โอม ตอนที่ 1 แรงอาฆาต

9.3

เขียนโดย Jalando

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561 เวลา 10.48 น.

  78 บท
  14 วิจารณ์
  5,224 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561 19.32 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

9) ปริศนาชั้นดาดฟ้า

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

บทที่ 9 ปริศนาชั้นดาดฟ้า

 

 

…………………….

         

         ยามสายกลางเมืองกรุง อากาศค่อนข้างอบอ้าวเหมือนเช่นเคยซึ่งเป็นเรื่องปกติของเมืองไทย เมื่อผสมผสานกับสภาวะรถติดของเมืองหลวง มันก็คือนรกดีๆนี่เอง บนรถเมล์ปรับอากาศสาย.......มีผู้โดยสารเต็มความจุ ทุกที่นั่งเต็มไปด้วยคนนั่ง นอกจากนั้นบนทางเดินของรถเมล์ดังกล่าวก็ยังมีผู้โดยสารยืนเบียดเสียดยัดเยียดกันอย่างเนืองแน่น เพื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางให้ได้ตามกำหนดเวลา นับได้ว่าเป็นชีวิตที่สับสนและเร่งร้อนสมกับเป็นชีวิตของคนเมืองกรุงเป็นอย่างยิ่ง บริเวณหน้าประตูทางลงมีเด็กหนุ่มในชุดนักศึกษานายหนึ่งกำลังยืนโหนรถเมล์เพื่อเดินทางไปสถานที่หนึ่งอย่างเร่งร้อนเหมือนเช่นทุกคน แต่ที่ต่างกันออกไปคือ มืออีกข้างหนึ่งที่ว่างของเขาประคองแท็บเล็ตยี่ห้อ Samsung ขนาด 10 นิ้วอยู่ สายตากลมโตสดใสภายใต้แว่นทรงกลมเหลือบแลเพื่ออ่านข้อมูลต่างๆที่ปรากฏบนแท็บเล็ต

       

 

          หน้าจอในแท็บเล็ตที่เขากำลังอ่านอยู่คือ หนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับย้อนหลัง โดยหัวข่าวที่เขากำลังอ่านอยู่คือข่าว "เลขาสาวสำนักงานทนายความชื่อดังโดดตึกฆ่าตัวตายปริศนา" ส่วนรายละเอียดในหัวข้อข่าวมีดังนี้

 

................................

 

"เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.25.... เวลาประมาณ 21.00 น. ได้มีพลเมืองดีมีนามสมมุติว่า นาย ก. ได้โทรศัพท์มาแจ้งสายด่วนตำรวจว่า ในขณะที่ นาย ก. กำลังนั่งรอรถเมล์อยู่ที่ป้าย เขาได้ยินเสียงวิ้วดังเหมือนมีของหนักตกจากที่สูง สักพักก็มีเสียงตุ้บดังสนั่นใกล้ๆกับป้ายรถเมล์ที่เขารอ เมื่อนาย ก. เข้ามาดูพบว่าสิ่งที่ร่วงหล่นลงคือ ร่างของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งอยู่ในชุดเสื้อกระโปรงสาวออฟฟิศสีดำ สภาพศพนอนคว่ำหน้าจมกองเลือด ขาและแขนบิดเบี้ยวผิดรูป คาดว่าสิ่งที่ร่วงหล่นลงเมื่อครู่น่าจะเป็นหญิงสาวรายนี้ "

       

"หลังได้รับการแจ้งเหตุ ตำรวจท้องที่ได้เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทราบในเวลาต่อมาว่าผู้ตายชื่อ "นางสาวกุลสตรี  ปานรางผึ้ง" อายุ 23 ปี ทำงานเป็นเลขานุการของสำนักงานทนายความชื่อดังแห่งหนึ่งย่านใจกลางกรุง เมื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้นสันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะตายโดยการตกจากที่สูง ซึ่งเมื่อคำนวณจากหลักวิทยาศาสตร์คาดว่าผู้ตายน่าจะตกลงมาจากชั้นดาดฟ้าของตึกสำนักงานที่เธอทำงานอยู่"

        

"เมื่อตรวจสอบประวัติของคนใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน สภาวะแวดล้อม คาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ไม่ทราบถึงมูลเหตุจูงใจ เพราะจากที่สืบทราบพบว่าผู้ตายเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี ไม่มีข้อบาดหมางกับใคร แม้กระทั่งญาติของผู้ตายยังไม่อยากเชื่อว่านี่คือการฆ่าตัวตาย"

       

"พันตำรวจเอกอภิสิทธิ์ ดำรงพล ผู้เป็นนายตำรวจเจ้าของคดีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองก็ไม่แน่ใจนักว่าการตายครั้งนี้จะเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะผู้ตายไร้เหตุจูงใจในการกระทำ แต่สภาวะแวดล้อมทุกอย่างมันส่อไปในทิศทางของการฆ่าตัวตาย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพบเบาะแสหรือหลักฐานใหม่ๆก็จะนำคดีนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง"

 

................................

         

        เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษานั้นถอนใจออกมาครู่หนึ่ง เพราะหลังจากที่เขาอ่านรายละเอียดของคดีนี้จากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ฉบับย้อนหลัง ตัวเขาเองก็รู้สึกมืดแปดด้านเช่นเดียวกับกลุ่มตำรวจผู้ทำคดีเช่นกัน

 

……………………….

         

          เช้าวันต่อมาจิตหราลืมตาขึ้นมาแบบงงๆ เธอค่อยๆยันกายลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ สายตาคู่งามเหลือบมองดูสภาพรอบด้านอย่างรอบคอบ ทำให้เธอมั่นใจได้ว่าในตอนนี้เธอยังคงอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ห้องนอนที่ทำให้เธอขวัญผวาและนอนไม่เต็มตื่นมาหลายคืน

         

 

         แต่ทว่าหลังจากเด็กหนุ่มนามว่า “โอม” เข้ามาในชีวิตของเธอ อาการขวัญผวานอนไม่หลับและฝันร้ายมลายหายไปสิ้น จนทำให้อดฉงนและทึ่งถึงความสามารถอันแปลกประหลาดของเด็กหนุ่มไม่ได้

 

“ เธอเป็นใครกันแน่นะโอม ” หญิงสาวพูดออกมาเบาๆ เจตนาเหมือนกำลังคุยกับตัวเอง         

 

………………………..

        

          จิตหราพาร่างงามเข้าสู่ออฟฟิศใหญ่ใจกลางกรุง ในวันนี้เธอสวมใส่เสื้อเชิ้ตดำลายลูกไม้มีสูทขาวคลุมทับและกางเกงสแล็คดำรัดรูปอวดเชฟที่เฟิร์มไม่แพ้สาวรุ่น แต่เรือนหน้านั้นกลับไม่แต่งเข้มเหมือนทุกวันที่ผ่านมา ทำให้ใบหน้างามดูจืดลงไปบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ยังทรงเสน่ห์แบบคนสวยธรรมชาติ

        

 

           ทันทีที่เธอพาร่างงามเข้าสู่ห้องทำงานส่วนตัวของเธอ เธอก็ทำกิจวัตรประจำวันของตัวเองนั่นคือรับประทานกาแฟแบบเข้มที่เครื่องทำกาแฟราคาแพงตรงมุมห้องทำงานส่วนตัว หลังจากนั้นก็ตรวจเอกสารทางกฎหมายทั้งหมด ห้วงเวลาที่เธอตรวจทานสำนวนคดีเพื่อป้องกันความผิดพลาดเป็นห้วงเวลาที่เธอเข้าสู่ภวังค์ส่วนตัว เพราะเธอเป็นคนที่มีความตั้งใจในการทำงานสูงมากและเป็นคนมีสมาธิแน่วแน่

 

“ ติ๊กต็อกๆ ”

        

 

            นาฬิกาโบราณขนาดใหญ่ที่ทำด้วยไม้สักอย่างดีตรงมุมห้องเกิดเสียงดังเตือนบอกเวลา หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นมานิดหนึ่งเพื่อเหลือบมองดูเวลา ทันทีที่เธอรู้เวลาสีหน้าของเธอก็แปรเปลี่ยนเป็นตกใจ

 

“ ว้ายๆ เที่ยงแล้วนี่มัวแต่ยุ่งกับงาน เลยลืมเลยว่าวันนี้เรามีนัดกับโอมตอนเที่ยง ” หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ

 

“ ตู้ดๆ ” เสียงโทรศัพท์มือถือยี่ห้อไอโฟนที่อยู่บนโต๊ะทำงานของเธอดังขึ้น

       

 

           หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นดู ทันทีที่เธอเหลือบไปเห็นเบอร์ของคนที่โทรมา เธอรีบกดรับในทันที

 

“ ว่าไง โอม ขอโทษทีนะ พอดีพี่ทำงานเพลินเลยลืมเลยว่าวันนี้ เรามีนัดกัน ” หญิงสาวพูดแผ่วๆ น้ำเสียงรู้สึกผิด

 

“ ฮ่าๆ ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมยังคงมาตามนัดได้อีกมั้ยครับ ” ตามสายพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะดุจเดิม

 

“ ได้ๆ มาเลยก็ได้จ้ะ ว่าแต่เธอถึงไหนแล้ว ” หญิงสาวสอบถาม

 

“ ตอนนี้ผมอยู่หน้าออฟฟิศของพี่แล้ว ” เด็กหนุ่มตอบในทันที

 

“ โห เธอนี่ตรงเวลาจริงๆ โอเคๆ เข้ามารอที่ล็อบบี้ได้เลย เดี๋ยวพี่จะลงไปรับเธอเอง ” สาวสวยตอบกลับ น้ำเสียงของเธอออกอาการดีอกดีใจอย่างชัดเจน

 

“ ครับผม ” เด็กหนุ่มรับคำ

 

…………………….

        

          สิบนาทีผ่านมา หญิงสาวก็เดินลงมาที่ล็อบบี้ ทันทีที่ถึงจุดนัดหมาย เธอก็พบเด็กหนุ่มมาดเซอร์หน้าซื่อนามว่า “โอม” แต่ในครั้งนี้ เด็กหนุ่มแต่ตัวดีกว่าเดิมมากจนหญิงสาวจำภาพเดิมๆที่เคยเห็นเมื่อวานซืนไม่ได้ เด็กหนุ่มซ่อนร่างสูงสันทัดในชุดเสื้อเชิ้ตขาวแบบนักศึกษาชาย กางเกงสแล็คสีดำ จะดูขัดไปบ้างเล็กน้อยก็ตรงรองเท้าผ้าใบไนกี้ที่ประดับเท้าแทนที่จะเป็นคัชชูเหมือนนักศึกษารายอื่นๆ ผมที่เคยยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงก็จัดใส่เจลให้ผมตั้งเป็นกระบัง

 

" แหม เธอไปเรียนมาหรือ โอม ถึงได้แต่งตัวแบบนี้ " จิตหราเปิดปากทักเสียงใส

 

" อ้อ ครับเช้าตรู่เลย เกือบจะไปไม่ทัน เมื่อคืนผมนอนดึกน่ะ " โอมไม่พูดเปล่า กลับทำท่าหาวแบบเปิดปากจนเห็นฟันครบทุกซี่

 

" อ้าว ไหงนอนดึก ไปทำอะไรมา " หญิงสาวตอบกลับ สีหน้าส่อแววสงสัย

 

" ก็เมื่อคืนมีเด็กน้อยที่ไหนก็ไม่รู้ โทรมาบอกว่านอนไม่หลับ ผมเลยต้องร้องเพลงกล่อมให้ฟัง กว่าจะได้หลับก็เลยดึก " เด็กหนุ่มตอบกลับหน้าตาย

       

 

          หญิงสาวนิ่งคิดครู่หนึ่งก็รู้ตัว ว่าเด็กน้อยที่โอมพูดถึงก็คือ ตัวเธอเอง เมื่อคืนใจของเธอเตลิดด้วยความหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ จึงต้องลำบากถึงโอมที่คอยปลอบโยนเธอด้วยกุศโลบายต่างๆ เธอจึงสามารถหลับลงได้

        

 

         เมื่อหญิงสาวถึงบางอ้อ หน้างามก็แดงซ่านขึ้นมาด้วยความเขินอายเหมือนจะกลับเป็นสาวรุ่น หญิงสาวล้วงมือไปหยิกต้นแขนเด็กหนุ่มหนึ่งดอก พลางบ่นเบาๆ

 

" นี่แน่ะ เจ้าเด็กบ้า "

 

" โอ๊ย ฮ่าๆ อย่าพี่เจ็บ ฮ่าๆ " เด็กหนุ่มร้องโอยพลางโดดหนีภัยจากพิษมือของหญิงสาว

       

 

         หญิงสาวอมยิ้มกับท่าทีใสซื่อของเด็กหนุ่ม เธอรู้สึกอบอุ่นสบายใจอย่างประหลาดทุกครั้งที่อยู่ใกล้เด็กหนุ่มคนนี้ เธอเดินตามไปพลางเปิดปากบอกเด็กหนุ่มเบาๆ

 

" ไป เที่ยงแล้วกินข้าวกันได้แล้ว "

 

" แหนะ ผมรู้หรอกน่า เอาของกินมาล่อ แท้จริงแล้วจะหลอกหยิกผมอีกมากกว่ามั้ง " เด็กหนุ่มตั้งการ์ดทิ้งระยะห่างระวังตัว

 

" นี่ขืนยังทำท่าแบบนั้นอีก พี่จะทิ้งเธอไปแล้วนะ ไม่อยากอยู่กับคนบ้า " หญิงสาวตอบกลับแบบครึ่งเคืองครึ่งขำกับอาการเล่นไม่เลิกของเด็กหนุ่ม

 

" ผมไม่เชื่อ ยังไงก็ไม่เชื่อ " เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้

 

" ต้องเชื่อ " หญิงสาวเถียง ท่าทางเหมือนจะกลับเป็นเด็กตามอีกคน

 

" ไม่เชื่อ " เด็กหนุ่มก็ยังไม่เลิกรา แน่นอนการสนทนาต่อจากนี้ของหนึ่งหญิงสาวกับหนึ่งเด็กหนุ่มก็มีแค่สองคำที่ว่า เชื่อ กับ ไม่เชื่อ ตลอดทางจนถึงโรงอาหาร

 

…………………………

        

          โรงอาหารที่ใต้ตึกของบริษัท เป็นโรงอาหารที่สะอาดถูกสุขอนามัย ทุกร้านรวงที่ว่าจ้างเข้ามาถูกเน้นในเรื่องรสชาติมากเป็นพิเศษ อาหารการกินค่อนข้างหลากหลายและมากคุณภาพ เมนูอาหารมีทั้งก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ กะเพรา อาหารตามสั่ง สุกี้ และอื่นอีกมากมาย โต๊ะอาหารเป็นโต๊ะไม้แบบยาว เก้าอี้ก็ทำจากไม้เป็นแบบยาวเช่นกัน โรงอาหารนี้มีขนาดใหญ่มาก ถ้าดูให้ดีโรงอาหารนี้สามารถจุได้ถึง 100 คนได้แบบสบายๆอย่างแน่นอน

        

 

          จิตหราและเด็กหนุ่มกำลังนั่งทานอาหารกันอยู่ที่มุมห้องอย่างเงียบๆ จิตหราทานข้าวมันไก่แต่ก็เหลืออีกตั้งครึ่งจาน ส่วนเด็กหนุ่มฟาดทั้งกะเพราหมู สุกี้น้ำ ตามด้วยก๋วยเตี๋ยว เด็กหนุ่มกำลังฟาดฟันอาหารในจานอย่างเมามัน โดยไม่ได้เกรงใจหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงกระนั้นจิตหราก็นั่งอมยิ้มน้อยๆดูความตะกละตะกลามของเด็กหนุ่มด้วยความรู้สึกเอ็นดู

 

" ใจเย็น เดี๋ยวติดคอนะ " หญิงสาวพูดยิ้มๆแบบหยอกๆ ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยเจอคนแบบนี้เลย

 

" อืมๆ มะไม เปนไรฮับ " เด็กหนุ่มตอบรับแบบไม่ชัดนัก เพราะตอนนี้อาหารทั้งสามจานถูกผสมกันในปากของเด็กหนุ่มอยู่

 

" หึๆ " หญิงสาวอมยิ้มพลางหัวเราะเบาๆกับท่าทีของเด็กหนุ่ม

        

 

          การเดินทางของอาหารผ่านไปในระยะเวลาอันสั้นด้วยการรับประทานที่รวดเร็วและรุนแรงของเด็กหนุ่มมาดเซอร์ หลังจากดื่มน้ำและผ่อนคลายอิริยาบถครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มเปิดปากด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นงานเป็นการ

 

" พี่คงรู้นะครับ ที่ผมมาในวันนี้เพราะผมต้องการคำตอบบางอย่างที่จะเอามาแก้ปัญหาของพี่ "

 

" จ๊ะ " หญิงสาวรับคำสั้นๆ เพราะเมื่อเริ่มเข้าเรื่องนี้ทีไร เธอมักเกิดอาการสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกขนหัวลุกยังไงชอบกล

 

" จุดแรกที่เราจะเริ่มสืบกัน เราต้องเริ่มกันที่จุดเกิดเหตุที่เป็นต้นเหตุของการเกิดเรื่องก่อน " เด็กหนุ่มแจง สีหน้าจริงจังของเขาดูจริงจัง

 

" เธอหมายความว่า........" หญิงสาวหน้าเจื่อนลง เพราะรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มจะเริ่มจากตรงไหน

 

" ใช่ครับ เราจะสำรวจดาดฟ้าของตึกนี้ก่อนเป็นที่แรก " เด็กหนุ่มเฉลย ซึ่งคำตอบตรงกับหญิงสาวคิดไว้พอดีเป๊ะ

 

" จะดีหรือจ๊ะ " หญิงสาวถามเบาๆ เสียงเธอหรี่ไปเองราวกับกลัวใครได้ยิน เธอไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะทำแบบนี้ไปทำไม อาจเป็นเพราะความกลัว

 

" ดีสิครับ เริ่มกันเลยครับผม " เด็กหนุ่มตอบ แววตากลมโตภายใต้แว่นกลมเปล่งประกายประหลาดขึ้นมา

 

………………………

          

         ที่ดาดฟ้าของตึกบริษัททนายความมิตรไมตรีจำกัด เป็นลานปูนกว้างขวางดูเวิ้งว้าง สิ่งของที่วางมีเพียงแทงก์น้ำขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ตรงหัวมุมเพียงลูกเดียวเท่านั้น ขอบกำแพงเป็นปูนกั้นซึ่งมีความสูงเพียง 70 เซนติเมตร เท่านั้น ทำให้ไม่ยากเลยถ้าจะมีใครซักคนปีนขึ้นไปกระโดดตึกเพื่อฆ่าตัวตาย

        

 

         ในเวลานี้ หนึ่งสาวสวยกับหนึ่งเด็กหนุ่มมาดเซอร์ ได้เดินทางมาเยือนจุดเริ่มต้นแห่งการเกิดเหตุฆ่าตัวตายสยอง สายลมแรงยามอยู่ที่สูงปะทะใบหน้าหญิงสาวเป็นผลให้ผมยาวสลวยของเธอปลิวไสวจนเธอต้องหยีตา เนื่องจากรำคาญสายลมและเส้นผมที่ปลิวกระทบใบหน้าของเธอ

        

 

         ส่วนเด็กหนุ่มนั้นมีปฏิกิริยาที่ตรงกันข้ามกัน ดวงตากลมโตภายใต้แว่นทรงกลมของเขาดูแข็งกร้าว แน่วแน่จนไม่กะพริบเลยแม้แต่น้อย ดวงตาที่ดูคมกริบขึ้นมาในฉับพลันกวาดไปทั่วบริเวณลานกว้างที่มีเศษขยะเล็กๆน้อยๆอยู่เป็นย่อมๆ

 

" โหๆ ลมแรงจัง เป็นไงบ้าง เจออะไรมั้ย โอม " หญิงสาวเอามือข้างหนึ่งบังลมไว้ ขนในกายของเธอเริ่มลุกขึ้นมาเองโดยตัวเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร

 

" อืมๆ ตอนนี้ยังครับ " โอมกวาดตาไปรอบๆอย่างช้าๆ ราวกับจะพยายามเก็บทุกภาพทุกจุดที่ดาดฟ้านี้บันทึกเข้าสู่สมองเพื่อประมวลผลหาคำตอบบางอย่าง

 

" เออ เร็วๆหน่อยก็ดีนะ พอดีพี่มีงานที่ต้องทำตอนบ่ายน่ะ " หญิงสาวแจงทำนองเร่ง เนื่องจากในใจของเธอไม่ค่อยอยากอยู่ในที่นี้นานนัก

 

" พี่ลงไปรอผมที่ห้องทำงานของพี่ก่อนก็ได้ครับ ผมอยู่คนเดียวได้ " โอมพูดเสียงเรียบๆ เขาดูสงบนิ่งต่างจากภาวะปกติที่เคยเป็นคนขี้เล่นของเขาอย่างมากมาย

 

" ฮะๆ เอาน่าไหนๆมาด้วยกันก็ไปด้วยกัน ถึงพี่จะไม่อยากอยู่ในที่แบบนี้นานๆก็ตามที " หญิงสาวพูด น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความหวาดผวา

 

" ขอบคุณครับ " เด็กหนุ่มพูดเรียบๆ

        

 

         โอม ค่อยเดินสำรวจทุกพื้นที่รอบๆดาดฟ้าอย่างช้าๆ ทีละจุด  เขาไม่ยอมให้พื้นที่ใดตกสำรวจไปเลย ในบางครั้งเขาก็หยุดนิ่งเพื่อพิจารณาร่องรอยบางอย่างบนพื้น บางครั้งเขาถึงกลับทรุดเข่าลงนั่งกับพื้นเพื่อสำรวจอย่างละเอียดให้ถึงกึ้น ในบางจุดเด็กหนุ่มถึงขั้นที่หยิบแว่นขยายจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาส่องดูอย่างพิถีพิถัน นอกจากนี้ยังมีการเอากล้องถ่ายรูปดิจิตอลขนาดเล็กขึ้นมาถ่ายภาพในบางจุดที่เขาต้องการบันทึกภาพ

       

 

          หญิงสาวพยายามเดินตามเด็กหนุ่มมาติดๆ เพราะเธอเริ่มเกิดความหวาดกลัวเข้าบ้างแล้ว ในช่วงเวลาที่โอมหยุดสำรวจบางอย่างเป็นพิเศษ หญิงสาวก็พยายามที่จะมองไปยังจุดที่โอมสำรวจบ้าง แต่สิ่งที่เธอเห็นก็มีแค่พื้นปูนกับเศษฝุ่น เธอคันปากอยากจะถามเด็กหนุ่มหลายครั้ง แต่ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่ดูจริงจังและตึงเครียดของเด็กหนุ่ม ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าอดใจไม่ถามในตอนนี้จะดีกว่า เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กหนุ่มได้ทำงานของตนเองอย่างเต็มที่

       

 

          เด็กหนุ่มสำรวจจนทั่ว ซึ่งจากการที่เด็กหนุ่มสำรวจอย่างละเอียด ก็ทำให้การสำรวจกินเวลาไปไม่ใช่น้อย หญิงสาวเริ่มมีเหงื่อออกโชกตัวและเหนื่อยอ่อน เพราะความร้อนระอุจากแสงแดดยามเที่ยงที่แผดเผา แต่ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่ปรากฏอาการอ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดทั้งคู่ก็มาสำรวจยังจุดสุดท้าย...........

 

" จุดที่กุลสตรีกระโดดตึก "

       

 

          เด็กหนุ่มเยื้องย่างเข้าไปยังจุดเกิดเหตุอย่างช้าๆ ถึงจุดนี้หญิงสาวไม่กล้าเข้าไปใกล้ เธอได้แต่ยืนรอตรงบริเวณห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุประมาณสี่ห้าก้าว ทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มมาดเซอร์ก็เอ่ยปากสอบถามหญิงสาว

 

" ตรงจุดนี้ใช่มั้ยครับที่กุลสตรีกระโดดลงไป "

 

" ชะ……ใช่จ้ะ " หญิงสาวตอบสั่นๆ เธอไม่กล้าแม้จะเฉียดเข้าใกล้ ใบหน้าของเธอดูขาวซีดๆคล้ายคนขาดเลือด

 

" อืมๆ " เด็กหนุ่มรับคำพลางพยายามสอดส่ายสายตาไปรอบข้าง สลับกับก้มๆเงยๆบริเวณนั้นอย่างละเอียด บางครั้งก็เอามือพิงผนังปูนกั้นแล้วชะเง้อหน้ามองลงไปเบื้องล่าง

 

" บรื้อๆ เด็กคนนี้กล้าพิลึก น่ากลัวชะมัด ว่าแต่เขาจะเจออะไรบ้างนะ " จิตหราคิดในใจ ในยามนี้เธอรู้สึกสงสัยปนสยอง

       

 

          10 นาทีผ่านไป เด็กหนุ่มก็หยุดการสำรวจ เขาหันหน้ามาทางจิตหรา ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้ม แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่ายิ้มนั้นมันไม่เหมือนทุกครั้งที่ดูแล้วรู้สึกสบายใจ แต่ครั้งนี้มันมองดูแล้วเหมือนจะเป็นยิ้มเครียดๆที่ดูกดดันซะมากกว่า

 

" เออ ตกลงเป็นไงบ้างล่ะ โอม " หญิงสาวถามเสียงสั่นๆด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

 

" หลายอย่างครับพี่ ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ ผมก็พยายามสำรวจร่องรอยบนพื้นอยู่ตลอดเวลา แต่ผมยังไม่เจออะไรที่เด่นชัดมากนัก " เด็กหนุ่มตอบรวมๆ สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม

 

" แต่หน้าเธอเหมือนเจออะไรที่มันเอ่อ……ดูเลวร้ายน่ะ " หญิงสาวถามแบบหวั่นๆ

 

" ใช่ครับ มีอะไรแปลกๆจริงๆ " โอมตอบเสียงเครียด

 

" แปลกยังไง " หญิงสาวถามต่อด้วยอาการตื่นกลัว

       

 

          เด็กหนุ่มเหลือบมองตาหญิงสาวแวบนึง ในแววตาของเด็กหนุ่มมีความลังเล อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มเมินหน้าเลี่ยงไปมองจุดอื่น พลางตอบเสียงเบากริบ

 

" แปลกตรงที่ว่า......การตายครั้งนี้น่าจะไม่ใช่การฆ่าตัวตายธรรมดา "

 

" หา " หญิงสาวอุทานเสียงดังลั่น

       

 

         ความเงียบเข้าเยี่ยมเยียนคนทั้งคู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ราวกับทั้งคู่จะถูกสาปให้กลายเป็นหิน ในอึดใจต่อมาเป็นฝ่ายหญิงสาวที่ตัดสินใจถามเพื่อทำลายความเงียบ

 

" ที่เธอพูดมา มันหมายความว่า……. "

 

" อย่างที่พูดไว้ ตอนที่ผมเข้ามาผมพยายามที่จะตรวจดูร่องรอยบนพื้น ซึ่งเมื่อผมดูจากความชื้นของตะไคร่น้ำที่เกาะและเปรอะเปื้อนบนพื้นก็กะได้ว่าเมื่อประมาณอาทิตย์หนึ่งมาแล้วมีฝนตก เมื่อดูจากวันเวลาที่เกิดเหตุจากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ออนไลน์แบบย้อนหลังที่ผมอ่านมาเมื่อวาน เห็นได้ว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกันกับเวลาที่ผมคาดว่าน่าจะมีฝนตก ดังนั้นผมเลยสันนิษฐานว่าเวลาที่เกิดเหตุน่าจะมีฝนตก " โอมแจง

 

" อืมๆ ใช่ " หญิงสาวจำได้แม่นยำเลยว่าคืนวันเกิดเหตุนั้นมีฝนตกจริงๆ แม้ไม่รู้ว่าโอมดูออกและกะเวลาได้ยังไง เธอก็ออกจะทึ่งกับความสามารถนี้

 

" และเมื่อดูตามรอยเท้าที่ฝากไว้บนพื้น ผมเห็นรอยเท้ามากมายหลายขนาดประทับอยู่ คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะรอยเท้าที่เห็นบอกได้ว่าเป็นรอยของรองเท้าคัชชูทรงของผู้ชายอย่างน้อยห้าขนาดขึ้นไป แต่ว่าบนพื้นบางจุดกลับมี "รอยรองเท้าส้นสูงของผู้หญิง" ซึ่งเป็นรอยที่ไม่ควรจะมี " โอมอธิบายต่อ เหงื่อไหลลงมาตามแก้ม

 

" รอยรองเท้าส้นสูงนี้อาจเป็นของกุลสตรีก็ได้หรือไม่ก็อาจเป็นของตำรวจหญิงที่ขึ้นมาทำคดีก็ได้นี่ " จิตหราเสนอความเห็น

 

" ใช่ครับ อาจเป็นไปได้ แต่ทว่าที่พิลึกกว่านั้นคือ รอยรองเท้าส้นสูงนั้นมีสองรอย " เด็กหนุ่มตอบกลับทันที

 

" ทะ……เธอแน่ใจหรือว่า สองรอย " จิตหราถามน้ำเสียงตื่นกลัว

 

" ใช่ครับ รองเท้าส้นสูงที่ทั้งขนาดและรูปร่างต่างกัน ทั้งสองรอยเดินตามกันไปที่นั่น " เด็กหนุ่มชี้ไปที่จุดเกิดเหตุที่เป็นจุดสุดท้ายที่กุลสตรีตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

 

" และเมื่อผมพิจารณาอย่างละเอียดดูอีกที ผมก็คิดว่ามันไม่น่าจะเป็นรอยเท้าของตำรวจหญิง " โอมตอกย้ำอีกคำพูด น้ำเสียงดูมั่นอกมั่นใจ

 

" เธอแน่ใจหรือว่ารอยรองเท้าส้นสูงนั้นไม่ใช่ตำรวจหญิง " จิตหราทักท้วงอีกรอบ

 

" ไม่ใช่แน่นอนครับ เพราะรอยรองเท้าส้นสูงสองรอยนี้ค่อนข้างจางกว่ารอยรองเท้าคัชชูสี่ห้ารอยที่ผมเจอเล็กน้อย เมื่อคำนวณแล้วบอกได้ว่าเจ้าของรอยรองเท้าส้นสูง 2 คู่นี้น่าจะได้มาประทับรอยก่อนเจ้าของรอยรองเท้าคัชชูอยู่หลายชั่วโมง " เด็กหนุ่มแจงอย่างใจเย็น

 

" ก็แปลว่า....." หญิงสาวเริ่มเก็ต

 

" หนึ่งในสองรอยรองเท้าส้นสูงนั้นคือ "กุลสตรี" ซึ่งผมดูอย่างละเอียดแล้วน่าจะเป็นรอยรองเท้าที่เล็กกว่า ส่วนรอยรองเท้าที่ใหญ่กว่า ตอนนี้ผมยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ซึ่งผมว่าเรื่องมันแปลก เพราะถ้าเธอมาโดดตึกตายเพียงลำพังคนเดียวตามรายงานข่าว แล้วรอยรองเท้าส้นสูงอีกคู่ที่มีขนาดใหญ่และยาวกว่านั้นคือรอยเท้าของใคร " โอมอธิบายสถานการณ์

        

 

        ความเงียบย่างกรายเข้ามา หนึ่งเด็กหนุ่มกับหนึ่งหญิงสาวกำลังใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อคลายปริศนาที่สุดจะลึกลับนี้ให้คลายออกมา ทันใดนั้นเองหญิงสาวก็เป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน

 

" แล้วเราจะทำยังไงต่อ "

 

" เป้าหมายหลักของเราคือ การตามหาเจ้าของรอยรองเท้าส้นสูงอันที่สอง เพราะคนผู้นั้นเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์การตายที่แสนประหลาดนี้มากที่สุด คิดว่าในช่วงที่ผู้ตายจะโดดตึก บุคคลปริศนาคนนี้น่าจะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย " เด็กหนุ่มตอบเรียบๆ

 

" งั้นคงเป็นเรื่องยากมากๆที่จะหาเจ้าของรอยเท้านี้ เพราะผู้หญิงในกรุงเทพที่ใส่ส้นสูงมีอยู่มาก " หญิงสาวถามความเห็น

       

 

        ถึงตอนนี้เด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ก่อนหันไปสบตาหญิงสาวเพื่อแจง

 

" ไม่ยากขนาดนั้น เพราะเท่าที่สำรวจผ่านแว่นขยายก็พบว่า รองเท้าส้นสูงนั้นเป็นแบบกว้างส่วนหัว แต่แคบส่วนกลาง ตรงส้นเป็นแบบเล็กยาว รองเท้าประเภทนี้เป็นรองเท้าที่สาวทำงานออฟฟิศนิยมใส่กัน อีกประการเมื่อดูจากขนาดเท้าคาดว่าเจ้าของรอยเท้าน่าจะมีรูปร่างสูงโปร่ง ความสูงของเธอเกินมาตรฐานสาวไทยเล็กน้อย เพราะความยาวของรองเท้าที่ยาวกว่ามาตรฐานรองเท้าของผู้หญิงทั่วไปและรอยเท้านั้นก็เล็กผอมเกินกว่าที่คนรูปร่างอ้วนจะใส่ได้ " โอมพูดไปเรื่อย สมองวิเคราะห์ตามอย่างรวดเร็วและเงียบสงบอยู่ในที

 

" โหๆ! ได้ข้อมูลมาเยอะเลยนะนี่ " หญิงสาวพูดด้วยความรู้สึกทึ่งผสมตกใจ

 

" ใช่ครับ ผมพอมองเห็นภาพนิดหน่อย แต่ยังมีโซ่บางข้อที่ยังไม่ต่อติดกับโซ่หลักเลยยังทำให้เราไม่พบกับความจริง " โอมตอบ

 

" โซ่ข้อไหนหรือ " หญิงสาวถามสีหน้า งุนงง

 

" ไปกันเถอะพี่ หมดเรื่องกับที่นี่แล้ว " เด็กหนุ่มไม่ตอบคำถาม เขาเตรียมหันหลังกลับ

 

" เดี๋ยวสิ โอม อธิบายอีกนิดสิ พี่อยากรู้น่ะ มันเกี่ยวกับชีวิตของพี่นะ " หญิงสาวคว้าจับแขนของเด็กหนุ่มเพื่อหยุดยั้ง

        

 

        เด็กหนุ่มหยุดชะงัก เขาหยุดนิ่งพักใหญ่เหมือนหุ่นที่ไม่ได้ไขลาน อึดใจต่อมาเขาก็เอ่ยวาจาเรียบๆแต่ชวนขนหัวลุกจนแม้กระทั่งหญิงสาวยังคิดว่า รู้งี้ไม่ถามจะดีกว่า

 

" ผมบอกพี่ได้คำเดียวว่า การตายครั้งนี้ไม่ใช่การฆ่าตัวตายธรรมดา และอาจไม่ได้เป็นการฆาตกรรมเช่นกัน แต่ถ้าเราตามหาเจ้าของรอยรองเท้าส้นสูงคู่ที่สองได้ เราก็จะไขคดีนี้ได้ เพราะคนๆนั้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้รวมทั้งสาเหตุการตายที่แท้จริง "

      

 

         สายลมวิ้ดวิ้วกระโชกแรงกลางแสงแดดแรงกล้ายามบ่าย เสียงลมพัดแรงถ้าฟังดูดีๆคล้ายกับ

 

" เสียงปีศาจจากนรกอเวจีที่ตามคร่าชีวิตของบุคคลที่มันเคียดแค้น "  

 

" ไปกันเถอะพี่ " เด็กหนุ่มเหลือบหันกลับมาบอกกับหญิงสาวปนยิ้ม แต่คราวนี้เป็นยิ้มที่เหนื่อยอ่อนมิได้สดใสเหมือนทุกครั้ง

 

" จ๊ะๆ " หญิงสาวรับฟังอย่างว่าง่าย

        

 

        ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินตามกันเพื่อออกจากดาดฟ้าสยองแห่งนี้ จิตสำนึกของโอมเกิดปั่นป่วน ดิ้นรน กระวนกระวายอย่างไงชอบกล สีหน้าของเด็กหนุ่มบิดเบี้ยวคล้ายเจ็บปวด หญิงสาวที่เดินเคียงข้างมาสังเกตเห็นถึงอาการผิดปกติของเด็กหนุ่ม เธอจึงเปิดปากถาม

 

" เป็นอะไรไปโอม "

 

" ผมไม่รู้ครับ อยู่ๆในใจผมก็เกิดร้อนรน ไม่ค่อยได้เป็นแบบนี้มานานแล้วครับ หรือว่า......" พอพูดจบคำ เด็กหนุ่มเกิดอาการตื่นตัวขึ้นมาในทันที ดวงตากลมโตในแว่นทรงกลมเหลือบไปซ้ายขวาคล้ายระแวดระวังภัยที่กำลังมาจากทั่วทุกสารทิศ

 

" เอ่อ...ไม่น่ามีอะไรมั้ง เธอคงคิดไปเอง ไปกันเถอะ " หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้หวังจะเอามือแตะหน้าผากเพื่อดูว่าโอมเป็นไข้หรือลมแดดอะไรหรือเปล่า จึงได้ดูแปลกๆไปเช่นนี้

 

" ครืนๆ "

        

 

        ทันใดนั้นเองเสียงดังครืนใหญ่คล้ายเหล็กขนาดหนักกำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา หญิงสาวเหลือบหันไปในทิศทางเกิดเสียง ภาพที่เห็นแทบทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้นลงในฉับพลัน ภาพนั้นคือ.............เสาอากาศเหล็กเก่าๆขนาดใหญ่สูงประมาณ 3 เมตรที่เลิกใช้นานแล้วกำลังร่วงลงมาเพื่อทับร่างของเธอ

 

" กรี้ดๆ! โครม "

       

 

        เสียงเหล็กกระแทกพื้นอย่างรุนแรง พื้นปูนในส่วนที่ถูกเสาเหล็กขนาดใหญ่กระแทกแตกละเอียด หญิงสาวกุมศีรษะหลับตานิ่ง หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่ม แต่ต่อมาเมื่อเธอเริ่มปรับอารมณ์ได้ เธอเริ่มรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเธอกำลังนอนนิ่งกับพื้นโดยมีวงแขนใครซักคนโอบกอดอยู่ เมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอก็พบว่าเรือนร่างบอบบางของเธอกำลังอยู่ในอ้อมกอดของเด็กหนุ่มที่ตอนนี้นั่งคุกเข่าอยู่ตรงจุดเดียวกับที่เธอนอน

        

 

           เธอรู้ได้ในทันทีว่า ในช่วงที่เสาเหล็กกำลังจะร่วงลงมาทับเธอนั้น นายโอมได้ไหวตัวทันและกระโดดคว้าตัวเธอหลบเสาเหล็กต้นนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด

 

" เอ่อ……ขอบใจมากนะ โอ..." หญิงสาวเตรียมขอบคุณแต่เธอสังเกตได้ว่า สายตาของเด็กหนุ่มไม่ได้มองมาที่เธอ แต่กลับมองไปที่แทงก์น้ำตรงหัวมุมของชั้นดาดฟ้า และเมื่อเธอเหลือบตามองตาม สิ่งที่เธอเห็นก็คือ...........เงาดำของอะไรซักอย่างหนึ่ง แววตาสีแดงคล้ายเลือดของมันลุกโชนวูบวาบอยู่ภายใน เพียงพริบตาเดียวร่างนั้นก็ค่อยสลายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนไม่เคยมีตัวตน

 

" เอ่อ……นั่นมันคืออะไรน่ะ โอม " หญิงสาวถามเสียงสั่นๆ ความตื่นตะลึงและหวาดกลัวของเธอทะยานขึ้นถึงขีดสุด เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่เป็นต้นเหตุให้เธอนอนฝันร้ายมาตลอดหลายวัน

        

 

         โอมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็หันมายิ้มสดใสให้หญิงสาว พลางพูดกลั้วหัวเราะนิดๆ

 

" โห เกือบไปแล้วนะครับ ดีที่เราไหวตัวหลบทันได้ ฮะๆ "

 

" เอ่อ....เมื่อกี้นี้ เธอไม่เห็น " หญิงสาวทำหน้าเหรอ

 

" เห็นอะไรหรือครับ " เด็กหนุ่มถาม งงๆ พร้อมทำหน้าเหรอกลับ

 

" เอ่อ……มะ……ไม่มีอะไร " จิตหราคิดในใจว่าเธออาจจะตาฝาดไปเองก็ได้ เพราะคงมีแต่เธอเท่านั้นที่เห็นเงาปริศนาร่างนั้นแค่คนเดียว

 

" เออ ไปกันเถอะครับ ผมขี้เกียจโพสท่าเป็นพระเอกแบบนี้แล้ว ฮะๆ " เด็กหนุ่มแย้มยิ้มปนหัวเราะดูร่าเริง

 

" ว้ายๆ ตายแล้ว " หญิงสาวรีบดึงตัวออกจากอ้อมกอดของเด็กหนุ่มและลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว มือก็จัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยเข้าที่ หน้างามแดงก่ำ เมื่อกี้เธอไม่รู้สึกตัวเลยว่าเธอตกอยู่ในอ้อมกอดของเด็กหนุ่มตั้งนาน เพราะใจของเธอมัวแต่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เฉียดความตายเมื่อครู่นี้ ไหนจะเรื่องเงาประหลาดที่เธอเห็นเมื่อครู่นั้นอีก

        

 

         หญิงสาวยืนนิ่งไม่กล้าสบตาเด็กหนุ่ม เธอเสไปมองรอบข้าง โดยหันความสนใจไปที่เสาอากาศเหล็กขนาดใหญ่ที่สูงประมาณสามเมตรซึ่งบัดนี้นอนกองยาวเหยียดกับพื้น พร้อมพูดแก้เขิน

 

" พี่ว่ามันคงเก่าจัดน่ะ เลยทานแรงลมไม่ไหว ดีนะที่พวกเราหลบทันไม่งั้นแย่แน่ๆ "

 

" ครับ เราไปกันเถอะครับ ผมกลัวเหลือเกินว่าถ้าเราอยู่ต่ออาจมีอะไรหลุดอะไรร่วงลงมาอีก " เด็กหนุ่มแสร้งพูดสั่น พลางเหลือบตามองแทงก์น้ำ

 

" โหๆ! ถ้าไอ้นั่นร่วง เราแย่กว่านี้แน่ งั้นไปกันเถอะ เนอะ " หญิงสาวเหลือบแลมองแทงก์น้ำมั่ง ตัวเธอนึกผวาว่ามันอาจจะล้มร่วงลงมาจริงๆ เพราะแค่เสาอากาศเหล็กหลุดร่วงลงมา มันก็ทำให้เธอรู้สึกใจเสียพออยู่แล้ว

        

 

         ทันทีที่ทั้งคู่ลงมาจากชั้นดาดฟ้าได้หนึ่งชั้น เด็กหนุ่มก็เกิดหยุดชะงักนิดหนึ่ง หญิงสาวที่เดินนำหน้าหันมาถามด้วยสีหน้าแววตาที่ดูสงสัย

 

" มีอะไรรึโอม "

 

" เออ สงสัยผมจะทำกระเป๋าสตางค์หล่นที่ดาดฟ้าน่ะพี่ น่าจะเป็นจังหวะก้มๆเงยๆกับพื้น ผมนี่เซ่อชะมัดเลย เดี๋ยวขอตัวกลับไปหาแวบนะครับ ฮะๆ "  เด็กหนุ่มยิ้มแหยๆ  

 

" เอ่อ…..ให้พี่ช่วยหามั้ย " หญิงสาวเอ่ยปากบอกแต่ในใจรู้สึกหวาดผวา ทางที่ดีเธอไม่อยากกลับไปชั้นดาดฟ้าสยองขวัญนั้นอีก แต่เธอก็กลัวเสียน้ำใจจึงฝืนใจรับอาสา

 

" อ้อๆ ไม่เป็นไรครับ ผมหาคนเดียวก็พอ ผมพอรู้จุดแล้วว่ามันตกที่ไหน แล้วเจอกันทีห้องทำงานของพี่ " เด็กหนุ่มปฏิเสธด้วยท่าทีเกรงใจ

 

" เอ่อ……จ๊ะๆ เอางั้นก็ได้ " หญิงสาวรับคำอย่างร้อนรน เพราะเธอกลัวว่าโอมจะเปลี่ยนใจ จากนั้นเธอก็เดินลงบันไดเพื่อหนีจากสภาวะอกสั่นขวัญแขวนอย่างรวดเร็ว

        

 

         ทันทีที่หญิงสาวจากไป โอมก็มีท่าทีเปลี่ยนไป ดวงตาสดใสในแว่นกลมกลับดูเคร่งขรึมและเปล่งประกายเจิดจ้า ท่าทางของเขาดูสุขุมลุ่มลึกจนผิดจากที่เคย จากนั้นเขาก็ค่อยๆเดินก้าวเข้าสู่ชั้นดาดฟ้าด้วยท่าทีระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่

       

 

          ทันทีที่เขาก้าวกลับมาสู่ชั้นดาดฟ้าอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงความเยือกเย็นแบบแปลกๆทั้งที่ยังอยู่กลางแดดจ้ายามบ่าย เขาเคยเจอแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว เขาจึงไม่ได้ไหวหวั่นไปกับความเยือกเย็นที่แสนประหลาดนั้น เขาเดินก้าวช้าๆไปที่ซากเสาอากาศเหล็กที่นอนกองอยู่กับพื้น เขาก้มลงทรุดเข่าและกวาดดวงตาคมกริบมองไปรอบด้าน ทันใดนั้นเองสายตาของเขาก็ไปประสบพบเจอบางสิ่งที่ส่งแสงแวววับอยู่ตรงซอกประตูทางเข้า

      

 

         สายตากลมโตคมกริบของเขาเหลือบหันกลับมาทางเสาอากาศอีกครั้ง เขาพบว่ายอดของเสาต้นนี้มันชี้ไปยังจุดที่วัตถุแวววับตกอยู่ เด็กหนุ่มเข้าใจได้ในทันทีจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปยังจุดวัตถุลึกลับชิ้นนี้หล่นอยู่

      

 

           เมื่อเขาก้าวเข้ามาถึง เขาสังเกตเห็นว่า วัตถุชิ้นนั้นก็คือต่างหูเงินรูปดาวรมดำของผู้หญิงซึ่งมันมีอยู่เพียงข้างเดียว และขณะนี้มันได้แอบซ่อนตัวมันเองอยู่ตรงซอกประตูทางขึ้นอย่างพอเหมาะพอเจาะ ถ้าเขาไม่เกิดสะดุดใจจนย้อนกลับมาสำรวจอีกครั้งเขาก็ไม่มีวันได้เห็นต่างหูชิ้นนี้เป็นแน่ เพราะมันถูกวางไว้ในจุดอับสายตาของผู้คน

      

 

         เด็กหนุ่มค่อยๆหยิบมันขึ้นมาดู จากนั้นเขาก็พูดลอยๆออกมาคำหนึ่ง

 

" นี่เองหรือที่เธออยากให้ชั้นเห็น กุลสตรี "

         

 

         ด้านหลังของเด็กหนุ่มปรากฏเงาดำปริศนาร่างหนึ่งขึ้นมาจางๆ ดวงตาของเงาดำนั้นยังคงแดงฉานอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ มีรอยยิ้มประหลาดออกมาจากเงาปริศนาร่างนั้น รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณอ่านเรื่องนี้แล้วฟินมากแค่ไหน

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา