โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  78 บท
  14 วิจารณ์
  5,222 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

8) เกือบสิ้นชีพ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 8 เกือบสิ้นชีพ

 

         จิตหราเดินทางถึงอพารท์เม้นท์หรูของตนเองย่านใจกลางกรุงเทพในเวลาประมาณ 10 โมงเช้า เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด เธอจึงไม่ต้องรีบเร่งนักกับการจัดการตัวเอง เธอจึงใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงเศษในการอาบน้ำ แต่งตัว หวีผม ในที่สุด  จิตหราก็พร้อมเผชิญโลกกว้างด้วยชุดเสื้อยืดแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขาสั้นประมาณเข่าสีดำ ดูแล้ววัยรุ่นไปหน่อยกับสาววัยนี้ แต่ด้วยความที่เธอมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่าอายุก็เลยทำให้ดูไม่ขัดหูขัดตาเท่าไหร่นัก แน่นอนจุดมุ่งหมายของเธอจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก " วัด "

         

 

          ภายในเขตวัดที่เงียบสงบ หญิงสาวหน้าสวยนามว่า จิตหรา กำลังนั่งพับเพียบเรียบร้อย มือเรียวงามสองข้างพนมจรดที่หน้าอก สายตาแน่วแน่ไปที่เครื่องอัฐบริขารที่ที่วางเบื้องหน้า ถัดไปมีภิกษุร่างท้วมวัยกลางคนกำลังสวดมนต์ประสาทพรแก่หญิงสาวเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

“ ถวายสังฆทานเสร็จแล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนะ โยม “ ภิกษุร่างท้วมแจงน้ำเสียงเรียบนุ่ม

 

“ ค่ะ หลวงพี่ “ จิตหรารับคำแล้วขยับกายเข้าหาอุปกรณ์ที่ใช้ในการกรวดน้ำ

 

“อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา….” หลังจากภิกษุกลางคนตั้งนะโมสามจบ ก็เริ่มสวดบทกรวดน้ำ

        

 

         จิตหราตั้งสติมั่นในการกรวดน้ำ ระลึกถึงเจ้ากรรมนายเวรทุกคน จิตสุดท้ายเกี่ยวกระหวัดไปถึงเด็กสาวรุ่นน้องผู้ล่วงลับ……กุลสตรี

        

 

          ในขณะที่จิตเธอระลึกถึง กุลสตรี ทันใดนั้นเองในมโนจิตของเธอปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมา ภาพนั้นก็คือภาพใบหน้าของ กุลสตรี ใบหน้าของเด็กสาวผู้นั้นมีรูปลักษณะเรียวยาวเป็นรูปไข่ ผิวเนียนใสไร้สิวฝ้า คิ้วคมเรียว เมื่อเหลือบแลต่ำลงไปใต้คิ้วงามก็เป็นดวงตาสีน้ำตาลสดใสดูซุกซน จมูกนิด ปากหน่อยมีสีแดงราวชาดแต้ม แต่ทว่าใบหน้านั้นกลับบึ้งตึงขัดแย้งกับหน้าสวยเนียนใสของหญิงสาว

 

“ กุลสตรีพี่ขอโทษ “ จิตหรา หลับตานิ่ง คิ้วงามขมวด ในใจของเธอนึกหวาดกลัวและสำนึกผิดไปพร้อมๆกัน

       

 

          ในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ  ใบหน้าของกุลสตรีก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากใบหน้าที่งามดั่งเทพอัปสรก็เริ่มขาวซีดลงเรื่อยๆ ดวงตาที่สดใสก็เริ่มขุ่นมัวลงจนเหลือแต่ตาขาว ปากที่แบะเล็กน้อยด้วยความบึ้งตึงก็ขยายกว้างมากขึ้นจนเกือบจะฉีกถึงรูหู และเริ่มมีลิ่มเลือดกองใหญ่ๆทะลักออกจากริมฝีปากที่เปิดกว้าง ในตอนนี้ ภาพใบหน้าของ กุลสตรี ที่ปรากฏในมโนจิตในตอนนี้ดูราวปีศาจร้ายจากนรกอเวจีก็ไม่ปาน

 

“ อึกๆ อึ้ยๆ ยะ….อย่า “ เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของจิตหราดังลอดริมฝีปากออกมาเบาๆราวเสียงกระซิบ เธอแทบจะขยับหรือส่งเสียงที่ดังไปมากกว่านี้ไม่ได้ราวกับว่า ภาพสยดสยองที่อยู่ตรงหน้าคอยสะกดกายและใจของเธอให้ชะงักงันอยู่กับมันไปตลอดกาล

 

“ อย่าทำอะไรชั้นเลย ชั้นจะทำบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้เธอ “ หญิงสาวกลั้นใจส่งจิตต่อรอง

 

“ กูไม่รับ “ เสียงหญิงสาวที่แหบกร้าวดังแทรกขึ้นมาในทันทีที่เธอนึกคิด ทันใดนั้นเองภาพปีศาจร้ายจากนรกก็พุ่งเข้าใส่ตัวเธอ ปากที่แบะกว้างก็ยิ่งแหวกกว้างหนักกว่าเดิม ภายในปากนั้นมีเขี้ยวแหลมยาวคมกริบและอาบเลือด

 

“ ว้าย “ หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียงพลางผงะถอยหลังสุดตัว

 

“ เกร็งๆ “          

        

 

          เสียงถ้วยและเหยือกที่ใช้ในการกรวดน้ำกลิ้งตกกระทบพื้น น้ำใสๆในถ้วยไหลทะลักออกมาบนพื้นห้องอย่างเนืองนอง หญิงสาวลืมตาขึ้น หน้าสวยๆตื่นตกใจด้วยความหวาดกลัว สิ่งแรกที่เธอเห็นคือภาพภิกษุวัยกลางคนที่มองหน้าเธอด้วยความตกใจและห่วงใยกับอาการวิปลาสที่เธอกระทำเมื่อครู่นี้

 

“ โยม เป็นอะไรไปหรือเปล่า “

 

“ เออ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร ขอโทษค่ะ “ หญิงสาวขอโทษทันทีที่เธอดึงสติกลับคืนมาได้

 

“ เออ มีอะไรจะเล่าให้อาตมาฟังมั้ย “ ภิกษุท้วมวัยกลางคนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“ เออ…..ไม่มีอะไรค่ะ ว่าแต่ หลวงพี่คะ เจดีย์เก็บอัฐิอยู่ที่ไหนหรือคะ….. “ หญิงสาวกล่าวตอบและเอ่ยถามกลับในเวลาเดียวกัน

 

…………………..

          

         ณ.ด้านหลังของวัด ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเจดีย์เก็บอัฐิทั้งใหม่และเก่า ใหญ่และเล็ก วางเรียงกันเต็มบริเวณพื้นที่ ดูอ้างว้างและวังเวงชนิดที่ว่าถ้าคนที่มาเยือนใจไม่แข็งพออาจเกิดอาการประสาทได้ง่ายๆ แต่ในเวลานี้ จิตหรากลับพาร่างสูงระหง เพรียวงามของเธอมาเยือนเพียงลำพังคนเดียว ไม่ใช่ว่าเธอจะไร้ความหวาดกลัวแต่เธอเกิดความรู้สึกสำนึกผิดจนต้องฝืนใจเอาชนะความกลัวที่มีอยู่เต็มหัวใจ เพื่อกระทำในสิ่งที่น่าจะทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น

 

“ เอ เจดีย์ของเธออยู่ไหนนะ “ หญิงสาวพยายามเหลือบมองหาเจดีย์เป้าหมาย ในหัวสมองพยายามเค้นความทรงจำเพื่อหาเจดีย์เป้าหมายที่เธอเคยมาเยือนแล้วเมื่อเดือนก่อน

 

“ เอ๊ะ เจอแล้ว อยู่นั่นเอง “ หญิงสาวเบิกตาโพลงเมื่อพบเจดีย์เป้าหมาย ด้านหน้าของเจดีย์มีรูปขาวดำของเด็กสาววัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักนางหนึ่ง ใต้รูปถ่ายขาวดำนั้นมีชื่อเจ้าของรูประบุอยู่ ชื่อนั้นคือ…..

 

“ นางสาวกุลสตรี  ปานรางผึ้ง “

       

 

          จิตหรายืนสงบนิ่งที่เบื้องหน้าของเจดีย์ชั่วครู่ ดวงตางามของเธอสั่นไหวคล้ายมีน้ำใสไหลซึมอยู่ภายใน  วินาทีต่อมาสาวสวยทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้น ตัวของเธออ่อนระทวยลงคล้ายขี้ผึ้งโดนไฟ ปากงามเปิดขึ้นมาด้วยเสียงที่สั่นไหวปนสะอื้นบ่งบอกความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เก็บซ่อนอยู่ภายในจิตใจ

 

“ กุลสตรี พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว “

        

 

          ในช่วงที่ จิตหรา กำลังร่ำไห้กับเจดีย์เก็บอัฐิอยู่นั้น เธอจะรู้มั้ยว่าที่เบื้องหลังของเธอได้ปรากฏเงาดำปริศนาขึ้นจางๆชนิดที่ต้องเพ่งมองกันตาแทบแตกจึงจะสามารถมองเห็นได้ เงาดำนั้นจ้องมอง จิตหรา ด้วยอารมณ์แบบไหนไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆเงาดำนั้นมีดวงตาที่แดงจ้าราวเปลวเพลิง ดวงตานั้นยิ่งส่องประกายเจิดจ้ามากยิ่งขึ้นเมื่อเพ่งมองร่างงามที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ของหญิงสาว

 

…………………….

         

          หลังจากเสร็จสิ้นการทำบุญที่วัด จิตหราเดินทางกลับสู่เคหสถานของตัวเองด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ผิดกับที่เธอคาดหวังไว้ในตอนแรก เธอไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย

        

 

          จิตหราวางกระเป๋าถือลงที่เตียง แววตาเหม่อลอยเหมือนคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หลังจากนั้นเธอก็พาร่างโรยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเหลือแค่ผ้าขนหนูสั้นแล้วก้าวย่างเข้าสู่ห้องน้ำด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาคล้ายคนไร้กำลัง

         

 

         ภายในห้องน้ำหรูนั้นประกอบไปด้วย กระจกเงากรอบสลักทองบานใหญ่ เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าที่อยู่ใต้กระจกเงาทำจากวัสดุชั้นดีที่ดูเงางามแข็งแรงและทนทาน ฝักบัวสองระบบที่ปล่อยได้ทั้งน้ำร้อนและเย็นแขวนไว้ที่ข้างฝาซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า ที่เด่นที่สุดในห้องน้ำหรูก็คือ อ่างจากุชชี่สีขาวไข่มุกทรงยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของห้องน้ำ

         

 

          เธอพาร่างงามได้สัดส่วนไปยืนสงบนิ่งที่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ ดวงตางามของเธอจับจ้องไปที่กระจก สิ่งที่เธอเห็นคือ เงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีส่วนสัดใบหน้าแบบเดียวกับเธอ คนที่เธอเห็นทุกครั้งที่ส่องกระจก แต่ที่แปลกไปก็คือ ดวงตาของเธอคนนั้นดูหมองเศร้าและดำคล้ำคล้ายคนป่วยหนักผิดกับเธอคนเดิมที่เคยมีดวงตาสดใส ร่าเริงและหวานซึ้งประทับใจชาย

 

“ ดวงตาของเราทำไมมันหมองถึงเพียงนี้ “ จิตหราคิด ทว่าภายในใจของเธอกลับรู้สึกเจ็บปวดเกินกว่าจะให้ความใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

       

 

          เธอกวักน้ำที่ไหลจากก๊อกน้ำขึ้นปะทะใบหน้างามอย่างบรรจง ทันทีที่ใบหน้างามได้รับความชุ่มชื่นเย็นฉ่ำของน้ำใสก็ทำให้หญิงสาวสดชื่นขึ้น เธอเดินโรยๆพาร่างงามผิวเหลืองขาวมาหยุดที่อ่างจากุชชี่ จากนั้นก็เปิดก๊อกที่หัวอ่างเพื่อปล่อยน้ำให้ไหลเต็มอ่าง เพียงเวลาไม่นานน้ำใสก็ไหลจนเต็มอ่าง กลางอ่างมีฟองน้ำที่ผุดขึ้นปุดๆคล้ายน้ำต้มเดือด หญิงสาวค่อยๆถอดผ้าเช็ดตัวจิ๋วอันเป็นอาภรณ์เพียงชิ้นเดียวในร่างกายออกแขวนกับราวผ้า ทำให้ขณะนี้เธอตกอยู่ในสภาพเปล่าเปลือย ร่างงามของเธอได้สัดส่วนทุกสรีระราวรูปปั้น ท่อนขาเรียวงามผิวงาช้างค่อยๆย่างก้าวเข้าสู่อ่างหรูอย่างช้าๆ

        

 

          ทันทีที่หญิงสาวพาร่างงามของเธอเอนนอนลงให้น้ำในอ่างอาบน้ำ เธอก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาในทันที ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเมื่อครู่นี้หายสลายไปเป็นปลิดทิ้ง สติเธอจึงกลับมา เมื่อสมองของเธอโลดแล่นมากขึ้นทำให้เธอคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง

 

“ เอ เราลืมถอดตะกรุดออกนี่นา “

        

 

          หญิงสาวเหลือบตามองตะกรุดเหล็กที่เด็กหนุ่มน้ำใจงามให้มา เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อย เธอเอาเครื่องรางนั้นขึ้นทาบอกงามของเธอ สีหน้าเคลิบเคลิ้มด้วยความสุขใจ ชั่วครู่เธอก็ลืมตาขึ้นพลางบรรจงถอดสายสร้อยตะกรุดเหล็กออกจากคออย่างช้าๆ เพื่อไปแขวนไว้ที่ขอบอ่างตรงหัวนอน

 

“ ถอดออกก่อน เหล็กโดนน้ำเดี๋ยวสนิมจะขึ้น แพลบเดียวคงไม่มีอะไรหรอก “ หญิงสาวคิดในใจ

         

 

          หญิงสาวนอนแช่อ่างรับความเย็นช่ำจากสายน้ำที่ไหลวนไปมาจากอ่างจากุชชี่ ดวงตาปิดพริ้มไหวเล็กน้อย ใบหน้างามดูสงบคล้ายกำลังเข้าสู่ภวังค์ เธอเริ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ เฮ้อๆ สบายจังเลย “

        

 

          ในบรรยากาศที่เงียบสงบและผ่อนคลายนั้น โสตประสาทของหญิงสาวเริ่มรับรู้ถึงเสียงบางอย่าง เสียงนั้นคือเสียงที่เดือดปุดๆของน้ำวนที่ดูเหมือนจะดังมากขึ้นจนผิดปกติ และเสียงนั้นก็เริ่มดังมากขึ้นไปอีกจนเธอเริ่มสงสัย

 

“ เอ ดังไปนะ หรือเราตั้งระดับน้ำวนแรงไป “ หญิงสาวคิดในใจพลางเหลือบตามองด้วยความสงสัย

        

 

          ทันทีที่เปลือกตางามเปิดขึ้น ขนในกายเธอทุกเส้นก็ถึงกับลุกชูชันขึ้นเหมือนนัดหมายกัน ภาพที่เธอเห็นคือ อ่างหรูที่ยังคงบรรจุน้ำอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แต่ผิดปกติอย่างเดียวตรงที่……..น้ำในอ่างนั้นกลับกลายเป็นสีแดงเข้มคล้าย……เลือดสด

 

“ กรี้ดๆ นี่มันเลือดนี่ “ หญิงสาวผวาเฮือกใหญ่ ร่างงามถอยหลังติดขอบอ่าง

 

“ มันเกิดขึ้นได้ยังไง เป็นไปไม่ได้ “ หญิงสาวพยายามแตะน้ำในอ่างขึ้นลิ้มรส ปรากฏว่ารสของมันเค็มประแหล่มดุจเลือด กลิ่นคาวเลือดอันชวนคลื่นเหียนโชยเข้าโสตนาสิกของเธอตลบอบอวล

 

“ นี่มันเลือดจริงนี่ เหมือนทั้งรสทั้งกลิ่นเลย ไม่น่าเป็นไปได้ เราฝันไปแน่ๆเลย “ หญิงสาวพยายามสะบัดหน้าไปมาเพื่อหนีจากสิ่งที่เธอคิดว่าฝันร้าย

         

 

         แน่นอนไม่ว่าเธอจะขยี้ตา สะบัดหัว ตบหน้าตัวเองเบาๆ เธอก็ยังหนีภาพสุดโหดราวกับฝันร้ายนี้ไม่ได้ ทันใดนั้นเองช่วงปลายอ่างหรูที่เธอนอนแช่อยู่ก็ปรากฏฟองอากาศกองใหญ่ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดเสียงดังประหลาดที่เธอได้ยินเมื่อครู่นี้

 

“ นะ…..นั่นคืออะไร “ หญิงคิดในใจ

       

 

         อึดใจต่อมา เธอก็รู้แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะฟองอากาศนั้นขยายวงกว้างขึ้น จนในที่สุดก็มีอะไรบางอย่างพุ่งทะยานขึ้นมาจากฟองอากาศอย่างช้าๆ อะไรบางอย่างที่ไม่น่าปรากฏขึ้นมา สิ่งนั้นคือ…….

 

“ ศีรษะของหญิงสาว “

 

“ กรี้ดๆ! “ จิตหราตกใจกลัวถึงขีดสุด พลางกรีดร้องสุดเสียงอย่างไร้สติ ดวงตางามเบิกโพลงและเพ่งมองภาพอันสยดสยองอยู่อย่างไม่วางตา หัวใจของเธอเต้นรัวระส่ำราวกลองเพล

        

 

          แต่ภาพฝันร้ายดังกล่าวยังไม่จบลงแค่นั้น จากที่โผล่พ้นน้ำมาแค่ศีรษะ ร่างนั้นเริ่มทะยานขึ้นมาอย่างช้าๆจนปรากฏช่วงลำคอ หัวไหล่ หน้าอก จนถึงช่วงระดับเอว เมื่อดวงตาเบิกโพลงของ จิตหรา เพ่งพินิจไปที่ร่างของหญิงสาวปริศนาพบว่า ร่างนั้นดูผอมโซ ทรุดโทรม ผิวซีดเผือดราวคนตายของมันซ่อนร่างอยู่ในชุดนอนยาวสีขาวดูเก่าคร่ำครึเกรอะกรังคราบเลือด เมื่อสำรวจสูงมาที่ใบหน้าที่ปรากฏ ก็รู้ได้เลยโดยไม่ต้องเดา มันคือใบหน้าของ…….กุลสตรี

 

“ เธอคือ…กุลสตรี “ หญิงสาวพูดเสียงสั่นตะกุกตะกักด้วยความหวาดกลัว

        

 

         ใบหน้าขาวซีดของกุลสตรีแย้มยิ้มเล็กน้อย ริมฝีปากช้ำเลือดช้ำหนองของเธอเปิดกว้าง มีเสียงแหบห้าวเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆด้วยเสียงที่ยานคาง

 

“ ช่ายยยย ช้านๆเอง เจอกันอีกแล้วนาๆ “

 

“ เธอปะ…..ไปเถอะ อย่ามาหลอกหลอน…..ช้าน ละ….เลย ชั้นมะ…..ไม่ได้ตั้งใจ “ จิตหรากล่าวตอบด้วยอาการตื่นตระหนก เนื้อตัวสั่นเทา

 

“ อย่ามาพูดว่าไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่ายังไงชั้นจะเอาแกไปด้วย “ ผีกุลสตรีคำรามลั่นเสียงกร้าวจนเสียงนั้นสะท้อนสะท้านไปทั่วบริเวณ

 

“ ชั้นจะทำบุญไปให้ อย่าทำอะไรชั้นเลย ปล่อยชั้นไปเถอะ “ จิตหรายกมือไหว้ ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวราวลูกนกตกน้ำ

 

“ ไม่เอา ชั้นไม่เอาบุญ ชั้นจะเอาแกไปอยู่ด้วย “ ผีกุลสตรีเอื้อมมือแห้งกรังขาวซีดทั้งสองข้างมารวบคอเรียวงามของหญิงสาว ทันทีที่มือเหี่ยวแห้งคู่นั้นสัมผัสถูก มันก็เริ่มออกแรงบีบเคล้นอย่างรุนแรง

 

“ อุ้บ……อุ้ๆ ” เสียงครางเบาๆด้วยความอึดอัดเนื่องจากการขาดอากาศหายใจดังลอดออกมาจากริมฝีปากเรียวงามของ จิตหรา

       

 

         จิตหรารู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอผสมกับความอึดอัดจากการหายใจไม่ออก เหงื่อออกทั่วร่างด้วยความหวาดกลัว ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้างามของเธอบิดเบี้ยวไปมาด้วยความเจ็บปวด

 

“ แกตายยยยย “ เสียงห้าวแหบจาก ผีสาวตะโกนขู่อาฆาตและโหดเหี้ยมราวผีห่าซาตานที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกอเวจี

        

 

        หญิงสาวพยายามดิ้นรนสู้เต็มที่อย่างสุดกำลัง ทว่ามือสองข้างที่บีบคอระหงของเธออยู่นั้นแกร่งราวกับปลอกเหล็ก เธอจึงไม่สามารถสะบัดกายให้หลุดจากมือแห้งเหี่ยวคู่นั้นได้เลย สติเธอเริ่มหลุดลอย เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย ดวงตางามเริ่มเหลือกลอย โสตประสาทหูของเธอได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสะใจของวิญญาณร้าย

 

“ ฮ่าๆ “

 

“ อั๊ก…….ชั้นยังไม่อยากตาย…..” หญิงสาวคิดในใจ ขณะนี้เรี่ยวแรงของเธอไม่เหลือมากพอที่จะขัดขืนการคุกคามของอมนุษย์ตนนี้อีกแล้ว

        

 

         ทันใดนั้นเอง ในมโนจิตของเธอเกิดห้วงความคิดคำนึงถึงใบหน้าแสนซื่อของ โอม ในหูของเธอแว่วเสียงอันทุ้มลึก อบอุ่นของเด็กหนุ่ม

 

“ สิ่งนี้คือตะกรุดเหล็ก พี่ต้องสวมไว้ตลอดนะครับ “

 

“ อึบ “ หญิงสาวเกิดสติสมบูรณ์ขึ้นมาในช่วงสุดท้ายของชีวิต เธอรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อเอื้อมมือไปหยิบสายสร้อยตะกรุดเหล็กที่วางไว้บนขอบอ่างขึ้นกวัดแกว่งไปที่ปีศาจร้ายเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

 

“ กรี้ดๆ! “ เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของอสุภะดังก้องสะท้านทรวง ร่างน่าเกลียดน่ากลัวของมันบิดเบี้ยวไปมาด้วยความเจ็บปวดอยู่ครู่หนึ่ง ร่างอุบาทว์นั้นก็หายวับไปในพริบตา

         

 

        จิตหราสะดุ้งรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าเธอยังคงนอนเอนกายหลังพิงขอบอ่างหรูในท่วงท่าเดิม น้ำในอ่างมีสีใสไหลเย็นเป็นปกติ ที่แปลกอย่างเดียวคือมือซ้ายของเธอกุมลำคอตัวเองแน่น มีสภาพคล้ายกำลังบีบคอตัวเอง ส่วนมือขวาของเธอกำสร้อยตะกรุดไว้แน่น ในใจกระหวัดไปถึงเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่นี้

 

“ แฮ่กๆ เป็นความจริงหรือความฝันกันแน่นะ…. “

 

……………………..

         

         หลังจากผลัดเครื่องแต่งกายเสร็จ หญิงสาวก็ซุกตัวนั่งกอดเข่าคู่ที่เตียงหนานิ่ม ตัวของเธอสั่นเทาไปทั่วทั้งกายด้วยความหวาดกลัวที่มากจนไม่สามารถบอกกล่าวได้ด้วยคำพูด มือทั้งสองข้างของเธอกุมไปที่สร้อยคอตะกรุดเหล็กที่ขณะนี้ถูกสวมอยู่ในคอเรียวยาวของเธอ วงหน้างามล่อกแล่กไปมาอย่างหวาดระแวง ดวงตาตื่นกลัวคล้ายสติจะหลุด ในช่วงเวลานี้จิตใจของเธออ่อนแอถึงขีดสุด หูของเธอแว่วเสียงแผ่วเบาที่คล้ายเสียงอสูรร้ายจากนรกอยู่เป็นระยะ

 

“ ตายยยยย แกต้องตายยย แกต้องชดใช้ๆ “

         

 

          เสียงนั้นทำให้หญิงสาวต้องคอยหันซ้ายหันขวาไปมาราววิกลจริต ทันใดนั้นก็มีเสียงเพลงริงโทนของศิลปินคู่หูดูโอ้คู่หนึ่งดังออกมาจากโทรศัพท์มือถือของเธอเอง

 

“ ก็ไม่รู้ว่าคุณทำบุญด้วยอะไร จึงดูดีอย่างนี้……”

        

 

          หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว ตาเบิกโพลง เธอเอื้อมมือมาหยิบโทรศัพท์อย่างกล้าๆกลัว แล้วก้มหน้ามองเบอร์โทรที่โชว์ตรงหน้าจออย่างช้าๆ ทันทีที่เธอเห็นชื่อคนที่โทรมา เธอรีบกดรับในทันที เพราะเบอร์ที่โทรมานั้นเป็นเบอร์ของ……

 

“ โอม “

 

“ หวัดดีครับพี่ ผมถึงกรุงเทพแล้วครับ วันนี้เป็นไงมั่งครับ “ ปลายสายเป็นเสียงอ่อนโยนของเด็กหนุ่มช่างยิ้มแบบไม่มีผิดเพี้ยน

 

“ อะ……มะ……ไม่ค่อยดะ…..ดีเลย โอม พะ……พี่มีเรื่องน่ากลัวจะเล่าให้ธะ……เธอฟัง ” หญิงสาวพูดเสียงตะกุกตะกัก เนื่องจากเธอเพิ่งเผชิญเหตุอันเลวร้ายที่เกือบจะทำให้เธอสิ้นชีวิตเมื่อครู่นี้

 

“ ครับ อะไรครับ เล่ามาเลยครับ ผมรับฟังอยู่ “ เสียงเด็กหนุ่มตอบกลับมาแบบ งงๆ น้ำเสียงเจือความสงสัย

         

 

        หญิงสาวเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยอาการที่หวาดผวา เด็กหนุ่มปลายสายรับฟังคำบอกเล่าเหตุการณ์อย่างสงบและนิ่งเงียบราวกับตัวเขาปราศจากตัวตน ทันทีที่ จิตหรา เล่าจบ เด็กหนุ่มก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

 

“ ตอนนี้พี่สวมตะกรุดอยู่รึเปล่าครับ “

 

“ จ๊ะๆ “ จิตหรา รับคำด้วยอาการตระหนกตกใจ

 

“ อืม “ เสียงเด็กหนุ่มรับคำเบาๆ

         

 

         หญิงสาวสาบานได้ว่า เสียงของเด็กหนุ่มปลายสายฟังคล้ายเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

“ เอ่อ แล้วตอนนี้พี่มีอาการยังไงบ้างครับ “ เด็กหนุ่มถามกลับ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความห่วงใย

 

“ กลัวมากจ๊ะ พี่จะไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เหมือนพี่ได้ยินเสียงแว่วๆของปีศาจตนนั้น หางตาของพี่ก็เหมือนจะเห็นเงาดำแวบไปแวบมาตลอดเวลา ทำไงดีพี่แทบจะทนไม่ไหวแล้ว “ เสียงหญิงสาวสั่นเทาขาดห้วงเป็นระยะคล้ายคนกำลังขาดใจ

 

“ ฮะๆ “ เสียงหัวเราะอย่างร่าเริงแบบไม่รู้กาลเทศะของเด็กหนุ่มดังขึ้นมา

 

“ เอ๊ะ เธอหัวเราะทำไม “ หญิงสาวเริ่มฉงน แต่ในใจยังคงหวาดกลัวอยู่ดุจเดิม

 

“ ก็ขำพี่ไงล่ะ พี่ก็คนสมัยใหม่ จะงมงายกับเรื่องแบบนี้ทำไม กะอีแค่ฝันร้าย พี่ก็คิดเป็นจริงๆจังๆไปได้ สิ่งที่พี่พบเจอในห้องน้ำ มันเป็นแค่เพียงฝันร้ายเท่านั้น ฮ่าๆ “ ปลายสายบอกเรียบๆพร้อมเสียงหัวเราะคล้ายไร้เรื่องราวตึงเครียดอันใดที่ชวนให้อนาทรร้อนใจ

 

“ เธอจะบ้าเหรอ ถ้ามันเป็นแค่ฝันจริงๆ แล้วมือพี่จะกำสร้อยคอค้างไว้อย่างนั้นได้ไง ไหนจะมือที่บีบคอของตัวเองอีกล่ะ “ หญิงสาวพยายามค้านความเห็นของเด็กหนุ่ม

 

“ โถ พี่ คนนอนหลับละเมอไม่ได้เหรอพี่ พี่ไม่เคยตามข่าวเลยเหรอ คนนอนละเมอบางรายที่ละเมอหนักๆ สามารถเดินละเมอข้ามหมู่บ้านได้เลยนะ กะอีแค่บีบคอตัวเองกับเอื้อมไปหยิบสร้อยคอมันจะยากอะไรนักหนาสำหรับคนนอนละเมอ “ เด็กหนุ่มชี้แจงด้วยเหตุผลอย่างใจเย็น

        

 

        หญิงสาวรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง ในใจเริ่มคิดไตร่ตรอง ความหวาดผวาที่มีเมื่อครู่ลดหายลงไปเกือบครึ่ง

 

“ และอีกประการ ถ้ามันเป็นความจริงล่ะก็ อ่างน้ำเลือดก็ควรจะเป็นอ่างน้ำเลือดเหมือนเดิมสิ แต่พอพี่ฟื้นจากฝันพี่ก็เห็นชัดแล้วว่าอ่างน้ำสีเลือดมันหายไป อย่างนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันก็ควรจะเป็นแค่ฝันมากกว่า “ เด็กหนุ่มแย้งด้วยเหตุผลที่ฟังดูหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิม

 

“ อืม หรือมันจะเป็นแค่ฝันนะ “ หญิงสาวเริ่มคล้อยตามแต่ความหวาดกลัวยังมีเล็กน้อย

 

“ หายกลัวยังครับพี่ “ เด็กหนุ่มพูดเสียงล้อๆ

 

“ เออ พี่ก็ยังหวาดๆอยู่น่ะ แต่ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว มันคงเป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆน่ะแหละ “ หญิงสาวยังคงเสียงสั่นแต่ความกลัวหายไปเกือบหมดแล้ว

 

“ เอางี้มั้ย ผมมีข้อเสนอพิเศษบางอย่าง รับรองถ้าพี่รับข้อเสนอ พี่จะหายกลัวเป็นปลิดพริ้ง “ เด็กหนุ่มพูดไปหัวเราะไปตามสไตค์ของตนเอง

 

“ อะไรล่ะ ว่ามา “ หญิงสาวถามความกลัวหายไป ความสงสัยเข้ามาแทนที่

 

“ ผมขอเสนอให้เอาตัวผมไปให้พี่นอนกอดแทนหมอนข้างซักคืน ผมรับรองเลยว่าพี่จะนอนหลับสบายไร้กังวลตลอดทั้งคืนเลย “ เด็กหนุ่มนำเสนอตนเอง น้ำเสียงเว้าวอนชอบกล

 

“ บ้าๆ เดี๋ยวชั้นจะตบให้เลย ไอ้เด็กบ้าลามกคนนี้ “ หญิงสาวแผดเสียงแหลมดังลั่นด้วยความอาย เขิน และโกรธ

 

“ ฮ่าๆ ไม่ใช่มือถือสาก ปากถือศีลล่ะพี่ “ เด็กหนุ่มยังหยอกล้อต่อ

 

“ หนอย ยังจะพูดอีก ไอ้เราก็หลงตั้งใจฟัง ข้อเสนอบ้าๆเชิญเธอเก็บเข้ากระเป๋าไปเลย “ หญิงสาวตะโกนลั่น ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นเยอะ เพราะเลิกที่จะกลัวแต่กลับมาเคืองและเขินแทน

 

“ ฮะๆ ดีขึ้นแล้วนะครับ “เด็กหนุ่มถามกลับด้วยเสียงระรื่นหูแบบคนอารมณ์ดี

 

“ เอ๊ะๆ! หรือเธอแกล้งลามก เพื่อแหย่ให้พี่โกรธ จะได้หายกลัว “ หญิงสาวเริ่มไม่หลงกล

 

“ จริงครึ่งหนึ่งครับพี่ แต่อีกครึ่งหนึ่งผมก็ลุ้นให้พี่บ้าจี้ทำจริงๆนะ ฮ่าๆ “ เด็กหนุ่มหยอกต่อ

 

“ เอออ พูดดีไป ถ้าพี่รับข้อเสนอ เธอจะกล้าเหรอออ “ หญิงสาวหยอกกลับเพราะเริ่มจับได้ถึงความเก่งแต่ปากของเด็กหนุ่ม

 

“ ก็ลองดูกันไปครับ แต่ที่บ้าน ผมมีฉายาที่ทุกคนตั้งให้ผมนะ “ เด็กหนุ่มร้องบอกน้ำเสียงยียวน

 

“ ฉายาอะไร “ หญิงสาวตอบกลับ ความหวาดกลัวหายไปจนเกือบหมด

 

“ เสือโอม ร้อยสวาท “ เด็กหนุ่มตอบกลับหน้าตาเฉย

 

“ ฉายาตะบักตะบวยอะไรกัน “ หญิงสาวร้องค้าน หน้าเหรอเสียงหลง

 

“ ฮ่าๆ “ เด็กหนุ่มหัวเราะไม่ตอบอะไร

 

“ นี่ เชื่อเลยว่า ไอ้ฉายาบ้าๆบอๆนี่ไม่มีใครตั้งให้หรอก ตั้งเองน่ะสิ ใช่มั้ย “ หญิงสาวถามต่อ

 

“ คร้าบๆผม ตั้งเมื่อครู่นี้เอง “ เด็กหนุ่มตอบน้ำเสียงล้อเลียน

 

“ ฮ่าๆ “ เสียงหญิงสาวหัวเราะตามสาย น้ำเสียงของเธอดูสดใสผิดกับเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นคนละคน

 

“ ฮ่าๆ เป็นไง ในที่สุดพี่ก็ยิ้มแล้ว “ เด็กหนุ่มพูดทักตามสาย

 

“ เอ๊ะ รู้ได้ไงว่า พี่ยิ้มอยู่ มีญาณวิเศษหรือไง “ หญิงสาวตอบกลับเสียงใส

 

“ ไม่มีหรอกครับ แต่ที่ผมรู้ได้เพราะว่า ความรู้สึกห่วงหาอาวรณ์ของผมอยู่กับพี่ตลอดเวลา ผมเลยสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของพี่ได้ทุกขณะจิต สัมผัสทางใจของผมมันบอกชัดเจนจนผมสามารถเห็นภาพได้เลยว่า ตอนนี้พี่กำลังยิ้มอยู่ “ เด็กหนุ่มพูดแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่ดูอบอุ่น อ่อนโยนและจริงใจ

        

 

          หญิงสาวนิ่งเงียบไป ใบหน้างามของเธอแย้มยิ้มไปเองโดยอัตโนมัติ ในตอนนี้เธอรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด น้ำคำของเด็กหนุ่มที่ฟังดูอ่อนโยนและจริงใจเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ที่หลั่งชโลมจิตใจที่แห้งเหี่ยวของเธอให้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง ความเข้มแข็งเริ่มกลับเข้ามาเยือนจิตใจของเธออีกครั้ง บัดนี้เธอไม่รู้สึกแล้วว่าเธอจะกลัวสิ่งใดอีก ตราบใดที่เธอยังมีเด็กหนุ่มหน้าซื่อคนนี้เคียงข้างอยู่

 

“ เป็นเช่นนี้ พี่ก็ไม่ต้องห่วงอะไรอีกต่อไปแล้ว คืนนี้พี่จะหลับอย่างสงบ ดวงใจของผมจะคอยปกป้องพิทักษ์พี่ นอนหลับให้สบายเถอะครับพี่ “ เสียงเด็กหนุ่มเอื้อนเอ่ยนิ่มนวลคล้ายสายน้ำที่แล่นพลิ้วโชยแผ่วผ่านลำธารใสอย่างเชื่องช้าและเนิ่นนาน

 

“ อืมๆ “ หญิงสาวรับคำอย่างว่าง่าย สีหน้าเธอเปี่ยมสุข

 

“ งั้นก็ ราตรีสวัส…” เด็กหนุ่มเตรียมเอ่ยคำลา

 

“ ไม่วางสายได้มั้ย “ หญิงสาวหลุดปากทักท้วง

 

“ ฮ่าๆ ได้ครับ “ เด็กหนุ่มหัวเราะเปิดเผยพลางรับคำ

 

“ ขอบใจจ้ะ “หญิงสาวร้องบอกน้ำเสียงหวานใส

 

“ ไหนๆ เราก็ต้องอยู่กันทั้งคืน เอางี้มั้ย เรามาร่วมกันสวดมนต์กันดีกว่า “ เด็กหนุ่มพูดเบาๆน้ำเสียงกลั้วอารมณ์ขัน

 

“ เอ๊ะ อารมณ์ไหนล่ะ เมื่อกี้ยังทะเล้น ตอนนี้กลับมาธรรมะ ธัมโม อีกแล้ว “ หญิงสาวเริ่มสับสน

 

“ ฮ่าๆ พี่ไม่เคยได้ยินไงครับ ทะเล้นวันละนิดจิตแจ่มใส “ โอมตอบพลางหัวเราะ

 

“ ตาบ้า “ หญิงสาวสบถด่าแบบสาวใสน่ารัก ซึ่งไม่เข้ากับวัยของเธอเลย

 

“ ไหนๆก็หลวมตัวมาฟังคนทะเล้นแบบผมพล่ามมาขนาดนี้แล้ว ก็ลองหลวมตัวสวดมนต์ตามซักบทสองบทดูแล้วกันสิพี่ “ เด็กหนุ่มยื่นข้อเสนอต่อรอง

 

“ อืม เอาก็ได้ ลองดูเผื่อจะดี หึๆ “ หญิงสาวนึกสนุกลองทำตามเพื่อดูว่าเด็กหนุ่มจะมาไม้ไหนอีก

 

“ ท่องตามผมนะ ” เด็กหนุ่มร้องบอก

 

“ จ้ะ “ หญิงสาวรับคำพลางเปิดสปีกเกอร์ให้ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มชัดขึ้น มือทั้งสองพนมจรดที่อกเตรียมพร้อมท่องตาม เรือนร่างงามเหยียดกายนอนหงายอยู่บนฟูกหนานิ่มๆ

 

“ อินทะธัมมัง เทวะธัมมัง พรหมะธัมมัง มหาพรหมะธัมมัง อิสีธัมมัง มหาอิสีธัมมัง “  

“ มุนีธัมมัง มหามุนีธัมมัง ปุริสะธัมมัง มหาปุริสะธัมมัง จักกะวัตติธัมมัง มหาจักกะวัตติธัมมัง “

“ พุทธะธัมมัง ปัจเจกะพุทธะธัมมัง สัพพะโลกาธิปะติญาณะธัมมัง สัพพะโลกะจริยะญาณะธัมมัง “

“ เอเตนะ ธัมเมนะ เอเตนะ สัจจะวะจะเนนะ มะมะ สุวัตถิ โหตุ มัยหัง สวาหายะ นะโมพุทธัสสะ “

“ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ เสย ยะถีทัง หุรูหุรู  สวาหายะฯ​ “ ​

( ปล. บทสวดบูชา เทวดา พรหม และพระพุทธเจ้า พระปัจเจก มีผลทำให้นอนหลับสบาย ปราศจากฝันร้ายครับ )

         

 

         เด็กหนุ่มเริ่มสวดประโยคแรกโดยมีหญิงสาวสวดตามด้วยความเคารพ หลังสวดตามได้ไม่กี่จบ หญิงสาวเริ่มมีอาการสะลึมสะลือคล้ายจะหลับใหล เพียงไม่กี่อึดใจ เด็กหนุ่มก็หยุดสวด เพราะเด็กหนุ่มได้ยินเสียงบางอย่างที่แผ่วเบาและดังสม่ำเสมอได้จังหวะ เสียงนั้นดังว่า…….

 

“ ฟรี้ๆ “

 

“ พักผ่อนให้สบายครับ เพื่อเก็บสะสมกำลังกาย กำลังใจไว้สู้ต่อในวันต่อๆไป ฝันดีครับ “ หลังเด็กหนุ่มทราบว่าหญิงสาวผล็อยหลับไปแล้ว เขาก็เอ่ยคำลาพร้อมกดตัดสายไปในเวลาต่อมา

         

 

        ภายในห้องนอนหรูของ จิตหรา มีเงาดำปริศนายืนซ่อนอยู่ที่มุมห้อง ดวงตาของมันทอประกายอาฆาต เสียงคำรามในลำคอของมันดูดุร้ายและน่าหวั่นเกรง

 

“ ฝากไว้ก่อน วันนี้กูทำอะไรมึงไม่ได้ วันหน้ามึงไม่พ้นมือกูแน่ “

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter ​

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา