โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  88 บท
  14 วิจารณ์
  7,413 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

49) ไดอารี่แดงภาคปฐมบท

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 49 ไดอารี่แดงภาคปฐมบท

 

        เมื่อสองหนุ่มต่างวัยตกลงสัญญาลูกผู้ชายกันจนเสร็จสรรพ ทั้งสองก็หันมาให้ความสนใจกับไดอารี่แดงเจ้าปัญหาอีกครั้งหนึ่ง 

 

“ อืม….มองภายนอกก็ดูเหมือนๆกับไดอารี่ราคาแพงแบบทั่วๆไปนะ ” นายตำรวจหนุ่มพูดออกมาเบาๆหลังพลิกไดอารี่หนาหนักหมุนไปมา ซึ่งโอมที่นั่งอยู่ข้างๆก็ไม่มีปฏิกิริยาใดออกมานอกเสียจากพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงเห็นด้วย 

 

“ งั้นต่อไป เรามาลองเปิดดูข้างในกันดีกว่า ” สารวัตรหนุ่มเสนอความคิด ก่อนที่จะเริ่มเปิดปกไดอารี่หนาหนักเล่มนั้นขึ้นมาอย่างบรรจง 

        

 

        หน้าแรกของไดอารี่แดงเล่มนั้นเป็นกระดาษสีขาวที่มีอักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ลายทองสวยงามสถิตอยู่ตรงกลางด้านบนของแผ่นกระดาษ อ่านจับใจความได้ว่า….. “My Diary” บริเวณตรงกลางของหน้ากระดาษมีลายมือคนที่เขียนเป็นตัวหนังสือภาษาไทยด้วยหมึกสีดำลงไปอย่างประณีตว่า…..เธอคือเพื่อนสนิทที่สุดและเป็นทุกอย่างของฉัน โดย กุลสตรี ปานรวงผึ้ง 

          

 

        สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาของสองหนุ่มบอกให้ทั้งคู่รับรู้ได้ในทันทีถึงความเปลี่ยวเหงา เศร้าสร้อยและอ้างว้างของเจ้าของไดอารี่เล่มนี้ เชื่อได้ว่าคงมีแต่คนที่น่าสงสารแบบนี้เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับไดอารี่เล่มหนึ่งได้ถึงขนาดนี้ 

 

“ เอ่อ…..ดูท่าทาง สมมุติฐานของนายที่ว่าหญิงสาวคนนี้จะไร้เพื่อนสนิทมิตรสหายน่าจะเป็นจริงแล้วล่ะ ” นายตำรวจหนุ่มกล่าวกับโอมโดยไม่มองหน้า ในใจนึกนิยมยกย่องความคมลึกของเด็กหนุ่มมาดเซอร์อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ดูเหมือนโอมจะไม่ใส่ใจกับสิ่งนี้เท่าไหร่ เขาเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆด้วยอาการสงบพร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า…… 

 

“ เปิดหน้าต่อไปเถอะครับ ” 

           

 

        นายตำรวจหนุ่มพยักหน้าช้าๆโดยปราศจากคำพูดใด เขาค่อยๆเอื้อมมือเปิดไปหน้าถัดไปอย่างช้าๆราวกับกลัวว่ากระดาษขาวเบื้องหน้าจะขาดยุ่ยออกมาในบัดดลถ้าเขาออกแรงเปิดมากเกินไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของสองหนุ่มก็คือ…….ช่วงชีวิตของคนๆหนึ่ง คนที่เป็นต้นเหตุของสิ่งดำมืดอันเต็มไปด้วยปริศนาและไฟอาฆาตแค้นที่รุนแรง 

 

…………………….

 

วันที่ 15 กค. 20xx  

             เป็นอีกวันหนึ่งแล้วที่เต็มไปด้วยความเงียบเหงา ไร้ทั้งเพื่อน ไร้ทั้งพี่ ไร้ทั้งน้อง มีเพียงพ่อแม่ที่เหมือนจะไม่เป็นพ่อแม่ พวกเขาเอาแต่คาดหวังในผลการเรียนของฉัน บทสนทนาที่พูดคุยกันในแต่ละวันมีแต่ วันนี้ทำผลการเรียนได้ดีมั้ย ทำคะแนนได้เท่าไหร่ หนูต้องสอบเข้ามหาลัยชั้นนำให้ได้เพื่อจะเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลของเราต่อไป 

              พวกเขาจะเข้าใจมั้ยว่าเราต้องการอ้อมกอดที่อบอุ่นและความรัก ความเข้าใจจากพวกเขามากขนาดไหน แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะเป็นแบบนั้น เพราะไม่รู้ว่านรกสาปส่งแต่ชาติปางใด ฉันถึงไม่สามารถแสดงความรู้สึกใดๆออกมาได้เฉกเช่นคนทั่วๆไปเขากระทำกัน ฉันอิจฉาคนอื่น ฉันอยากยิ้ม อยากหัวเราะ อยากจะสนิทกับใครซักคน สิ่งนี้ทำให้ฉันไร้เพื่อน พี่น้อง มีแต่คนกล่าวหาและมองว่าฉันเป็นคนไร้ความรู้สึก เป็นเจ้าหญิงผีดิบ เป็นคนที่ไม่ควรคบหาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งนานวันไปทุกคนในโลกยิ่งถอยห่างจากฉันไปเรื่อยๆ นี่ฉันควรทำไง สวรรค์ช่วยบอกที 

 

……………………..

          

         ถึงในตอนนี้มันชัดเจนเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าหญิงสาวเจ้าของไดอารี่ราคาแพงเล่มนี้เป็นคนเปลี่ยวเหงาและไร้เพื่อนฝูง ญาติมิตรจริงอย่างที่โอมคาด ไว้ 

           

 

        สารวัตรหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มมาดเซอร์อีกครั้ง สายตาของเขาส่อแววพิศวงในการคาดคะเนที่เฉียบคมจนเกินวัยของเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างสุดหัวใจ แต่เพียงแค่แวบเดียวสารวัตรหนุ่มก็หันความสนใจไปที่ไดอารี่เล่มนั้นต่อไป 

 

…………………….

 

วันที่ 16 กค 20xx 

          เป็นวันที่สองแล้วที่ฉันได้รู้จักกับ My Red Diary เพื่อนรัก ฉันดีใจมาก เธอเป็นเพียงคนเดียวที่คุยกับฉัน ที่เข้าใจฉัน หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พูดคุยกับเธอตลอดไป พรุ่งนี้ฉันจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย…….ซึ่งเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงด้านการเรียนมากที่สุดในประเทศนี้ พ่ออยากให้ฉันเป็นนักกฎหมาย แต่จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อแค่การแสดงความรู้สึกของตนเองออกมา ฉันยังทำไม่ได้เลย แล้วจะเป็นนักกฎหมายที่ช่างเจรจาพาทีได้อย่างไรกัน  ใจจริงแล้วฉันชอบอ่านหนังสือ อยากเขียนหนังสือ อยากเข้าเรียนคณะที่เกี่ยวกับวรรณกรรมและเป็นนักประพันธ์เสียมากกว่า ถึงกระนั้นฉันก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้ ฉันเป็นเพียงมนุษย์หุ่นยนต์ที่ทำได้เพียงแค่เดินตามเส้นทางที่คนอื่นกำหนดไว้เพียงเท่านั้นหรือ  

           ฉันจะได้พบเจอผู้คนใหม่ๆในรั้วมหาลัย จะมีใครบ้างมั้ยที่ล้วงลึกเข้าไปถึงจิตใจของฉัน คนที่อบอุ่น คนที่ใจดี คนที่จะพาฉันออกจากขุมนรกที่หนาวเหน็บแห่งนี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นการคาดหวังที่มากไปหรือเปล่า แต่ฉันหวังไว้แบบนั้นจริงๆ 

 

……………………

 

“ นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่กุลสตรีกำลังจะเข้ามหาลัยนะครับ ” โอมกล่าวขึ้นมาลอยๆหลังอ่านข้อความในหน้านี้เสร็จ 

 

“ อืม….ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ห่างไกลกับวันเกิดเหตุไม่ใช่น้อย แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าเธอเป็นคนที่น่าสงสารแบบนี้มานานแล้ว และอะไรที่เป็นปมให้เธอต้องกลับกลายเป็น….ตัวอะไรซักอย่างที่ชั่วร้ายและอำมหิตแบบนี้ ชั้นอยากรู้จริงๆ ” สารวัตรหนุ่มพึมพำเบาๆ สายตาคมเข้มจับจ้องอยู่ที่หน้ากระดาษในไดอารี่เล่มหนาอยู่อย่างไม่วางวาย 

 

“ เราคงต้องหาคำตอบนั้นในไดอารี่เล่มนี้แหละครับ แต่ถึงกระนั้น เราอาจจะต้องข้ามบางช่วงแห่งชีวิตไปบ้างเพราะถ้าเราอ่านทุกหน้า อ่านทุกตัวอักษร เราก็คงอ่านไม่ทันอย่างแน่นอน ” โอมเสนอแนวคิดหลังเห็นว่าไดอารี่เล่มนี้น่าจะมีเนื้อหาไม่ต่ำกว่า 200 หน้า บ่งบอกถึงความสม่ำเสมอในการจดบันทึกของเจ้าของได้เป็นอย่างดี 

 

“ อืม…ชั้นก็คิดว่างั้นแหละ งั้นเราก็เร่งสปีดหน่อยแล้วกัน ชั้นจะเปิดอ่านคร่าวๆ บางช่วงอาจอ่านละเอียดหน่อย ตกลงตามนี้นะ ” สารวัตรกล่าวซึ่งโอมเองก็รับคำสั้นๆ 

 

“ ครับ ” 

          

 

         สารวัตรหนุ่มเริ่มเปิดอ่านเนื้อหาในไดอารี่แดงเล่มหนาแบบคร่าวๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการรำพึงรำพันถึงความเปลี่ยวเหงา การถูกเข้าใจผิดจากคนรอบข้างเนื่องด้วยเจ้าของไดอารี่เล่มนี้เป็นคนที่แสดงอารมณ์ออกมาไม่เป็น บางครั้งก็กล่าวถึงความกดดันจากพ่อแม่ที่หวังให้ลูกเป็นหนึ่งในการเรียนโดยไม่ยอมมองไปถึงความอบอุ่นทางด้านจิตใจซึ่งเป็นสิ่งที่กุลสตรีโหยหาอย่างแท้จริง 

           

 

        ชีวิตของสาวเจ้าของไดอารี่ดูช่างรันทดและทำให้สารวัตรหนุ่มรู้สึกสงสารจนใบหน้าดูเศร้าสลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับเด็กหนุ่มมาดเซอร์ที่บัดนี้ดูนิ่งขรึมและเรียบเฉย ไม่มีอารมณ์ใดๆแสดงออกมาทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อยจนดูเหมือนว่าเขาได้กลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึกไปจริงๆเสียแล้ว จะมีก็แต่เพียงประกายตาที่คมวาวของเขาเท่านั้นที่เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเขายังคงมีชีวิตและจิตใจอยู่ 

           

 

        การอ่านชีวิตของคนๆหนึ่งผ่านไดอารี่ดำเนินไปอย่างราบเรียบและรวดเร็ว จนมาถึงช่วงหนึ่ง เด็กหนุ่มมาดเซอร์ก็เอ่ยปากขึ้นมาเบาๆ 

 

“ หยุดก่อน พี่สิงห์ ” 

 

“ เอ๊ะ! มีอะไร อย่าบอกนะว่านายพบเจออะไรแปลกๆอีกแล้ว ” สารวัตรหนุ่มหยุดชะงักในทันทีก่อนหันไปมองใบหน้าที่นิ่งขรึมของโอม แววตาของสารวัตรหนุ่มเริ่มฉายประกายหวาดหวั่นออกมาอย่างชัดเจน ก็แหงล่ะซิ สิ่งประหลาดทั้งหลายแหล่ที่เขาต้องพบเจอมาในคืนนี้ มันช่างพิกลพิการและสยดสยองจนเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหว 

         

 

        โอมยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยหลังเป็นเชิงปลุกปลอบหลังเห็นอากัปกิริยาที่ดูหลอนของสารวัตรหนุ่ม อึดใจต่อมาเขาก็กล่าวออกมาว่า… 

 

“ ไม่ได้เจออะไรที่น่ากลัวหรอกครับ ผมก็แค่อยากให้พี่ลองพลิกกลับไปหน้าที่แล้วเท่านั้นเอง ” 

 

“ เอ๊ะ! นายเห็นอะไร ” สารวัตรหนุ่มทำหน้างุนงง เขายอมรับว่าเขาตามความคิดของเด็กหนุ่มไม่ทันเลย 

 

“ ลองเปิดดูก่อนครับ เหมือนว่าผมจะรู้สึกได้ว่าหน้านั้นน่าจะมีอะไรบางอย่างที่เราควรต้องรู้ ” เด็กหนุ่มกล่าวขึ้นมาลอยๆ 

 

“ อืม….ความรู้สึก ” สารวัตรหนุ่มรำพันเบาๆ แม้เขาจะคิดว่าถ้าเราจะหาข้อเท็จจริงกันด้วยเหตุผลที่ว่าแค่เรารู้สึก มันก็ออกจะเลื่อนลอยเกินไป แต่ลึกๆเขากลับเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของเด็กหนุ่มประหลาดผู้นี้อยู่พอสมควร ด้วยว่าลางสังหรณ์ดังกล่าวมักจะถูกต้องและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์จนนำพาเขาไปสู่ข้อเท็จจริงได้ทุกครั้งไป ดังนั้นเขาจึงทำตามคำร้องขอของเด็กหนุ่มในทันที 

 

……………………..

 

วันที่ 20 สค. 20xx  

          อีกไม่นานฉันก็จะเรียนจบแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ฉันถึงได้ผลการเรียนที่ดีทุกครั้งไป ทั้งที่ฉันไม่รู้สึกชอบในวิชาที่ฉันเรียนเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นเพราะฉันฉลาดกว่าคนอื่น หัวดีกว่าคนอื่น มุ่งมั่นกว่าคนอื่น หรือเป็นเพราะฉันอยากทำสิ่งที่พ่อกับแม่คาดหวังให้ดีที่สุดเพื่อที่ว่าทั้งสองจะหันมาให้ความสนใจกับฉันมากกว่านี้  

          ฉันบอกเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นไม่ได้ แต่ฉันบอกได้อย่างหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันในตอนนี้ มันไม่ใช่พรจากสวรรค์แต่มันเป็นคำสาปจากนรก ถึงทุกวันนี้ฉันเองยังคงไร้เพื่อนและญาติสนิทมิตรสหายอยู่เหมือนเดิม ในบางคราวก็มีผู้ชายบางคนพยายามเข้ามาคุยกับฉัน ตีสนิทกับฉันแต่พ่อของฉันไม่ชอบผู้ชายเหล่านั้น พวกเขาล้วนแล้วแต่โดนเหล่าลูกน้องของพ่อรุมทำร้ายจนเข็ดขยาดไปตามๆกัน สิ่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกเศร้าเสียใจ ฉันแค่อยากให้มีใครซักคนที่เข้าใจฉัน 

          พ่อของฉันคุมเข้มมากขึ้นกว่าเดิม ทุกครั้งที่ฉันไปเรียนจะมีบอดี้การ์ดหนุ่มมือดีตามติดฉันอยู่ตลอดเวลา มันยิ่งทำให้ฉันดูประหลาด แตกแยกและน่าสะพรึงกลัวต่อผู้คนในสังคมมากขึ้น มันทำให้ฉันแทบจะเป็นบ้า ทำไมชีวิตของฉันถึงได้เป็นแบบนี้ นี่มันไม่ใช่ชีวิตของมนุษย์เลย…… 

 

………………………

 

“ เขาถึงได้มีคำพูดที่ว่า….ชีวิตจริงมันยิ่งกว่าในละคร…ขึ้นมาไง เฮ้อ…น่าสงสารสุดๆ ” สารวัตรหนุ่มพึมพำเบาๆหลังอ่านย่อหน้าเกือบสุดท้ายจบ เขายอมรับว่าเด็กสาวผู้นี้มีทักษะในการเขียนที่ดีมิใช่น้อย ทุกถ้อยคำที่เธอร้อยเรียงออกมาล้วนแล้วแต่สร้างความสะเทือนอารมณ์ให้แก่เขาจนเกิดความรู้สึกคล้อยตามได้โดยง่าย แต่เขาก็ไม่แปลกใจในทักษะพิเศษของเด็กสาวผู้นี้เท่าไหร่นัก เพราะเธอได้ระบุในไดอารี่เล่มนี้ไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า..เธอต้องการเป็นนักประพันธ์และเธอก็น่าจะทำได้จริง ถ้าโอกาสมันเปิดให้เธอ  

           

 

        ทว่าสารวัตรหนุ่มก็ไม่อาจจมดิ่งในภวังค์ความคิดของตนเองได้นานนัก เนื่องด้วยมีเสียงร้องเตือนจากเด็กหนุ่มมาดเซอร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ 

 

“ พี่สิงห์ลองอ่านที่ย่อหน้าสุดท้ายซิครับ เนื้อหาในช่วงนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิตของกุลสตรีก็เป็นได้นะครับ ” 

 

“ อืม…..” นายตำรวจหนุ่มรับคำพร้อมเลื่อนสายตาตัวเองไปที่ย่อหน้าสุดท้ายเพื่ออ่านมัน

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา