โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  78 บท
  14 วิจารณ์
  5,257 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

6) วันมหาอุบาทว์

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

 

บทที่ 6 วันมหาอุบาทว์

 

 

……………………..

         

          สายลมยามเย็นพัดโชยพากลิ่นหอมหวนของมวลหมู่ดอกไม้ อากาศเริ่มชื้นและเย็นมากขึ้นเพราะแสงอาทิตย์สุดท้ายใกล้ลับเหลี่ยมขอบฟ้าแล้ว ณ.สนามฟุตบอลยังเหลือเด็กน้อยวิ่งเล่นไล่เตะลูกบอลอีก 2 ถึง 3 คน ใกล้ๆกับสนามฟุตบอลมีเด็กหนุ่มกับหญิงสาวคู่หนึ่งนั่งเคียงกันที่ม้านั่งหินแค่ลำพังสองคน ฝ่ายเด็กหนุ่มเป็นคนผิวคล้ำ ร่างสันทัดและไร้ไขมันเนื่องจากออกกำลังเป็นประจำ ขณะนี้กำลังนั่งเอกเขนกเอนกายพักเหนื่อย ส่วนฝ่ายหญิงสาวก็คือ จิตหรา นางเอกสาวที่ตอนนี้กำลังประสบปัญหาการถูกรบกวนจากอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์

 

" เฮ้อๆ ออกกำลังกายแล้วสดชื่นดีจังเลยนะครับ " เด็กหนุ่มหลับตาพริ้มแหงนหน้ามองฟ้าอย่างสบายอารมณ์

 

" ค่ะ เอ่อ….. " หญิงสาวหาจังหวะสอบถามไม่ได้

 

" ว่าแต่ว่า พี่มาหาผมทำไมครับ " เด็กหนุ่มถามทั้งที่ยังหลับตาอยู่

 

" เอ่อ……ก็ไม่แน่ใจว่าว่าใช่เธอป่าว คือแม่หมอมาลีเขาแนะนำพี่ให้มาหา เอ่อ...หมอโอม ใช่เธอรึเปล่า " หญิงสาวถาม ในใจไม่รู้สึกศรัทธาเด็กหนุ่มบ้านนอกคนนี้เลย

 

" หาๆ! เมื่อกี้…..พี่บอกว่า คุณยายมาลี บอกให้พี่มาหาอะไรนะ อุๆ " ทันทีที่เด็กหนุ่มได้ยินคำบอกเล่า เด็กหนุ่มลุกพรวดลืมตา อมยิ้มนิดเหมือนพยายามกลั้นความขบขำ

 

" หมอโอมมมม " หญิงสาวพูดพลางลากเสียงยาว เหมือนเธอเริ่มยัวะนิดๆแล้วที่เด็กหนุ่มตรงหน้ามองเธอว่าเป็นจำอวด

 

" อุ….อุ้บ…..ฮ่าๆ  ก้ากๆ เอิ้กๆ ยายมาลี ฮ่าๆ " เด็กหนุ่มหัวเราะก้ากอย่างรุนแรงจนแทบตกเก้าอี้

 

" อืม " จิตหรากอดอกมองเด็กหนุ่ม ตาเขียวปั้ดด้วยความไม่พอใจ ในใจเธอกำลังคิด

 

" ตบให้หน้าหันซะดีมั้ย "

 

" ฮะๆ ขอโทษทีพี่ พอดีมันขำจนทนไม่ไหวน่ะ " หลังจากขำอย่างเมามันมาพักใหญ่ เด็กหนุ่มก็ถอดแว่นออกพลางเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากริมขอบของดวงตา

 

" ตกลงหยุดขำได้แล้วใช่มั้ย ว่าแต่เธอขำอะไรหึ " เสียงหญิงสาวฟังดูขุ่นเคือง

 

" ก็จะไม่ขำได้ไงล่ะพี่ ก็คุณยายมาลีแกเล่นตั้งให้ผมเป็นหมอซะงั้น เป็นงี้ทุกทีเลย คนก่อนๆที่คุณยายแนะนำมา ก็มาถามหาหมอโอมแบบเดียวกับพี่นี่แหละ " เด็กหนุ่มนามว่าโอมพูดยิ้มๆเหมือนยังขำอยู่เล็กน้อย

 

" แล้วตกลง เราน่ะใช่หมอโอมรึเปล่าล่ะ หี " จิตหรากอดอกหน้างอ

 

" ไม่ใช่หรอกครับเป็น ไอ้โอมธรรมดานี่แหละ แต่คุณยายมาลีแกตั้งผมให้เป็นหมอไปเองคนเดียว " โอมพูดไปยิ้มไปดุจเดิม

 

" เฮ้อๆ " จิตหราคอตกลงเล็กน้อยเหมือนผิดหวัง

 

" ว่าแต่คุณยายแกแนะนำให้พี่มาหาผมเรื่องอะไรกันครับ " โอมถามต่อสีหน้าคลายรอยยิ้มลง มีแววสงสัยย่างกรายเข้ามาแทน

 

" อืมๆ " จิตหรามองหน้าโอมนิ่งๆพร้อมชั่งใจ เธอคิดในใจว่าถ้าเล่าเรื่องทั้งหมดออกไป เด็กหนุ่มท่าทางเซอร์ติดดินคนนี้จะช่วยเหลือเธอได้จริงๆน่ะหรือ เธอไม่มั่นใจเลย

 

" อืมๆ " โอมมองหน้าสาวสวยแผล็บนึงก็หันไปเอนหลังแล้วเงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อรับลมเย็นอีกครั้ง ปากก็พูดออกมาลอยๆ

 

" ไม่เป็นไรครับพี่ คุณยายน่ะส่งคนที่มีปัญหามาหาผมหลายคนแล้ว ส่วนใหญ่หาผมไม่เจอ บางคนเจอก็หนีไปเลยเพราะเขาไม่คิดว่าผมจะช่วยอะไรเขาได้ แต่บางคนเขาตกลงให้ผมช่วย ซึ่งถ้าตัดสินเช่นนั้นเขาคนนั้นก็ต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผมฟัง แล้วสุดท้ายผมจะเป็นคนตัดสินใจอีกทีว่าผมจะรับงานหรือไม่ "

         

 

         สีหน้าของหญิงสาวบิดเบี้ยวเล็กน้อยเพราะเธอตัดสินใจไม่ถูก จะให้ช่วยก็เกรงว่า...เหลว ครั้นจะไม่ให้ช่วยก็กลัวว่าจะเสียเที่ยวเปล่า เธอนิ่งอยู่นานสองนาน เธอจึงตัดสินใจได้ว่า.....

 

" ตกลง พี่จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง " หญิงสาวคิด เหลวยังดีกว่ามาแล้วเสียเที่ยว

 

" เชิญครับแต่ผมไม่รับปากนะครับว่าผมจะรับงานมั้ย " เด็กหนุ่มเด้งตัวขึ้นมาจ้องหน้าหญิงสาวนิ่ง พลางยิ้มมุมปากเล็กน้อย ทีท่าของเด็กหนุ่มดูสุขุมและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนับเป็นสิบปีผิดกับเมื่อครู่นี้ราวกับคนละคน

 

" จ๊ะๆ เรื่องเป็นมาอย่างนี้...... "

         

 

        จิตหราเล่าเรื่องทั้งหมดให้เด็กหนุ่มรับฟัง ตั้งแต่เรื่องที่เธอมีปัญหาขัดแย้งกับ กุลสตรี เลขาคนเก่ายังไง ซึ่งจุดนี้เป็นเหตุให้ กุลสตรีฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันเธอก็พบเจอเรื่องประหลาดหลายอย่าง สุดท้ายเธอต้องตื่นขึ้นมาทุกตีสามเพื่อมาเจอเงาดำคล้ายผู้หญิงพุ่งเข้าใส่ตัวเธอ

 

" บรื้อๆ " หญิงสาวขนลุกเมื่อเล่าถึงตรงนี้

 

" แล้วยังไงต่อครับ " เด็กหนุ่มก้มหน้าลงนิดหนึ่ง สองมือของเขาประกบกันจรดลงที่คาง แววตาที่แน่วแน่ของเขาประสานกับดวงตางามของหญิงสาวแบบไม่วางตา

 

" อืมๆ " หญิงสาวจ้องตาของเด็กหนุ่มนิ่ง เธอคิดในใจว่าแท้จริงแล้วเด็กหนุ่มคนนี้ก็มีดีที่ดวงตานะ ดวงตาของเด็กหนุ่มที่มองผ่านแว่นตาเป็นดวงตาที่กลมโตและสดใสคล้ายลูกตาของกวางน้อยหรือเด็กเล็กๆ แต่ทว่าในดวงตานั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ มันดูแน่วแน่ ทรงพลังและดูมีเสน่ห์อย่างประหลาดจนเธอแทบไม่อาจละสายตาจากตากลมๆคู่นั้นได้

 

" พี่…..เล่าต่อสิครับ กำลังมันครับ " นายโอมแอบเอื้อมมือไปสะกิดที่หัวไหล่ของหญิงสาวเบาๆจนจิตหราสะดุ้งสุดตัวและตื่นจากภวังค์

 

" เออๆ ขอโทษจ๊ะ เอ พี่เล่าถึงไหนแล้วนะ " หญิงสาวท่าทางขัดเขิน

 

" ถึงตรงที่พี่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนให้ไปหาคุณยายมาลีครับผม " เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆแบบที่ไม่สามารถเดาท่าทีได้ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ เพราะตั้งแต่สนทนากันมา เด็กหนุ่มคนนี้แทบไม่เคยหยุดยิ้มกับหัวเราะเลย

        

 

         หญิงสาวตั้งสติได้ก็เล่าเรื่องต่อไปว่าช่วงที่ไปเจอแม่หมอมาลีเป็นยังไง เธอและแม่หมอมาลีเจออะไรบ้าง จากนั้นก็ถ่ายทอดทุกคำพูดของแม่หมอมาลีที่พูดกับเธอ มาถึงตรงจุดนี้ เด็กหนุ่มหยุดยิ้มอย่างถาวร แถมยังตีสีหน้าเคร่งขรึม ในช่วงเวลานี้บรรยากาศดูอึดอัดและเคร่งเครียดชอบกลผิดกับบรรยากาศผ่อนคลายยามเมื่อเจอเด็กหนุ่มในตอนแรก

 

" เรื่องก็มีอยู่เท่านี้แหละค่ะ " หญิงสาวเพิ่มค่ะขึ้นมา เธอเริ่มนับถือเด็กหนุ่มคนนี้ขึ้นมานิดๆแล้ว

 

" อืมๆ เท่าที่ฟัง พี่แน่ใจจริงๆหรือว่าพี่เจอวิญญาณตามรังควานจริงๆ " เด็กหนุ่มถามลอยๆ สายตากลมโตของเขาเหม่อมองไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย

 

" หมายความว่า " หญิงสาวถามต่อ

 

" ก็หมายความว่า บางทีสิ่งที่พี่เจออาจจะเป็นเพียงความสำนึกผิดลึกๆในจิตใจ จนสร้างมโนภาพขึ้นมาเป็นปีศาจเพื่อลงโทษตัวเอง อันตอบสนองความรู้สึกผิดของตัวพี่เอง " เด็กหนุ่มชี้แจงในแนวของตรรกะเชิงจิตวิทยา เล่นเอาหญิงสาวอ้าปากค้างเถียงไม่ออก ในใจนึกสงสัยเด็กหนุ่มซอมซ่อตรงหน้าทำไมถึงคิดอะไรได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ผิดกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาอย่างเห็นได้ชัด

 

" ใช่ พี่ยอมรับว่าพี่รู้สึกผิด พี่ก็ไม่แน่ใจว่าจริงแล้วพี่ควรไปหาใครดีระหว่างจิตแพทย์กับหมอผี แต่หลังจากพี่พบแม่หมอ พี่ก็รู้ชัดเลยว่าพี่หาหมออย่างหลังดีกว่า " หญิงสาวแจงสีหน้าจริงจัง

 

" ทำไมคิดงั้นล่ะพี่ " เด็กหนุ่มซักต่อ

 

" ก็เพราะพี่รู้ได้เลยว่าแม่หมอมาลี เธอคือของจริง เธอสามารถติดต่อกับสิ่งที่มองไม่เห็นได้จริง แล้วแม่หมอก็แจ้งอย่างชัดแจ้งเลยว่าสิ่งที่พี่เจอ มันคือวิญญาณร้ายที่เต็มไปด้วยความอาฆาต ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่พี่เชื่อแกนะ อาจเป็นเพราะ....." ถึงตรงนี้หญิงสาวลดเสียงลงเล็กน้อยอย่างหวาดๆ ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจเธอ

 

" เพราะ พี่เห็นเจ้าสิ่งนั้นแวบนึงใช่มั้ยครับ " เด็กหนุ่มตอบกลับในทันที

 

" เอ๊ะ ใช่ น้องรู้... " หญิงสาว งง เด็กหนุ่มรู้ได้อย่างไร

 

" มันเป็นความสามารถพิเศษของยายเขาครับ แกสามารถทำให้คนธรรมดาสามารถเห็น พวกนี้ได้แวบนึง " เด็กหนุ่มชี้แจงหน้าเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

 

" งั้นแปลว่าเรื่องนี้ เธอก็ยืนยันว่าจริง " หญิงสาวถามกลับ

 

" ครับ ที่ผมทวนถามพี่เมื่อครู่ ผมต้องการเช็คดูว่าพี่พอจะเข้าใจเรื่องราวแค่ไหน ถ้าพี่เป็นคนไม่รับรู้หรือดื้อด้านไม่พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้ ผมก็ป่วยการที่จะช่วยได้ ผมถึงต้องเช็คผู้ที่มาเบื้องต้นก่อนว่าเขาพอจะรับฟังเรื่องเหนือธรรมชาติพวกนี้ได้มั้ย " เด็กหนุ่มชี้แจงดูเป็นงานเป็นการราวมืออาชีพ

 

" ก็แปลว่า เธอพอจะช่วยพี่ได้ " หญิงสาวยิ้มใสมีความหวัง

 

" ยังครับ ผมยังไม่รับปาก ผมต้องใช้เวลาไตร่ตรองก่อน " เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ

 

" อืม อย่าหาว่าพี่ดูถูกเลยนะ บางทีเธออาจต้องใช้ค่าใช้จ่าย " หญิงสาวพูดพลางล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือ

 

" ไม่ต้องครับพี่มันไม่ใช่เรื่องเงิน " เด็กหนุ่มเอามือเล็กๆของเขามากุมที่มือของเธอเชิงห้าม หญิงสาวรู้สึกถึงความเนียนนุ่มและอบอุ่นจากมือของเด็กหนุ่มผิดกับมือของผู้ชายทั่วไป จนเธอสะบัดมือหลบไปนิดหนึ่งด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กน้อย

 

" คือเงื่อนไขที่ผมจะรับงานหรือไม่ มันซับซ้อนมาก แทบไม่เคยมีเคสไหนที่ผมเรียกเงินเลย เต็มที่ก็เลี้ยงข้าวให้ผมมื้อหนึ่งในเคสที่ลูกความของผมเป็นคนรวย " เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ

 

" อ่าๆ จ๊ะ " หญิงสาวมึนงง เด็กหนุ่มคนนี้เรียกเรื่องพวกนี้ว่า เคส มิหนำซ้ำยังเรียกคนเดือดร้อนที่มาขอความช่วยเหลือว่าลูกความ เธอมึน งง นิดๆกับการนิยามศัพท์ของเด็กหนุ่ม

 

" ผมจะให้คำตอบกับพี่พรุ่งนี้ " เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนขึ้นพลางบิดขี้เกียจ

 

" หาๆ! ตั้งพรุ่งนี้แหนะ " หญิงสาวร้อง

 

" ครับ จริงๆแล้วผมอยากบอกอะไรพี่อย่างหนึ่ง พี่อาจไม่เชื่อนะว่าเมื่อกี้ตอนที่ผมแหงนหน้าขึ้น ผม...ได้ยินเสียงอะไร...บางอย่าง ที่แหบห้าว น่าสะพรึงกลัว มันกล่าวคำๆหนึ่งออกมา " เด็กหนุ่มหยุดยิ้ม แวบนึงเธอรู้สึกว่าหน้าของเด็กหนุ่มหมองคล้ำลง

 

" คำอะไร " หญิงสาวห่อตัวลง อากาศเหมือนจะหนาวขึ้นเล็กน้อย

 

" ฆ่า " เด็กหนุ่มพูดห้วนๆและหันหน้ามาทางหญิงสาว สีหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มดูตึงเครียด

 

" เฮื้อก " หญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลาย ตัวเย็นเฉียบไปทั้งกายด้วยความสยดสยอง

 

" เรื่องนี้ใหญ่มากครับ ยังไงเชิญพี่ไปกินข้าวที่บ้านผมก่อนก็ได้ครับ " พริบตาใบหน้าของเด็กหนุ่มก็กลับมายิ้มละไมพร้อมเชื้อเชิญให้กินข้าว แต่หญิงสาวยังคงขนลุกกับอากัปกิริยาเมื่อครู่ของเด็กหนุ่มอยู่นิดๆ

         

 

          ทันใดนั้นเองมีเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆอายุราว 10 ขวบ วิ่งควบมาทางเด็กหนุ่มและหญิงสาวอย่างรวดเร็ว บ่งบอกกำลังแรงที่เหลือล้นของเด็กผู้หญิงผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

 

" พี่โอมๆ กลับบ้านได้ พิกอยากจะกลับแล้ว " เด็กผู้หญิงผมสั้น ร่างท้วม ผิวขาว ยิ้มกว้างให้เด็กหนุ่มจนดวงตาที่ตี่ของเธอเล็กหยีเข้าไปอีกจนแทบไม่เห็นลูกตา

 

" อืมๆ โอเคพี่จะกลับแล้ว พิกนี่นะ..น้า เอ่อ พี่จิตหรา เขาจะมากินข้าวกับเรา ไหว้พี่เขาก่อนซิ " เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวหญิงสาวจาก น้า เป็น พี่ เมื่อหันไปเห็นหน้าเครียดๆของหญิงสาว

       

 

         เด็กน้อยร่างท้วมผิวขาวนามว่า พิก ยืนกอดอกมองหน้า จิตหรา พักนึง แววตาของเธอดูเขม็งตึงยังไงชอบกล วินาทีต่อมาเธอเปิดปากห้วนๆ

 

" ไม่ไหว้ หนูไม่ชอบป้าคนนี้ ไม่ให้กินข้าวด้วย " พูดจบเธอก็หันหลังหนีพลางทำท่าเชิดงอน

 

" จ้ากๆ ไหงพูดกับพี่อย่างนี้ ขอโทษเขาเดี๋ยวนี้เลย " โอมตกตะลึง

 

" ไม่ " เด็กท้วมกอดอกส่ายหน้าไปมาอย่างดื้อดึง

 

" หึๆ มะไม่เป็นโอมไร พี่ไม่ถือสา ฮึ่ม….. " จิตหราพยายามทำหน้ายิ้มๆพร้อมพูดเชิงไม่ถือสาแต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากปากฟังดูแปลกๆ

 

…………………….

        

          หญิงสาวได้พาเด็กผู้หญิงร่างท้วมขาวกับเด็กหนุ่มผิวกาแฟไปส่งที่บ้านของเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดเท่าไหร่นัก เรื่องตลกที่สุดก็คือบ้านของเด็กหนุ่มก็คือบ้านหลังแรกที่จิตหราเข้ามาถาม พอไปถึงบ้านหลังนั้น โอมก็แนะนำให้ จิตหรา รู้ว่าคุณยายเสื้อคอกระเช้าชมพูนั้นเป็นยายของโอม ส่วนคุณยายผมทรงดอกกระทุ่มนั้นเป็นยายทวด หลังจากนั้นโอมก็แนะนำให้คุณยายทั้งสองเข้าใจว่า จิตหราเป็นรุ่นพี่ที่มาจากกรุงเทพ แต่ถึงกระนั้นย่าทวดของเด็กหนุ่มก็ยังคงถาม จิตหรา ทุกสิบนาทีเสมอว่า

 

" ไอ้หนู เอ็งเป็นลูกใครวะ "

       

 

         หลังจากตั้งวงข้าว เด็กผู้หญิงร่างท้วมก็ตามติดเด็กหนุ่มแจชนิดไม่ปล่อยให้ห่างตัว ด้วยความทะเล้น สดใสของเด็กหญิง ทำให้วงกับข้าวมีความสนุกสนานตลอด เด็กผู้หญิงถามคำถามเชาว์แบบเด็กๆให้โอมตอบทุกหนึ่งนาที ซึ่งโอมพยายามตอบทุกคำถามอย่างตั้งใจ แน่นอนทุกคำตอบผิดหมด

        

 

          จิตหรารู้สึกดีกับบรรยากาศภายในครอบครัวนี้มาก เพราะแต่ละคนดูสนุกสนาน ใจเย็น ไม่ค่อยมีอะไรซีเรียสตามแบบฉบับครอบครัวไทยทั่วๆไป แต่ถึงกระนั้นเธอก็รู้สึกว่าครอบครัวนี้ขาดอะไรบางอย่าง

         

 

          ที่ศาลาเล็กๆริมน้ำหน้าบ้านของโอม เป็นเวลาสามทุ่มแล้วแต่จิตหรายังไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายไปไหน เธอรู้สึกได้ว่าการได้อยู่ตามธรรมชาติแบบนี้เป็นอะไรที่สุขสงบอย่างประหลาด จนบางทีเธออดอิจฉา หนุ่มโอมไม่ได้ สายลมยามค่ำคืนพัดโชยปะทะใบหน้าหญิงจนเรือนผมยาวสลวยสีแดงอมดำของเธอปลิวไสวไปมาตามแรงลม เธอนั่งบนม้านั่งไม้แบบยาวบนศาลา เรือนขาเรียวเหยียดยาว เปลือกตางอนพริ้มปิด หน้างามๆแหงนขึ้นรับความสดชื่นจากสายลมที่ไม่มีทางหาได้ในกรุงเทพ

        

 

           ระหว่างที่เธอกำลังปล่อยใจไปตามสายลม ก็มีเสียงทุ้มๆของเด็กหนุ่มดังกังวานเข้าโสตประสาทของเธอ ทำให้เธอฟื้นจากห้วงความคิดคำนึงของตัวเอง

 

" เออ เป็นไงบ้างครับพี่ นั่งเล่นอยู่ตรงศาลาหรือครับ " เด็กหนุ่มเดินเข้ามาในศาลา

 

" จ๊ะ พี่อยู่นี่ " จิตหรายิ้มรับ

 

" เออ ขอโทษทีครับที่ไม่ได้อยู่รับรอง พอดียัยพิก มันกวนไม่เลิกน่ะ นี่เพิ่งจะหลับไปเมื่อกี้นี้เอง " เด็กหนุ่มยิ้มเจื่อนๆคล้ายว่ากำลังสำนึกผิด

 

" ไม่เป็นไรหรอก น้องสาวเรารึ ติดเธอจังเลยนะ " จิตหราถามยิ้มๆ เธอรู้สึกว่าเหมือนจะอารมณ์ดีผิดปกติ

 

" อ้อ ไม่ใช่น้องแท้ๆหรอกครับ พอดี น้าอุทัยแม่ของยัยพิก ที่อยู่บ้านถัดไปจากผมอีกสองหลัง เขาไปธุระต่างจังหวัด เขาเลยฝากยัยพิกมาอยู่ที่บ้านผม เด็กนี่ก็เลยตามผมตลอดเวลาอย่างที่เห็นนี่แหละครับ " โอมแจง

 

" แหม เธอนี่มีเสน่ห์กับเด็กจริงเลยนะ รักเด็กรึไงหึเรา " จิตหรายิ้มสวยๆพลางถามเสียงอ่อนโยน

 

" ไม่หรอกครับ ผมก็ไม่รู้ทำไมเด็กติดผมจัง แต่จริงๆผมก็อยากอยู่กับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่นะครับ ผมรู้สึกได้ว่าเด็กเขาไม่มีอะไรในใจเหมือนผู้ใหญ่ ใจของพวกเขาใสสะอาด มันทำให้ผมรู้สึกดีและปลอดภัยที่ได้อยู่กับเด็กๆ ยามที่ผมอยู่กับพวกเขา ผมสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่ ไม่ต้องคอยระมัดระวังตัวเหมือนตอนอยู่กับผู้ใหญ่ " โอมตอบตามภาษาซื่อพลางอมยิ้ม ดวงตากลมโตมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆผ่านหน้าบ้าน

 

" หึๆ น่านแหละ แบบนี้เขาเรียกว่ารักเด็ก " หญิงสาวตอบน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

 

" ฮ่าๆ นั่นน่ะซิครับ บางทีผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน " เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกาจมูกแก้เขิน พร้อมหัวเราะนิดๆตามสไตค์คนอารมณ์ดี

       

 

         จิตหราเพ่งพินิจเด็กหนุ่มอยู่เงียบๆ เธอรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าไม่เหมือนใครที่เธอเคยรู้จักเลย เขามีอะไรที่ดีมากกว่าที่เห็น จะว่าไปนี่ก็นับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เธอรู้สึกทั้งปลอดภัยและอบอุ่น ทั้งที่เธอกับเด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง

 

" เออ โอม เธออยู่กับยาย กับ ยายทวดแค่สองคนรึจ๊ะ " จิตหราเปิดปากถาม

 

" ไม่หรอกครับ จริงๆมีพ่อแม่ของผมด้วย " เด็กหนุ่มตอบกลับหน้ายิ้มเช่นเดิม

 

" แล้วพ่อแม่เธอล่ะ ท่านไปไหนรึจ๊ะ " หญิงสาวถามต่อ

 

" ไปดูแลกิจการสวนส้มที่เมืองนอกครับ " เด็กหนุ่มตอบซื่อๆ

 

" หาๆ จริงดิ " หญิงสาวอึ้ง ดูท่าเด็กหนุ่มคนนี้จะไม่ซอมซ่ออย่างที่เธอคิดซะแล้ว มิน่าตอนนั่งกินข้าวในครัวเมื่อกี้ หญิงสาวเหลือบไปเห็นเครื่องเรือนราคาแพงอยู่หลายชิ้น

 

" ครับผม ว่าแต่ทำไมพี่ถึงไม่กลับไปทำงานที่บ้านเกิดล่ะ " หนุ่มโอมถามกลับแบบที่หญิงสาวไม่ทันตั้งตัว

 

" เอ๋ๆ! รู้ได้ไงว่าพี่เป็นคนต่างจังหวัด " หญิงสาว งง

 

" อย่างแรกเลย ตอนพี่ช่วยผมเอาไม้สอยมะม่วงเมื่อเย็น พี่คล่องเกินกว่าจะโตที่กรุงเทพ " เด็กหนุ่มแจงบ่งบอกได้ถึงความช่างสังเกตในตัวของเขา

 

" โหๆ " หญิงสาวรู้สึกทึ่งกับการช่างสังเกตของหนุ่มหน้าซื่อ

 

" อีกประการ พี่คิดถึงและอยากกลับบ้านมากๆ เพราะสีหน้าของพี่มันแสดงออกถึงความอาวรณ์ในยามที่พี่เหม่อมองสายน้ำที่ไหลริน แต่พี่น่าจะมีอะไรที่จำเป็นบางอย่างเลยไม่สามารถกลับบ้านตามที่ใจต้องการได้ " เด็กหนุ่มพูดต่อ

 

" อืมๆ " หญิงสาวฟังเงียบๆใจคิดว่าเธอเจอเสือซุ่มเข้าให้แล้ว

 

" เดาอีกอย่างพี่น่าจะเป็นคนภาคกลาง " เด็กหนุ่มถามยิ้มๆ สีหน้ารอคำตอบ

 

" ถูกต้องพี่เป็นคนลพบุรี เธอรู้ได้ไง " หญิงสาวทึ่งซ้ำไปอีก

 

" ก็เพราะพี่มองแม่น้ำแล้วมีท่าทีอาลัยอาวรณ์คิดถึงถวิลหา ดังนั้นมีเปอร์เซ็นต์สูงมากว่าบ้านพี่จะอยู่ติดแม่น้ำ พี่ก็ลองคิดดูสิครับว่าภาคไหนของประเทศเราจะอยู่ใกล้กับแม่น้ำมากที่สุด " โอมแจงบอกเหตุที่รู้ ซึ่งพอฟังคำอธิบายก็มองว่าเป็นเรื่องง่ายมากที่จะเข้าใจ

 

" อืม ถูกทั้งหมด เธอนี่คมในฝักจริงๆ " หญิงสาวพูด แววตาชื่นชม

 

" ไม่หรอกสุดท้ายผมก็ยังตีโจทย์ไม่ตกอยู่ดี ว่าทำไมพี่ไม่กลับไปหางานที่บ้านทำ " หนุ่มโอมไม่หลงประเด็นกับคำยอ

 

" ฮะๆ " หญิงสาวยิ้มแห้งๆเพราะเธอเบี่ยงประเด็นเปลี่ยนเรื่องไม่สำเร็จ

 

" ไม่เป็นไรพี่ คนเรามีความจำเป็นที่บอกไม่ได้หลายอย่าง " โอมจ้องตาเขม็ง แวบนึงก็ยอมปล่อยเรื่องพร้อมหันไปมองสายน้ำต่อ

      

 

         ทั้งคู่มองสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆอย่างเชื่องช้า ในห้วงเวลานั้นหญิงสาวก็เกิดความอบอุ่นใจอย่างไม่เคยปรากฏ ตั้งแต่เธออยู่กรุงเทพมาร่วม 10 กว่าปี เธอไม่เคยคุยกับใครแล้วทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้มาก่อน จนในที่สุด

 

" แม่ของพี่เป็นมะเร็ง พี่จำเป็นต้องใช้เงินมาก " หญิงสาวตัดสินใจเปิดปากสารภาพ

 

" ครับ ผมเข้าใจครับ " โอมหันกลับมายิ้มให้ หน้าตาของเด็กหนุ่มยามนี้แม้ไม่หล่อเหลาปานเทพบุตร แต่ก็ดูใสซื่อราวกับเด็กน้อย เมื่อประกายตาของเด็กหนุ่มต้องแสงจันทร์นวลก่อให้เกิดเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด ทำให้หญิงสาวหน้าแดงด้วยความเขินอาย ดีที่เธออยู่ในเงามืด เด็กหนุ่มเลยไม่เห็นเลือดที่ฉีดซ่านไปทั่วใบหน้าของหญิงสาว

 

" เอ่อ...โอม " หญิงสาวตัดสินใจถาม

 

" ครับว่าไงพี่ " เด็กหนุ่มตอบกลับหน้ายิ้มเช่นเดิม

 

" เธอ...เธอมีแฟนมั้ย " เสียงที่ถามสั่นชอบกล

 

" โอ้ยๆ จะไปมีได้ไงพี่ ใครจะเอาผม อยู่กับเด็ก กับควาย กับไร่นาทั้งวันแบบนี้ " โอมตอบโพล่งด้วยเสียงขำๆ

 

" แล้ว..เอ่อ แล้วเคยมีแฟน หรือคนที่ชอบมั้ย " เธอกลั้นใจถามต่อ

 

" อืมๆ มีสิพี่ แต่สุดท้ายเขาไม่เอาผม ผมก็ต้องปล่อยเขาไป ทำไงได้ล่ะพี่ ฮ่าๆ " เด็กหนุ่มพูดพลางหัวเราะเหมือนไม่อนาทรร้อนใจเท่าไหร่นัก

      

 

          ไม่รู้ทำไมหญิงสาวถึงได้รู้สึกโกรธบรรดาสาวๆที่ทิ้งเด็กหนุ่มคนนี้ชนิดที่ตัวหญิงสาวเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะโกรธทำไม มันไม่ใช่เรื่องของเธอเลย ความเงียบเข้ามาเยือนพักใหญ่ หญิงสาวจึงเปิดปากทำลายความเงียบ

 

" แล้วเธอไม่เจ็บปวดบ้างรึ " เธอถามต่อเพราะเห็นท่าทางหนุ่มโอมเหมือนไม่ร้อนใจมากนัก

 

" ก็เจ็บปวดเป็นธรรมดาครับพี่ แต่ทำไงได้คนเขาไม่รักแล้ว ถึงจะมัดตัวเขาไว้กับเรา แล้วเรากับเขาจะมีความสุขหรือครับ เราก็ต้องปล่อยไปน่ะครับ แน่นอนครับพี่ เมื่อเราปล่อยเขาไปตามทางของเขา เราย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดา แต่พี่เคยได้ยินคำนี้มั้ยครับ "  หนุ่มโอมแจงเรื่อยเฉื่อย

 

" อะไรหรือ " หญิงสาวถาม                       

 

" ยิ่งเราแบกมากเท่าไหร่ เรายิ่งหนักมากเท่านั้น " เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาเป็นปริศนา

 

" เออ หมายความว่า " หญิงสาวกึ่งเข้าใจกึ่งไม่เข้าใจ

 

" หมายความว่า......การที่เรายึดถืออะไรซักอย่างหนึ่งเป็นจริงเป็นจัง มันมีความหมายว่าเรากำลังแบกของหนักอยู่ ยิ่งถ้าเรายึดถือมากเท่าไหร่ก็เท่ากับเราแบกมากขึ้นเท่านั้น......แต่ถ้าคิดใหม่ล่ะ ถ้าเราไม่ยึดติดไว้ล่ะ ก็เท่ากับเราตัวเปล่าไม่ต้องแบกอะไร ทีนี้ความสบายใจมันก็จะเกิดขึ้น ฮ่าๆ " เด็กหนุ่มพูดพลางหัวเราะ

 

" โหๆ! สาธุ " หญิงสาวแกล้งหยอกล้อและยกมือไหว้แบบหยอกๆ ในใจนึกทึ่งกับความคิดของเด็กหนุ่ม

 

" ฮ่าๆ อย่าสาธุผมเลย บอกตามตรง สุดท้ายผมก็ยังยึดติดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ก็เจ็บปวดบ้างแต่แค่รู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง " เด็กหนุ่มเฉลยพร้อมหัวเราะอีกระลอก

 

" โถ เราก็นึกว่าแน่ " หญิงสาวแสร้งทำหน้าดูแคลน

        

 

        ความเงียบเข้าครอบงำคู่หนุ่มสาวต่างวัยอีกครั้ง จนในที่สุดเป็นฝ่าย จิตหราเปิดปากถาม

 

" ละ…..แล้ว เธอชอบผู้หญิง...แบบไหน "

 

" โอมๆ นอนได้แล้วดึกแล้ว " หญิงสาวพูดไม่ทันจบ เสียงคุณยายดังลั่นมาจากในบ้าน

 

" โหๆ! ผมโม้ให้พี่ฟังยาวเลย สี่ทุ่มแล้วครับ " โอมดูนาฬิกาแบบสปอร์ตที่ข้อมือ

 

" อ้อ….จ๊ะๆ เออ พี่ขอตัวกลับบ้านก่อนนะ " หญิงสาวเหมือนหลุดจากภวังค์ เธอแทบไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเมื่อกี้เธอจะพูดว่าอะไร

       

 

         โอมไปส่ง จิตหรา ที่รถสีไข่มุกคันงามของเธอ ก่อนที่เธอจะบึ่งรถจากไป หญิงสาวเปิดกระจกรถแล้วเอ่ยปากบอกลาหนุ่มโอมเสียงใส ดวงตาของเธอส่อแววอาลัยอยู่เป็นนัยๆ

 

" แล้วเจอกันพรุ่งนี้จ๊ะ โอม "

 

" ครับผม ขับรถกลับบ้านดีๆนะพี่ " โอมส่งด้วยรอยยิ้ม

 

" ฝันดีจ๊ะ " หญิงสาวลาพร้อมกดสวิตช์ปิดกระจกอย่างช้าๆ

       

 

           ในระหว่างที่รถคันงามกำลังจะเคลื่อนผ่านประตูรั้ว หนุ่มโอมถึงกลับหุบยิ้มอย่างฉับพลัน ใบหน้าอ่อนเยาว์ขรึมลงด้วยอารมณ์เครียดขึ้นมาในทันที สาเหตุเพราะสายตาของโอมได้เห็นสิ่งที่ไม่มีใครเห็น สิ่งนั้นคือ...........

          

 

          เงาดำปริศนา ที่ดักรออยู่หน้าประตูรั้ว เตรียมไล่ตามรถหรูของหญิงสาวอย่างโกรธเกรี้ยว

 

" ไม่ได้การแล้ว " เด็กหนุ่มวิ่งสุดแรงไปที่รถซีวิคคันงาม โชคยังดีที่ จิตหรา เห็นโอมวิ่งไล่ตามรถจากกระจกข้าง จึงหยุดรถไว้ก่อนที่จะเคลื่อนผ่านพ้นตัวบ้าน

 

" มีอะไรอีกรึ โอม " หญิงสาวเลื่อนกระจกถาม

       

 

          เด็กหนุ่มไม่ตอบกลับ แต่วิ่งผ่านรถหรูไปหยุดยืนหน้ารั้วบ้าน จากนั้นเด็กหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงเพื่อเอาอะไรซักอย่างที่ดูคล้ายฝุ่นผงออกมา จากนั้นเขาก็เหวี่ยงสิ่งนั้นไปในความมืดเบื้องหน้า พริบตานั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด

 

" กรี้ดๆ! " เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นสนั่นกลางความเงียบยามค่ำคืน จิตหราถึงกลับตะลึง งง ในชั่วพริบตาเธอรู้สึกเหมือนเห็นใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งลอยอยู่ในความมืดเบื้องหน้า สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นดูบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวดและอาฆาตแค้น

       

 

          เสียงนั้นจางหายไปพร้อมความเงียบยามราตรีที่ย้อนกลับมาเยือนอีกครั้ง เด็กหนุ่มเดินกลับมาที่รถ ส่วนหญิงสาวถลาออกมาจากรถพลางเปิดปากถามเด็กหนุ่มเสียงหลง

 

" โอมๆ เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น บอกพี่มา "

 

" ไม่มีอะไรมากหรอกครับ " แม้โอมจะบอกว่าไม่มีอะไรมาก แต่ใบหน้าของเขาตอนนี้บึ้งตึงและเคร่งเครียดผิดกับภาพลักษณ์ปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง

 

" จริงหรือ โอม อย่าหลอกพี่นะ ตกลงมีอะไร " หญิงสาวถามย้ำเสียงหลง

 

" พี่ครับ เมื่อกี้ผมไล่ไอ้บางสิ่งที่ตามพี่ไปได้ แต่มันหนีไปแค่ชั่วคราวเท่านั้นล่ะครับ มันจะมาอีกแน่นอน ถึงกระนั้นโอกาสที่มันจะเข้าบ้านหลังนี้ได้มีน้อยมาก เพราะอาณาเขตของบ้านนี้ได้รับความคุ้มครองเป็นอย่างดี " โอมพูดเสียงเครียดๆ

 

" หมายความว่าไง " หญิงสาวถามสีหน้าตื่นกลัว

          

 

          โอมไม่ตอบ แต่กลับแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าที่มีแสงดาวกระจายทั่วแผ่นฟ้า เวลาต่อมาเขาก็ยกมือขวาของตนเองขึ้นยกนิ้วนับ ปากก็พึมพำอะไรบางอย่าง สีหน้าดูเครียดขึ้ง

 

" วันนี้วันมหาอุบาทว์ สิ่งชั่วร้ายมีพลังอำนาจมากเป็นพิเศษ " เด็กหนุ่มเค้นเสียงกร้าวพร้อมเอ่ยปากพูดลอยเหมือนบอกตัวเองมากกว่าที่จะบอกหญิงสาว

 

" ตกลงพี่ควรทำไง " แม้จิตหราจะไม่เข้าใจในสิ่งที่โอมพูด แต่ด้วยความหวาดกลัว เธอจึงถามโอมด้วยเสียงสั่นๆที่บ่งบอกถึงอาการร้อนรนอีกครั้ง

 

" เฮ้อๆ ผมคงต้องบอกว่า พี่คงต้องพักที่นี่ ไม่งั้นพี่ไปไม่ถึงกรุงเทพแน่ " โอมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะกลั้นใจเค้นคำกล่าว

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา