โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  53 บท
  12 วิจารณ์
  2,887 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

47) แสงสว่างและความมืด

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 47 แสงสว่างและความมืด

 

“ ใช่แล้ว ชั้นรู้สึกเหมือนกับว่าชั้นจะได้ยินเสียงของใครบางคน เสียงนั้นเป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ฟังดูเกรี้ยวกราดและดุร้ายราวกับว่าจิตใจของเธอจะอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตแค้นที่เหลือล้น ” นายตำรวจหนุ่มเริ่มเล่าถึงสิ่งสุดท้ายที่ได้รับรู้ก่อนที่ตนจะไม่เป็นตัวของตัวเอง 

 

“ ผู้หญิงคนนั้น เขาพูดว่าอะไรครับ ” โอมที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆที่ดูสั่นน้อยๆเพราะความตื่นเต้นอันมากมายมหาศาลที่แทบจะสะกดกลั้นเอาไว้ไม่อยู่

            

 

        นายตำรวจหนุ่มนิ่งคิดทบทวนเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รำลึกได้และในทันทีที่เขานึกได้ สีหน้าของนายตำรวจหนุ่มก็ดูซีดเซียวลงอย่างฉับพลัน 

 

“ ว่าไงครับ พี่สิงห์ เธอพูดว่าอะไร ผมจำเป็นต้องรู้เพราะมันสำคัญมาก ” โอมเร่งเร้า 

            

 

        นายตำรวจหนุ่มค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มมาดเซอร์ ดวงตาที่เคยคมกร้าวของนายตำรวจหนุ่มดูอ่อนล้าลง ใบหน้าที่เคยแฝงไปด้วยความมั่นอกมั่นใจและภาคภูมิก็กลับดูเหนื่อยอ่อนและอ่อนระโหยโรยแรงลงไปอย่างเห็นได้ชัด ครู่หนึ่งนายตำรวจหนุ่มก็ตัดสินใจตอบคำถามของโอมด้วยเสียงที่แหบแห้งคล้ายคนที่อดน้ำมาแล้วแรมปี 

 

“ เขาพูดว่า……..พวกมึงทุกคนจะต้องตาย โทษฐานที่บังอาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของกู ” 

          

 

        ความเงียบเข้าเกาะกุมบรรยากาศภายในห้องพักอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนว่าจะมีสายลมเย็นๆวิ่งผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้นิดๆ สายลมนั้นพุ่งไล้ไปทั่วเรือนกายของชายหนุ่มต่างวัยทั้งสองอยู่แผ่วๆจนทำให้สองหนุ่มเกิดความรู้สึกเย็นยะเยือกไปจนถึงไขสันหลัง บรรยากาศเช่นนี้ชวนให้ใครก็ตามที่ได้สัมผัสเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและขนหัวลุกได้ทุกตัวคน แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มมาดเซอร์ก็ยังคงข่มใจสกัดกั้นความกลัวทั้งหลายแหล่ด้วยการขบกรามแน่นพร้อมเค้นเสียงกร้าวออกมาเบาๆ 

 

“ ผู้หญิงคนนั้นก็คือ….กุลสตรี อย่างแน่นอน ” 

            

 

       นายตำรวจหนุ่มถึงกลับตื่นตะลึงจนดวงตาคมเข้มของตนเองเบิกโพลงพร้อมเอ่ยปากตอบกลับแบบตะกุกตะกักว่า…….. 

 

“ นี่นายหมายความว่า เสียงผู้หญิงที่ชั้นได้ยินเมื่อครู่นี้ก็คือ…….เสียงของผี ใช่มั้ย ” 

           

 

        โอมหันหน้ากลับมามองนายตำรวจหนุ่ม สีหน้าของเด็กหนุ่มในยามนี้ดูเคร่งขรึม จริงจังและแข็งกระด้างราวหินผา ดวงตากลมโตภายใต้แว่นตาทรงกลมเปล่งประกายประหลาดที่หาคำตอบได้อย่างยิ่งออกมาเป็นระยะ เด็กหนุ่มจ้องมองหน้าของนายตำรวจหนุ่มด้วยอาการใคร่ครวญอยู่ระยะหนึ่ง เขาจึงเริ่มเปิดปากตอบคำถามเมื่อครู่ของนายตำรวจหนุ่มด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

 

“ จริงๆแล้วสิ่งที่พี่สิงห์ได้ยินเมื่อครู่อาจเป็นไปได้ทั้งประสาทหลอน จิตคิดไปเองหรืออาจจะเกิดขึ้นเพราะพลังงานลึกลับบางอย่างที่ทั้งทรงพลังและชั่วร้ายจริงตามที่พี่คาด แต่ในกรณีของพี่ที่เป็นตำรวจหนุ่มนักกีฬาซึ่งมีสุขภาพจิตสมบูรณ์ ดังนั้นในประเด็นที่ว่า….พี่ประสาทหลอนหรือจิตคิดไปเองก็น่าจะตัดออกไปได้ ” 

 

“ นายสรุปแบบนี้ ตกลงก็หมายความว่าสิ่งที่ชั้นเจอเมื่อครู่นั้นคือผีหรือวิญญาณของ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง สิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งไม่มีตัวตนแบบนั้นจะมาทำร้ายเราได้ด้วยหรือนี่ ” นายตำรวจหนุ่มยังซักต่อด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย สับสน  

            

 

       โอมยืนนิ่งเฉยอยู่ครู่ใหญ่ คิ้วเข้มๆบนใบหน้าเคร่งขรึมของเด็กหนุ่มเริ่มขมวดน้อยเป็นเชิงขบคิดพิจารณาถึงคำอธิบายที่ตนเองกำลังจะนำเสนอแก่คู่สนทนาในอีกไม่กี่อึดใจเบื้องหน้า เพราะในหลายๆเรื่องที่เขารู้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ยากจะทำความเข้าใจด้วยเหตุผลแบบธรรมดาทั่วไป และในที่สุดเด็กหนุ่มก็ค้นหาวิธีการได้และเริ่มเปิดปากอธิบายเพื่อนร่วมทีมต่างวัยอีกครั้ง 

 

“ จริงอยู่ที่พี่ก็เคยพบเจอสิ่งที่ไร้ตัวตนและสิ่งเหนือธรรมชาติอันหาคำอธิบายไม่ได้ในหลายต่อหลายคดีที่พี่เคยทำ แต่ทว่าทุกครั้งที่พี่ประสบพบเจอ พวกเขาก็แค่เพียงชี้นำทางหรือดลใจของเราให้เข้าใกล้ความจริงของเหตุการณ์เพียงเท่านั้น ไม่เคยมีครั้งไหนที่พวกเขาจะก้าวล่วงเข้ามาทำอันตรายต่อตัวเราได้เลย ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น ” 

 

“ ข้อยกเว้นอะไร ” นายตำรวจหนุ่มถามกลับอย่างรวดเร็ว 

             

 

        โอมไม่ตอบกลับในทันทีแต่เขากลับก้าวไปยังเก้าอี้ไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ จากนั้นเขาก็ขยับเก้าอี้ไม้ตัวนั้นมาตั้งประจันหน้าของนายตำรวจหนุ่มซึ่งนั่งอยู่บนขอบเตียง เมื่อจัดวางเรียบร้อยเด็กหนุ่มก็ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้นอย่างนิ่มนวลพร้อมเอ่ยปากถามนายตำรวจหนุ่มต่ออีกคำรบ 

 

“ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พี่เคยได้ยินเรื่องราวของเหล่าพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมวิเศษมาบ้างมั้ย ” 

 

“ เอ๊ะ เออ ก็เคยได้ยินมาบ้าง ว่ากันว่ามีพระเก่งๆบางรูปที่มีอิทธิฤทธิ์มากถึงขนาดสามารถทำให้น้ำทะเลให้จืดได้ บางรูปก็สามารถล่วงรู้ความคิดของคนทั่วไป รู้อนาคต อดีตชาติ บางรูปก็ชำนาญการมนต์คาถาต่างๆและทำในสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่เล่ามานั้นเป็นความจริงมั้ยเพราะมันก็เป็นแค่เรื่องเล่าที่พวกเราไม่ได้พบเห็นด้วยตาของตัวเอง ” นายตำรวจหนุ่มตอบกลับในสิ่งที่เขารู้ทันที ภายในใจนึกสับสนงงงวยมากกว่าเดิมอีกเท่าตัวเพราะยังเชื่อมโยงไม่ได้ว่าคำถามนี้จะมาเกี่ยวพันกับสิ่งที่เขาอยากรู้ได้อย่างไร 

 

“ ใช่ครับ สิ่งที่พี่ได้ยินมาล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ เหนือเหตุผลและยากเกินกว่าที่จะหาคำตอบได้ว่า…จริงหรือไม่จริง แต่ถ้าสมมุติว่าเรื่องนี้เป็นความจริงและท่านเหล่านั้นได้ละสังขารไปแล้วล่ะ พี่คิดว่าดวงจิตของท่านเหล่านั้นจะเป็นเหมือนดวงจิตของปถุชนทั่วไปมั้ยล่ะ ” โอมเอ่ยปากถามต่อด้วยท่าทีที่ดูสงบนิ่ง 

             

 

        นายตำรวจจับจ้องไปที่แววตาที่แน่วนิ่งของเด็กหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ภายในสมองของนายตำรวจหนุ่มพยายามประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ตามลักษณะนิสัยของตำรวจ สุดท้ายนายตำรวจหนุ่มก็ตัดสินใจตอบไปว่า….. 

 

“ ก็น่าจะไม่เหมือนของบุคคลทั่วไป น่าจะเป็นดวงจิตที่มีพลังอำนาจที่สามารถทำอะไรได้มากกว่าดวงจิตปกติเพราะพวกท่านเหล่านั้นน่าจะผ่านการฝึกฝนทางจิตมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ ” 

 

“ อืมๆ……ตามความคิดของผมก็เห็นตรงกับพี่สิงห์ ทุกสิ่งควรเป็นไปเช่นนั้นจริงๆ ” โอมตอบพร้อมยิ้มให้เล็กน้อยที่นายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่ผู้นี้หัวไวไม่ใช่เล่นจนเริ่มจะตามสิ่งที่เขาพยายามอธิบายได้ทัน 

 

“ ตกลงสิ่งที่นายพูดมาทั้งหมด มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ชั้นอยากรู้ นายบอกชั้นมาเลยดีกว่าน่า อย่ามายึกยักแบบนี้ ” ทว่านายตำรวจหนุ่มไม่ดีใจด้วย เขาเริ่มที่จะเร่งเร้าให้เด็กหนุ่มมาดเซอร์ตอบคำถามของเขาโดยพลัน 

 

“ พี่เคยได้ยินเกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่าด้วยกฎแห่งหยินและหยางบ้างมั้ย ” โอมตอบคำคู่สนทนาด้วยการถามกลับ

 

“ อ้อ เคยซิ ทุกสิ่งในโลกใบนี้ล้วนมีสิ่งที่ตรงกันข้ามกันใช่มั้ย อย่างเช่นเมื่อมีผู้ชายก็ต้องมีผู้หญิง มีแสงสว่างก็ต้องมีความมืด ทุกอย่างอยู่คู่กันเสมอ ” นายตำรวจหนุ่มตอบกลับอย่างรวดเร็วแต่ใบหน้าคมสันของเขาเริ่มตึงเครียดด้วยความหงุดหงิดที่เด็กหนุ่มมาดเซอร์ไม่ยอมเฉลยคำตอบที่เขาอยากรู้ซักที แต่ด้วยสติปัญญาไหวพริบที่เป็นเลิศของนายตำรวจหนุ่มจึงทำให้เขาฉุกคิดอะไรได้บางอย่างจนนายตำรวจหนุ่มอดกล่าวออกมาไม่ได้ว่า….. 

 

“ เอ๊ะ นายอย่าบอกนะว่า……มันอาจจะมีพลังงานอะไรบางอย่างที่ทรงพลังอำนาจเหมือนกับดวงจิตของพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นแต่พลังของดวงจิตนั้นอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับพลังงานบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรม ” 

 

“ ใช่ครับ พลังงานที่ประกอบไปด้วยความอาฆาตแค้น ผูกพยาบาท จองเวรและเกลียดชัง พลังมืดทั้งหลายเหล่านั้นอาจทำให้ผู้ใดก็ตามที่ตกเป็นทาสของมันต้องกลับกลายเป็นวิญญาณพยาบาทที่ทรงอำนาจและร้ายกาจเหนือดวงวิญญาณโดยทั่วไปในยามที่บุคคลผู้นั้นถึงแก่ความตาย ” เด็กหนุ่มมาดเซอร์เอ่ยปากอธิบายยาวเหยียดชนิดหมดเปลือกเพื่อเฉลยไขในสิ่งที่ตนเองรู้ทั้งหมดให้นายตำรวจหนุ่มรับฟัง 

            

 

        ถ้าเป็นในยามปกติที่ไร้เรื่องราวใดๆ เรื่องแบบนี้ก็คงเป็นได้เพียงแค่เรื่องตลกหลังอาหารเช้าที่นายตำรวจหนุ่มน่าจะรู้สึกขบขำจนอดยิ้มออกมาไม่ได้เพียงเท่านั้น แต่ในช่วงเวลาที่เขาเพิ่งผ่านพ้นความเป็นความตายมาหมาดๆแบบในตอนนี้ มันถึงกลับทำให้เขาขำไม่ออก เหงื่อทั่วทั้งตัวของนายตำรวจหนุ่มเริ่มหลั่งไหลออกมาอย่างมากมายทั้งที่อากาศภายในห้องนั้นค่อนข้างที่เย็นยะเยือกจนรู้สึกเสียวสันหลังอยู่เป็นระยะ 

 

“ ฮะๆ นายล้อชั้นเล่นน่ะซิ เรื่องทั้งหมดที่นายพูดเมื่อครู่เป็นแค่เรื่องตลกที่นายอำชั้นเล่นใช่มั้ย  ” นายตำรวจหนุ่มแสร้งหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกระเซ้าเย้าแหย่เด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแหยๆยังไงชอบกลคล้ายกับว่านายตำรวจหนุ่มจะกระทำการดังกล่าวเพื่อปลุกปลอบใจของตนเองมากกว่าที่จะแหย่เด็กหนุ่มแบบจริงจัง 

            

 

       โอมไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาแค่มองหน้านายตำรวจหนุ่มนิ่งๆด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่าทางที่นิ่งเฉยและจริงจังของเด็กหนุ่มทำให้นายตำรวจหนุ่มรับรู้ได้แบบเต็มทรวงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้เมื่อครู่นั้นคือ…..เรื่องราวที่จริงแท้อย่างแน่นอน แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามอะไรต่อ ดวงตาคมกร้าวก็สังเกตเห็นรอยช้ำที่แดงเป็นจ้ำคล้ายรอยนิ้วมือบนซอกคอของเด็กหนุ่มมาดเซอร์ 

 

“ เอ๊ะ รอยช้ำตรงคอนั่นมัน….นายไปโดนอะไรมา ใครบีบคอนายรึ ” นายตำรวจหนุ่มร้องถามอย่างรวดเร็วด้วยอาการตื่นตระหนกตกใจ 

 

“ นี่เป็นฝีมือของกุลสตรี ” โอมตอบสั้นๆแบบขรึมๆ 

 

“ เอ๊ะ เดี๋ยวนะ นายอย่าบอกนะว่าผีสาวตนนั้นจะมีอิทธิฤทธิ์ถึงขั้นที่สามารถปรากฏตัวออกมาบีบคอของนายได้เลยหรือ ” นายตำรวจหนุ่มถามกลับเร็วปรื้อ 

 

“ ไม่ใช่ครับ ถึงแม้ว่าเธอจะมีพลังอำนาจมากพอที่จะทำตามอย่างที่พี่พูดได้แต่คราวนี้เธอก็ไม่ได้กระทำอย่างนั้น เธอทำเพียงแค่แฝงในตัวของพี่แล้วบงการให้พี่มาทำร้ายผมเท่านั้นเองครับ ” โอมตอบกลับเรียบๆคล้ายเรื่องที่พูดมันจะเป็นเพียงเรื่องสามัญธรรมดาที่ไม่สลักสำคัญอะไร 

 

“ หาๆ…….เดี๋ยวนะ นี่นายกำลังจะบอกว่าที่ชั้นหมดสติไปเมื่อครู่นี้เป็นเพราะผีเข้าสิงชั้น จริงหรือ ” นายตำรวจหนุ่มอ้าปากเหวอด้วยความตกใจพร้อมเอ่ยปากถามเด็กหนุ่มกลับอย่างรวดเร็ว 

 

“ ครับ เป็นไปตามนั้นจริงๆ ” เด็กหนุ่มมาดเซอร์ยิ้มรับในสิ่งที่นายตำรวจหนุ่มสันนิษฐาน 

            

 

        ทั้งสองนิ่งเงียบไปชั่วขณะ หลังจากนั้นก็เป็นฝ่ายนายตำรวจหนุ่มที่พยายามถามย้ำอีกครั้ง 

 

“ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายเล่ามา นายพูดตามความจริงทุกประการใช่มั้ย ” 

 

“ ใช่ครับ ถึงแม้ผมจะมีอุปนิสัยขี้เล่นนิดๆ แต่ผมก็ไม่เคยเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นเลยซักครั้งเดียว ” โอมตอบกลับแบบไม่ต้องคิด ใบหน้าเรียวยาวของเด็กหนุ่มดูเคร่งขรึมจริงจังจนตอกย้ำให้นายตำรวจหนุ่มเชื่อได้ว่าทุกคำพูดที่เด็กหนุ่มกล่าวมาเป็นความจริงอย่างแน่นอน

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา