านั้นที่เข้าครอบคลุมเหตุการณ์ 

      

 

      เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ซักระยะ ก็ถึงเวลาบ่ายห้าโมงเย็นอันเป็นเวลาเลิกทำงาน จิตหราเงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำแล้วเหลือบไปมองหนุ่มโอม ก็พบว่าเด็กหนุ่มมาดเซอร์ผู้นั้นยังคงนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้อยู่ริมห้อง ดวงตากลมโตของเด็กหนุ่มประหลาดผู้นั้นส่งไปนอกหน้าต่างเพื่อมองเมฆสีขาวที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย 

      

 

      หญิงสาวมองอย่างพินิจพิจารณา เธออยากล่วงรู้เหลือเกินว่าในตอนนี้เด็กหนุ่มผู้ลึกลับนายนี้กำลังคิดอะไรหรือตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ แต่ตัวเธอเองก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามเพราะดูเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป แต่ถึงกระนั้นเธอเองก็ยังคงต้องทำการเรียกสติของเด็กหนุ่มให้กลับมาด้วยการกระแอมด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง 

 

“ ฮะ แฮ่ม ” 

      

 

      การเรียกความสนใจของหญิงสาวได้ผล เด็กหนุ่มหยุดท่าทีที่เหม่อลอยแล้วหันกลับคืนสู่โลก ณ.ปัจจุบันในทันที ดวงตากลมโตภายใต้แว่นสายตาทรงกลมคู่นั้นเหลือบมองหญิงสาวเล็กน้อยก่อนที่เด็กหนุ่มจะเปิดปากถามด้วยน้ำเสียงงุนงง 

 

“ มีอะไรหรือครับ พี่จิตหรา ” 

 

“ ได้เวลากลับบ้านแล้วจ้ะ ” จิตหราตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบและสดใสตามปกตินิสัยของเธอ 

 

“ เอ๊ะ…..เอ๋ ห้าโมงแล้วหรือครับเนี่ย ผมมัวแต่คิดอะไรเพลินๆจนลืมเวลาไปเลย ฮะๆ ” หนุ่มมาดเซอร์เกาหัวพลางหัวเราะแห้งๆสลับกับตอบคำของหญิงสาว 

       

 

      หญิงสาวมองหน้าของเด็กหนุ่มนิ่งๆ ภายในใจนึกอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มประหลาดตรงหน้านี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ในตอนนั้นเองหญิงสาวก็พูดขึ้นมาลอยๆด้วยท่าทีเกรงใจว่า….. 

 

“ เออ ถ้าโอมมีธุระอะไร…..” 

 

“ ผมไม่มีธุระอะไรครับ เรากลับกันรึยัง ” หนุ่มโอมชิงตอบก่อนที่หญิงสาวจะถามจบเพื่อตัดบท จากนั้นเขาก็เหลียวหลังไปหยิบกระเป๋าเป้แบบสะพายอันเป็นสัมภาระชิ้นเดียวที่เขามีอยู่ในตอนนี้ 

      

 

      เมื่อเจอการตามตื๊อดื้อดึงแบบไม้นี้ หญิงสาวก็จนแต้มที่จะทำการต่อไป แต่ถึงกระนั้นภายในใจของเธอก็ยังรู้สึกอุ่นใจไม่น้อยที่ยังมีเพื่อนร่วมเดินทางซักคน เนื่องจากช่วงระยะเวลานี้หลายสิ่งหลายอย่างที่เธอเผชิญมันช่างบีบรัดหัวใจของเธอมากเหลือเกิน เมื่อคิดได้ดังนี้หญิงสาวก็พยักหน้ารับพร้อมกล่าวตอบกลับแบบเรียบๆว่า 

 

“ ไป ตกลงกลับบ้านกัน ” 

 

……………………..

       

        ในระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ทั้งคู่แทบไม่ได้คุยอะไรกันเลยแม้แต่น้อย ทั้งในช่วงที่แวะรับประทานอาหารเย็นที่ฟู้ดคอร์ดในห้างย่านนั้นหรือแม้แต่เวลาที่อยู่ภายในรถ ทุกสิ่งมีแต่ความเงียบงำที่เข้ามาเกาะกุมสภาวการณ์เพียงเท่านั้นจนหญิงสาวนึกแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเด็กหนุ่มอยู่ไม่น้อย และในยามที่เธอเเอบชำเลืองมองไปยังเด็กหนุ่ม เธอก็พบเพียงแต่ท่าทางที่ดูเหม่อลอยของเด็กหนุ่มเท่านั้น มันเกิดอะไรขึ้นกับโอม เด็กหนุ่มมาดเซอร์ผู้สดใสร่าเริงและขี้เล่นจนนิดๆจนเกือบทะเล้น

      

 

      ทั้งสองเดินทางได้ระยะหนึ่งก็ถึงที่อพาร์ทเม้นท์หรูอันเป็นที่พักของสาวโสดแสนสวย ในระหว่างที่ทั้งคู่โดยสารลิฟต์และพากันเดินผ่านไปตามทางเดินเพื่อไปยังห้องของหญิงสาว ทุกย่างก้าวที่ผ่านไปก็ยังคงมีแต่ความเงียบจนได้ยินเพียงแค่เสียงฝีเท้าและเสียงหัวใจเต้น 

      

 

     เมื่อหญิงสาวมาถึงหน้าประตูห้อง เธอก็เปิดมันออกแล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มลึกของหนุ่มโอมดังขึ้น ณ.เบื้องหลังของเธอ นี่นับเป็นคำพูดแรกที่หญิงสาวได้ยินนับจากเดินทางออกมาจากที่ทำงาน 

 

“ พี่ครับ ผมส่งพี่แค่นี้ก่อนนะครับ พอดีผมนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วนน่ะครับ คงต้องขอตัวลาก่อน ” 

       

 

      ทันทีที่ได้ยินคำพูดประโยคแรก สาวสวยถึงกลับหันหลังกลับมามองหน้าของเด็กหนุ่มด้วยสีหน้างุนงงราวกับเด็กหนุ่มได้กลายสภาพเป็นตัวประหลาดไปแล้ว ใบหน้าเรียวงามดูบูดบึ้งและนิ่งขึ้งด้วยอารมณ์เครียดผสมสับสนอย่างชัดเจน เธอมองหน้านิ่งๆก่อนเริ่มเปิดปากถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาและไม่สดใสอย่างที่เคยเป็น 

 

“ เธอจะไปไหน แล้วจะทำอะไร ” 

      

 

      หนุ่มโอมยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบเบาๆคล้ายกลัวใครหรืออะไรจะได้ยิน 

 

“ ผมแค่ลืมของสำคัญบางอย่างที่บ้านพักในกรุงเทพเท่านั้นครับ ของสิ่งนั้นสำคัญมากสำหรับการแก้ไขปัญหาประหลาดที่กำลังตามรังควานชีวิตพี่ แต่พี่ไม่ต้องห่วง ขอเพียงพี่ไม่ก้าวเท้าออกจากห้องนี้เท่านั้น พี่จะปลอดภัยจากอะไรก็ตามที่กำลังตามพี่อยู่ ผมสัญญาเลยว่าจะรีบกลับมาเมื่อได้ของสิ่งนั้น ” 

      

 

      หญิงสาวจับจ้องดวงตาที่แน่วนิ่งและเปล่งประกายสดใสของเด็กหนุ่มอย่างไม่วางตา ด้วยบุคลิกท่าทางที่ดูจริงจังประกอบกับน้ำเสียงนุ่มทุ้มลึกอันฟังดูอบอุ่นอ่อนโยนของเด็กหนุ่ม ทำให้หญิงสาวดูคลายใจลงจนเธอเผลอพยักหน้ารับคำเด็กหนุ่มช้าๆแบบไม่รู้ตัว 

 

“ เธอรีบกลับมาไวๆนะ พี่เอ่อ……..” ก่อนหญิงสาวจะปิดประตูเพื่อลาจากชั่วคราว เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย 

      

 

       เด็กหนุ่มยิ้มให้หญิงสาวเล็กน้อยแต่ก็ดูอบอุ่นจริงใจอย่างบอกไม่ถูก น้ำเสียงนิ่มนวลที่สดใสเปล่งออกมาจากปากของเด็กหนุ่มเบาๆว่า…….. 

 

“ ไม่ต้องห่วงครับ รับรองว่าผมกลับมาส่งพี่เข้านอนทันแน่ๆครับ พี่อย่าชิงนอนก่อนแล้วกันครับ ”  

 

“ บ้าๆ! ตาบ้านี่ ยังไงก็รีบมาแล้วกัน เข้าใจมั้ย ” หญิงสาวตวาดแว้ดออกไปในทันที ใบหน้างามงุ้มและแดงซ่านลงเล็กน้อย ถ้ามองดีๆจะพบว่ามีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏบนใบหน้าเรียวของเธอ 

 

“ ฮ่าๆ แล้วเจอกัน พี่สาว ” หนุ่มโอมตอบกลับเสียงสดใสพร้อมยักคิ้วหลิ่วตาให้หญิงสาวน้อยๆ      

        

 

       หญิงสาวแอบชำเลืองมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแวบหนึ่งด้วยสายตาที่แฝงความหมายบางอย่างซึ่งลึกซึ้งก่อนแง้มประตูห้องปิดอย่างช้าๆและแผ่วเบา  

     

 

      เมื่อประตูห้องพักในอพาร์ทเม้นท์หรูปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่มก็หยุดลงเช่นกัน แววตาที่ดูซุกซนและแอบทะเล้นน้อยๆของเด็กหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นเข้มขึงจริงจังราวกับเป็นแววตาของคนสูงวัยซักคนที่ผ่านโลกมาอย่างยาวนาน เขายืนสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งหลังจากนั้นเขาก็หันหลังกลับพร้อมเดินจากไปอย่างเงียบงัน

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา