โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  83 บท
  14 วิจารณ์
  6,037 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

62) ภาพหลอนในดวงจิต

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 62 ภาพหลอนในดวงจิต

 

       หลังจากที่กุลสตรีได้ร่ำไห้ระบายความเจ็บปวดในอ้อมกอดของจิตหรอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็ดูสงบลง ส่วนทางฝ่ายมาริณีที่แอบดูอยู่ไม่ห่างก็เริ่มคลายความกังวลใจลงเช่นกัน 

 

“ เฮ้อๆ….ท่าทางเขาคงจะเลิกทะเลาะกันแล้ว ดีจังเลยนะ ” มาริณีลอบเป่าปากเบาๆ 

        

 

       กุลสตรีค่อยๆถอนตัวลุกขึ้นมานั่งพร้อมเงยหน้ามองจิตหราที่นั่งข้างๆ แววตาของเธอที่มองมายังจิตหราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง 

 

“ เอ่อ…..ขอโทษค่ะ พี่จิตหรา ขอโทษที่หนูทำกับพี่แบบนั้น….หนูไม่รู้ว่าหนูเป็นอะไรแต่หนูควบคุมตัวเองไม่ได้ ” กุลสตรีกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา 

         

 

        จิตหรายิ้มรับพร้อมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่สดใส 

 

“ ไม่เป็นไรจ้ะ ที่แล้วมาก็ถือว่าเป็นการเข้าใจผิดก็แล้วกัน ต่อไปเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ ” 

         

 

        สองสาวยิ้มให้กันทั้งน้ำตา ดูเหมือนว่าบรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่ดูจะสดใสคล้ายเมฆหมอกที่สลายตัวจากฟ้าครามยามฝนหยุด 

         

 

         เรื่องราวทั้งมวลทำท่าจะจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งอยู่แล้ว แต่ในเวลาต่อมา มาริณีที่แอบซุ่มอยู่ก็สังเกตได้ว่าจู่ๆ กุลสตรีเกิดอาการสั่นเทิ้มประหลาดๆอย่างรุนแรง มันเป็นอาการที่ดูคล้ายกับคนที่เป็นโรคลมบ้าหมูอย่างไม่มีผิดเพี้ยน 

 

“ ว้าย กุลสตรี เธอเป็นอะไรไปน่ะ ” จิตหราถดถอยหลังไปเล็กน้อยพร้อมร้องอุทานดังด้วยความตกใจ 

          

 

        ทางด้านมาริณีเองก็รู้สึกตกใจไม่แพ้จิตหราเช่นกัน แต่ด้วยการที่เธอยังคงสถานะเป็นเสือซุ่ม เธอจึงต้องพยายามหักห้ามอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมาด้วยการยกสองมือขึ้นอุดปาก 

 

“ ว้าย! ยัยกุลสตรีเป็นอะไรไปอีกล่ะเนี่ย ” มาริณีอุทานในใจ 

          

 

        จิตหราลังเลอยู่นานว่าจะเข้าไปช่วยเหลือกุลสตรีดีหรือไม่ ในที่สุดเธอก็พยายามหักห้ามความกลัวและรุดเข้าไปเขย่าตัวของกุลสตรีสุดกำบัง ปากก็ร้องเรียกสติของหญิงสาว 

 

“ กุลสตรี เธอเป็นอะไร ทำใจดีๆไว้นะ ” 

            

 

         ห้วงเวลานี้มันช่างกดดันและบีบคั้นหัวใจจนแทบจะทำให้มาริณีแทบจะกลั้นใจตายไปซะเดี๋ยวนั้น เธอไม่แน่ใจว่าถ้าเธอเป็นจิตหรา เธอจะสามารถตั้งสติจนทำแบบเดียวกับจิตหราได้หรือไม่ ทุกสิ่งที่ปรากฏดูช่างผิดแปลกพิสดารและพิกลพิการอย่างเหลือเชื่อ 

            

 

        จิตหราเขย่ากายพร้อมร้องเรียกกุลสตรีอยู่ครู่ใหญ่ กุลสตรีก็กลับไปนิ่งสงบอย่างฉับพลันและวินาทีต่อมาคอเรียวงามของสาวเจ้าตกพับลงจรดอกในทันที 

 

“ กุลสตรี เป็นอะไร ทำไมเป็นแบบนั้น ” คราวนี้จิตหราถึงกลับร้องเสียงหลงเพราะอาการดังกล่าวมันไม่ใช่สัญลักษณ์ที่ดีเอาซะเลย  

             

 

        ในขณะที่จิตหรากำลังจะตรวจชีพจรของหญิงสาวที่แน่นิ่ง กุลสตรีก็พลันเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สายตาของสาวเจ้าที่จ้องมองมายังจิตหราดูแข็งกร้าวและดุร้ายราวประกายตาของสัตว์ป่ายามที่มองดูเหยื่อ 

 

“ ว้าย! ” จิตหราผละถอยหลังออกไปอีกครั้ง ส่วนมาริณีที่แอบดูอยู่ก็นึกอยากหนีออกจากที่ๆตนเองซุ่มซ่อนเช่นกัน ทว่าขาทั้งสองของเธอกลับแข็งทื่อและปราศจากอาการตอบสนองโดยสิ้นเชิง 

         

 

       กุลสตรีมองหน้าจิตหราด้วยประกายตาที่แข็งกร้าวอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็เริ่มเอ่ยปากถามจิตหราอย่างช้าๆด้วยถ้อยคำเดิมๆ ผิดก็แต่สำเนียงเสียงเอื้อนเอ่ยที่ออกมานั้นกลับเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ดำมืดและเยือกเย็นไม่ผิดไปจากสายลมที่พัดโชยยามดึกกลางสุสาน 

 

“ ทำไม…แกถึง….ทิ้งชั้นไป ” 

       

 

        สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของจิตหรา ทำให้เธอถึงกลับนิ่งอึ้งไปถนัดตาเพราะหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าดูไม่เหมือนกับกุลสตรีที่เธอรู้จักเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงมันดูไม่เหมือนมนุษย์เสียด้วยซ้ำและก่อนที่จิตหราจะได้ทำอะไรต่อ กุลสตรีที่กลับกลายก็เอื้อนเอ่ยวาจาออกมาอีกอย่างแช่มช้า 

 

“ ชั้นรู้แล้วว่าทำไมแกถึงทิ้งชั้น มันเป็นเพราะชั้นเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สาวกว่าแก แถมมีความสามารถสูงกว่า แกกลัวและกังวลว่าซักวันหนึ่งแกจะตกกระป๋อง แกมันเป็นคนขี้อิจฉา สารเลว นังนักบุญจอมปลอม ” 

 

“ ไม่….ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ…..” จิตหราเถียงแต่น้ำคำที่พ่นพูดออกมากลับแผ่วเบาและปราศจากน้ำหนัก ดวงตาที่สบกับตาของคู่สนทนาก็หลบต่ำคล้ายกับสิ่งที่กุลสตรีพูดออกมามันจะไปแทงใจดำของเธอเข้าแบบเต็มๆ 

 

“ หึ หึ หึ ไม่ใช่แล้วทำไมเสียงอ่อยไปล่ะ ยัยตอแหล แกน่ะมันก็แค่ผู้ดีจอมปลอมที่ชอบแสร้งทำตัวเป็นแม่พระที่แสนงาม สุดท้ายภายในของแก มันก็แหลกเหลวและเลอะเทอะเหมือนกับคนอื่นๆนั่นแหละ ” กุลสตรียังผรุสวาทแบบหยาบๆคายๆใส่จิตหราอย่างต่อเนื่อง 

         

 

        ด้วยแรงกดดันจากกุลสตรี หญิงสาวผู้คลุ้มคลั่งก็ทำให้จิตหราถึงกลับสติแตก เธอเริ่มยกสองมือขึ้นอุดหูพร้อมกรีดร้องเสียงดัง 

 

“ ไม่…..ม่าย…….ไม่ใช่แบบนั้น ” 

           

 

        ดูท่าทางอาการสติแตกของจิตหราจะดูสาแก่ใจกุลสตรีเป็นยิ่งนักเพราะเธอเริ่มแสยะยิ้มที่มุมปากด้วยท่าทางที่สุดแสนจะชั่วร้าย จากนั้นเธอก็ตอกย้ำปมของจิตหราเข้าไปอีกด้วยกระแสเสียงที่เยียบเย็นอันชวนขนหัวลุก 

 

“ ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ เพราะความใจดำของแกนั่นแหละที่ทำให้หญิงสาวที่ไร้เพื่อนคนนี้ต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้ายแบบนี้ ขอเพียงแกใจกว้างซักนิด ยอมให้ความช่วยเหลือมันในยามที่มันลำบาก มันก็ไม่ต้องตกเป็นของเล่นของไอ้ชั่วนพพลแล้ว ความผิดทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นเพราะแก เพราะแก เพราะแก เพราะแก ” 

            

 

        หลังจากนั้นกุลสตรีก็พูดกรอกหูย้ำๆด้วยคำพูดเดิมๆว่า……เพราะแก อีกหลายครั้งด้วยเสียงที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ทุกสิ่งที่เกิดมันชวนเขย่าขวัญแก่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั่วทุกตัวคน  

           

 

       จิตหรารู้สึกเศร้า เสียใจอย่างรุนแรงจนถึงกลับคุกเข่าร่ำไห้และเอามือปิดหู ปากก็ร่ำร้องเสียงดังทั้งน้ำตาว่า…. 

 

“ ไม่…..ชั้นไม่ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ชั้นไม่…..” 

            

 

        ทางฝ่ายมาริณีผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เข้าใจเรื่องราวที่ทั้งสองสนทนากันได้ในทันที และแม้ว่าสภาวการณ์ในยามนี้จะเต็มไปด้วยแรงกดดันที่เสมือนกับหลุดเข้าไปในหนังสยองขวัญแนวโรคจิต แต่มันก็หยุดยั้งไม่ให้เธอนึกสงสัยในประเด็นที่ว่า….. 

 

“ ทำไม กุลสตรีถึงต้องใช้คำพูดแทนตัวเองว่า…มัน คำพูดในทำนองนี้มันดูไม่เหมือนกับรูปประโยคที่คนๆหนึ่งจะพูดถึงตัวเองเลย มันควรจะใช้คำว่า ชั้นหรือหนู ซะมากกว่า ” 

          

 

        แต่มาริณีก็นึกสงสัยได้ไม่นาน เมื่ออยู่ๆกุลสตรีก็หยุดร่ำร้องซ้ำๆซากๆแล้วหันขวับมาทางจุดที่เธอแอบซ่อนตัวอยู่ 

 

“ ว้าย ตายแล้ว ” มาริณีตกใจจนเกือบส่งเสียงร้อง ถึงกระนั้น เธอก็มีสติและไวพอที่ซุกหัวหลบเข้าที่กำบังพร้อมนึกอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธอเคารพนับถือ 

 

“ พ่อแก้วแม่แก้วเอย ขออย่าให้ลูกช้างถูกจับได้เลย ” 

          

 

        ทุกสิ่งเงียบไปอยู่หลายอึดใจจนทำให้มาริณีอดคิดไม่ได้ว่า…… 

 

“ เอ…..ทำไมเงียบอย่างนี้หรือพวกเขาจะไปกันหมดแล้ว ” 

          

 

         ความเงียบงันที่น่าพิศวงนี้ทำให้มาริณีเกิดความสงสัยอย่างรุนแรง และในตอนนี้เธอนึกลังเลว่าเธอจะหนีออกจากสถานที่แห่งนี้ดีหรือจะรอให้ทั้งกุลสตรีและจิตหราไปจากที่แห่งนี้ก่อนดี แต่ในระหว่างที่เธอยังตัดสินใจไม่ได้ โสตประสาทหูของเธอก็ยังคงไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงลมหายใจของตัวเอง มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังหลุดลอยเข้าไปในมิติหนึ่ง มิติที่มีแค่เธอเเต่เพียงผู้เดียว 

           

 

        ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดใจนั้นเอง เธอก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดว่าเธอควรจะแอบชะเง้อไปดูซักนิดเพราะบางทีกุลสตรีอาจจะสติหลุดจนเผลอไปทำอะไรที่รุนแรงกับจิตหราแล้วก็เป็นได้ ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริง เธอก็อาจเข้าไปช่วยเหลือจิตหราได้ทัน แต่ในทันทีที่เธอผลุบออกสอดส่องเหตุการณ์ สิ่งแรกที่เธอเห็นก็คือ……..ดวงหน้าเรียวยาวที่ดูดุร้ายของกุลสตรี 

 

“ กรี๊ดๆ…..” มาริณีกรีดร้องดังจนสุดเสียง กายเล็กบางถอยกรูดจนติดผนังห้องอย่างรวดเร็วเพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าของเธอมันชวนให้ตื่นตกใจจนเกินกว่าคนทั่วไปจะรับไหว 

          

 

       เจ้าของใบหน้าที่ชวนสยองเริ่มแสยะยิ้มเล็กน้อย ดวงตาที่จ้องมองมาริณีเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆจนท้ายที่สุด มันก็แดงจัดราวสีของเลือด และในวินาทีต่อมาหญิงสาวที่ชวนสยองก็กล่าวกับเธอเบาๆด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง 

 

“ มึงมันสมควรตาย นังคนสอดรู้สอดเห็น ถึงยังไง มึงก็ไม่พ้นมือกูแน่ ” 

          

 

       ทันทีที่สิ้นคำ กุลสตรีที่แปรเปลี่ยนก็พุ่งกายถลาเข้าหามาริณีอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เกิดทำให้เลขาสาวร่างเล็กเสียขวัญและกรีดร้องดังพร้อมยกสองมือขึ้นปิดใบหน้า 

 

“ กรี๊ดๆ……..อย่าเข้ามานะ ” 

 

………………………..

       

        มาริณีผวาเฮือกใหญ่ เธอถึงกลับหงายหลังล้มตึงไปในทันทีราวกับถือมือยักษ์ที่มองไม่เห็นผลักไส โชคยังดีที่ด้านหลังของเธอเป็นเตียงนอนหนานุ่ม เธอเลยเพียงทิ้งตัวล้มลงไปบนฟูกนุ่มๆแทนที่จะเป็นพื้นไม้แข็งๆอย่างที่ควรจะเป็น 

         

 

       ใบหน้าเหยเกของหญิงสาวที่ส่อประกายหวาดกลัวถูกฉายออกมาอย่างชัดเจน ดวงตาของเธอเหม่อมองเพดานสีขาวสะอาดที่อยู่เบื้องบนพร้อมขบคิดอยู่ในใจว่าทำไมจู่ๆเธอถึงนึกย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตที่ไม่น่าจะจดจำขึ้นมาได้  

          

 

        แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามขบคิดมากแค่ไหน เธอก็ไม่ได้รับคำตอบที่สมเหตุสมผล และซ้ำร้ายกว่านั้น เธอยังจำได้ว่าในวันเกิดเหตุ เธอก็แค่ถูกกุลสตรีและจิตหราจับได้ว่าแอบดู หลังจากนั้นกุลสตรีก็วิ่งหนีไป เหตุการณ์ในวันนั้นมันไม่มีฉากที่กุลสตรีพุ่งเข้าใส่เธอพร้อมใบหน้าที่บิดเบี้ยว น่ากลัวแบบนั้นเลยซักนิด แล้วภาพฉากที่ชวนสยดสยองมันไปปรากฏบนมโนทวารขอเธอได้ยังไงกันล่ะ 

           

 

       เธอนอนหงายบนเตียงนอนอยู่ครู่ใหญ่ เวลาต่อมาจิตใจที่เครียดขึ้งก็เริ่มคลายตัวไปทีละนิด จนในที่สุดเธอก็เริ่มวางอารมณ์นั้นลงพร้อมคิดใหม่ในแนวบวก 

 

“ อืมๆ…..อาจเป็นเพราะเราคิดมากเกินไปก็ได้ ก็วันนี้เราดันเผลอไปรื้อฟื้นความหลังกับนายโอมนี่นา ” 

          

 

        เมื่อคิดได้เช่นนั้น เธอก็สลัดความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งหลายพร้อมลุกขึ้นหยัดยืน 

 

“ ดีล่ะ เลิกคิดเรืองบ้าๆนั่นแล้วอาบน้ำ นอนพักดีกว่า ” 

          

 

        หลังมาริณีตัดสินใจ เธอก็เดินตรงไปที่มุมห้องเพื่อเปลื้องเสื้อผ้าแล้วเปลี่ยนมาใส่ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดตา จากนั้นเธอก็เดินตรงมาที่กระจกบานใหญ่ตรงโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมบิดกายเพรียวบางเพื่อโชว์ทรวดทรงที่จัดอยู่ในเกณฑ์ดี 

 

“ อืม จะว่าไป เรานี่ก็หุ่นดีใช้ได้นะ ” มาริณีอมยิ้มน้อยๆให้กับตัวเอง แต่ขณะที่เธอเริ่มจะอารมณ์ดีขึ้น จิตของเธอก็หวนกลับไปคิดถึง…หมวย เพื่อนสาวคนสนิทที่เพิ่งตายไปอย่างปริศนา มันก็เลยทำให้ใบหน้าของเธอสลดลง 

 

“ แย่จัง เราดันคิดถึงยัยหมวยขึ้นมาอีก ทำไมยัยเพื่อนบ้านั่นถึงต้องกระโดดตึกตายด้วยนะ เท่ารู้จักมันมา มันไม่เคยมีเรื่องเศร้าอะไรมากมายถึงขนาดนั้นเลยนี่นา จะว่าไปแล้วเรากับมันเพิ่งจะนัดกันไปดูหนังในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้นี่นา แต่มันดันมา…….บ้าที่สุด ” หลังจากที่เธอระลึกถึง น้ำตาแห่งความอาวรณ์ก็เริ่มไหลรินออกมาจากดวงตากลมโตของเธออย่างช้าๆ มันเป็นความเศร้าที่แสนอาดูรจนเหลือจะบรรยาย

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา