The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  171 LV
  22 วิจารณ์
  87.18K อ่าน

แก้ไขเมื่อ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 16.46 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

11) การต่อสู้ครั้งแรก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เครดิตภาพจาก  https://pixabay.com

 

 

…………………………

         

      มาวินเดินตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทางที่ดูมาดมั่น ใจรู้สึกฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก เพราะเขาคือคนแรกในรอบสิบปีที่ลงทะเบียนสายอาชีพในตำนาน (หรือเปล่านะ) เด็กหนุ่มอยากพิสูจน์ว่าเส้นทางที่เลือกไม่ใช่พวกไร้ค่าอย่างที่ทุกคนเข้าใจ 

         

 

       มาวินจ้ำอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดก็มาถึงใจกลางเมือง ทันใดนั้นเอง กลิ่นหมูอบก็ลอยมาเตะจมูกจนทำให้ต้องชะงักฝีเท้าโดยปริยาย ดวงตาเหลือบมองไปรอบๆ เพื่อค้นหาที่มา  ไม่นานก็พบว่าจุดกำเนิดนั้นมาจากร้านขายบะหมี่น้ำที่ตั้งอยู่ข้างทาง 

 

“ มันจะเหมือนจริงเกินไปแล้ว เป็นแค่เกม จะมีหมูอบขายได้ยังไง ” เด็กหนุ่มนึกสงสัย แต่สองเท้ากลับนำพาไปยังร้านค้าซึ่งเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว  ภายในนั้นมีโต๊ะ เก้าอี้ไม้เก่าๆอยู่ห้าชุด เกือบทุกที่นั่งมีผู้ใช้บริการอยู่ก่อน 

 

“ ซาหวาดดีคับ นายทั่นต้องกันอะไรคับ ” เถ้าแก่พาร่างอ้วนใหญ่ในชุดเสื้อกันเปื้อนสีขาวออกมารับหน้า ถ้อยวาจาที่ไม่ชัดเจนประกอบกับโหงวเฮงบนใบหน้า บ่งบอกได้เลยว่านายคนนี้น่าจะมีเชื้อสายมังกร

 

“ เอ่อ…… ก็ไม่มีอะไรหรอก เถ้าแก่  ชั้นกะว่าจะขอบะหมี่เกี๊ยวน้ำหมูแดงกินซักจาน เดินไปเดินมาในเกมตั้งสองชั่วโมง เลยรู้สึกหิวน่ะ ” มาวินตอบ พร้อมเอามือกุมท้องของตัวเอง ท่าทางดูหิวโซเป็นที่สุด 

 

“ เชิญทางนี้คับ นายทั่น ” เถ้าแก่ออกอาการงงกับประโยคที่ว่า “เดินไปเดินมาในเกม” แต่สุดท้ายเขาก็สลัดความสงสัยและเชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มไปนั่งที่โต๊ะตัวในสุด

          

 

       พอมาวินนั่งประจำที่ เด็กหนุ่มก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ายามนี้กำลังอยู่ในโลกของเกม ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยอย่างที่เคย เขาจึงเอ่ยถามเถ้าแก่ในทันที 

 

“ เอ่อ……..เถ้าแก่ บะหมี่น้ำของที่นี่ราคากี่บาทหรือ ” 

 

“ บาท….คืออาไรคับ นายทั่น ” เถ้าแก่งุนงงอีกครั้ง 

 

“ ก็สกุลของเงินยังไงเล่า ส่วนเงินก็คือสิ่งที่เอาไว้ใช้จ่าย เพื่อซื้อทรัพย์สินต่างๆ ” มาวินรู้สึกเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มยอมรับว่าโลกใหม่ใบนี้มีอะไรให้เขาเรียนรู้อีกเยอะ 

 

“ ฮ่อ…….ท่าทางทั่นจะมาจักต่างเมืองที่กันดานมักๆ บนโลกนี้ใช้เงินเพียงแค่สี่แบบเท่านั้น นั่นก็คือ เหรียญทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทองและเหรียญทองคำขาว ” เถ้าแก่ร่างอ้วนชี้แจงอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในโลก The Dark World 

 

“ ทองแดง เงิน ทองและทองคำขาว อะไรมีค่ามากกว่ากัน เถ้าแก่ช่วยอธิบายหน่อยซิ ” มาวินเริ่มไถ่ถาม เขารู้สึกสงสัย

       

 

      เถ้าแก่เชื้อสายมังกรมองหน้าเด็กหนุ่มแบบงงๆ สุดท้ายก็อธิบายแต่โดยดี รายละเอียดของอัตราแลกเปลี่ยนมีดังนี้

 

อัตราแลกเปลี่ยนในโลก The Dark World

100 ทองแดง  =  1 เงิน

     100 เงิน  =   1 ทอง

              100 ทอง  =   1 ทองคำขาว

 

“ อ้อ……. มันเป็นแบบนี้เอง ว่าแต่บะหมี่เกี๊ยวน้ำมีราคาเท่าไหร่หรือ ” มาวินถาม สีหน้าดูแหยๆ เพราะตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวซักทองแดงเดียว 

 

“ ราคา 40 ทองแดงคับ เอ่อ…… ว่าแต่นายทั่นมีเงินติดตัวมามั่งมั้ยคับ ” เถ้าแก่เริ่มสงสัย เพราะอ่านสีหน้าของเด็กหนุ่มออก 

 

“ ฮะๆ…… ไม่มีเลยซักทองแดงเดียว ขอแปะโป้งไว้ก่อนได้มั้ย ” มาวินหัวเราะแห้งๆ พลางขอร้องอ้อนวอนเถ้าแก่ เจ้าของร้าน

 

……………………

( หน้าร้านบะหมี่น้ำ )

          

        ร่างเล็กบางของมาวินได้ปลิวถลาลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้น ผลงานดังกล่าวมาจากฝีมือของลูกจ้างร่างยักษ์จำนวนสองนาย 

 

“ ไปเลยนะ ไอ้เด็กบ้า อย่าเข้ามาในร้านอีก ถ้าเข้ามา อั้วจะสั่งลูกน้องให้ตื้บลื้อซะจนจำทางกลับบ้านไม่ถูกเลย ” เถ้าแก่ไล่เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย พร้อมส่งซิกให้สองลูกน้องร่างยักษ์ที่กระหนาบซ้ายขวา

 

“ อู้ย…… ไม่เห็นต้องรุนแรงแบบนี้เลย อู้ย……. ” เด็กหนุ่มที่ลุกขึ้นมาเถียง ปากก็ร้องโอดโอยเบาๆ 

 

“ ก็ลื้อไม่มีเงิน แต่ดันทะลึ่งเข้ามาสั่งของกินในร้าน มันก็ต้องโดนแบบนี้แหละ ” เถ้าแก่โวยกลับ 

 

“ แล้วชั้นจะหาเงินได้ยังไง ” มาวินโวยบ้าง ตัวเขาเองก็ไม่รู้จริงๆว่าจะหาเงินในโลกนี้ด้วยวิธีใด 

 

“ มีหลายวิธี ไอ้หนู วิธีที่หนึ่งคือ…..ทำงานตามสาขาอาชีพของตน ” เถ้าแก่แจง 

 

“ ชั้นทำอะไร ไม่เป็นเลย นอกจากเล่นเกม ” มาวินตอบไม่เต็มเสียง ภายในใจแอบคิดว่าโลกนี้จะมีอาชีพยูทูปเบอร์แคสเกมมั้ยนะ 

 

“ งั้นวิธีที่สอง ลื้อก็เข้าร่วมการแข่งหรือการประลองที่จัดขึ้นในหลายๆเมืองทั่วโลก ถ้าชนะ ก็จะได้เงินรางวัล ” เถ้าแก่แนะนำวิธีที่สอง 

 

“ อืม…… ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ ภายในใจคิดว่าที่นี่ เขาเล่นสเก็ตบอร์ดกันมั้ย 

 

“ ส่วนวิธีที่สาม ลื้อก็ออกล่ามอนสเตอร์หรือไม่ก็หาของป่า จากนั้นก็นำวัสดุที่หามาได้ ขายให้กับคนที่ต้องการ  “ เถ้าแก่แนะนำวิธีหาเงิน

 

“ เยี่ยม วิธีนี้ดีที่สุด เพราะชั้นอยากบู๊กับพวกมอนสเตอร์เต็มแก่แล้ว ” มาวินลุกขึ้นยืน แววตาเรียวเล็กเปล่งประกายมุ่งมั่น 

 

“ งั้นเชิญ มีเงินเมื่อไหร่ ค่อยมากินต่อ ” เถ้าแก่พูดจบ ก็เดินกลับเข้าไปในร้าน 

 

“ เออ คอยดูดิ หลังเสร็จจากภารกิจล่ามอนสเตอร์แบบจัดเต็ม ชั้นจะเอาเงินที่ได้ มาซื้อร้านบะหมี่ของแกเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า…… ” มาวินหัวเราะร่า เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะล่ามอนสเตอร์อย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็เอาไอเท็มที่ดรอปมาแลกเงิน เพื่อเทคโอเวอร์ร้านแห่งนี้ เป็นการล้างแค้นที่ถูกหิ้วปีกแล้วโยนบก 

           

 

       เถ้าแก่ส่ายหัวเล็กน้อย แต่ก็เดินจากไปโดยไม่โต้ตอบซักคำเดียว เพราะเขาไม่อยากยุ่งกับคนบ้า ซึ่งจะว่าไป ท่าทางของมาวินในตอนนี้ก็ดูคล้ายคนบ้าจริงๆ

 

……………………..

          

        มาวินเดินต่อไปเรื่อยๆด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น ในที่สุดก็มาถึงประตูเมืองอันเป็นจุดหมายปลายทาง เขาเหลือบไปเห็นทหารยามสองคนซึ่งยืนถือหอกคมๆ ทั้งสองยังคงนิ่งขึ้ง ไม่ไหวติง  

 

“ อ้าว นี่มันทหารยามที่เคยไล่เราไปลงทะเบียน ฮ่าๆ ได้การล่ะ ขอเอาคืนหน่อยนะ พี่ทหารยามจ๋า......... ” เด็กหนุ่มหัวเขียวนึกคะนอง 

          

 

        มาวินไปหยุดยืนหน้าทหารยามคนที่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมอง เพราะทหารคนนี้ค่อนข้างสูง เด็กหนุ่มแย้มยิ้มด้วยอาการทะเล้น วินาทีต่อมาก็ยื่นนาฬิกาประจำตัวไปตรงหน้าของทหารยาม พลางตะโกนเสียงดังจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องหันกลับมามอง 

 

“ หวาดดีจ้า….. พี่ทหารยามจ๋า เห็นนาฬิกานี้มั้ย นี่ไงครับ เล่นงานชั้นไม่ได้ล่ะซิ เหอ เหอ เหอ ” 

          

 

        ทหารยามนายนั้นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาได้แต่ยืนนิ่ง สีหน้าฉายแววแข็งกระด้าง 

 

“ ว้า....... เซ็ง ไม่โต้ตอบอะไรเลย ไปดีกว่า ” มาวินทำท่าเซ็งๆที่กวนประสาทคนอื่นไม่สำเร็จ เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาแกล้งทหารยามอีกคนในรูปแบบเดิม 

         

 

       ทหารยามนายนี้รูปร่างสูงพอๆกับคนแรก แต่เรือนกายดูกำยำ ล่ำสันกว่า ใบหน้าเหลี่ยมกรามใหญ่ภายใต้หมวกหนังทรงกลมยังคงนิ่งเฉย มีเพียงแววตาเท่านั้นที่แสดงออกถึงอารมณ์ขุ่นมัว 

 

“ เฮ้อ...... หมอนี่ก็ไม่ยั้ว เซ็งว่ะ แกล้งคนไม่สำเร็จอีกตามเคย ” มาวินเอาสองมือประสานกันที่ท้ายทอย พร้อมตีหน้าเซ็ง จากนั้นก็หันหลังกลับ เพื่อเตรียมลาจาก

          

 

       ระหว่างนั้นเองเด็กหนุ่มรู้สึกว่ามีของแข็ง คล้ายกำปั้นเขกเข้ามาที่กลางกระบาล ดาเมจนั้นรุนแรงจนถึงกลับทำให้เขาต้องทรุดกาย 

 

“ โป๊ก ” 

 

“ โอ๊ย…… เจ็บ ” เด็กหนุ่มกุมกระบาล พลางหันกลับไปมอง ก็พบว่าทหารยามร่างล่ำยังคงยืนนิ่งอยู่ดุจเดิม แต่คราวนี้แปลกประหลาดตรงที่ใบหน้าเหมือนจะอมยิ้มนิดๆ

 

“ หน็อย…… อย่างนี้มันต้องวิวาท ” เด็กหนุ่มรู้สึกโกรธเกรี้ยวที่โดนลอบเขกหัว เขาจึงตรงรี่เข้าไปหาทหารยาม ท่าทีดูเอาเรื่อง 

 

“ หือ...... ” ทหารยามร่างยักษ์ไม่ขยับกาย แต่ส่งเสียงขู่ในลำคอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เด็กหนุ่มหยุดชะงักและคลายอาการดุร้าย

 

“ อ้อ.... เปล่า ไม่มีอะไรครับ แค่จะเดินมาขอบคุณที่หยอกล้อด้วยการลูบหัว แต่รู้สึกว่าพี่ท่านจะลูบหัวหนักไปนะ แฮะๆ ” มาวินกล่าวแก้เกี้ยว พร้อมหัวเราะแห้งๆ 

 

“ เหวอ...... นั่นอะไรอยู่ข้างหลัง ” ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ร้องเหวอ พร้อมอ้าปาก ตาค้าง เหมือนเห็นอะไรที่น่ากลัว ส่งผลให้ทหารยามร่างยักษ์หันกลับไปมอง 

 

“ ดีล่ะ ได้จังหวะแล้ว ” มาวินเห็นสบโอกาส เขาก็จิ้มหัวเกือกไปที่หน้าแข้งของทหารยามร่างยักษ์ จากนั้นก็วิ่งหายเข้าไปในกลุ่มคน

         

 

        ทหารยามร่างยักษ์หันกลับมามอง ท่าทีดูเฉยเมย คล้ายไม่รู้สึกรู้สากับการถูกจิ้มหัวเกือกที่ได้รับ วินาทีต่อมา ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

“ เฮ้อ......... ” 

 

……………………………………………….

         

        มาวินหนีภัยมาได้ เขาหลุดออกมานอกเมือง บรรยากาศในยามนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเป็นหย่อมๆ ใต้ต้นไม้มีกลุ่มคนนั่งสังสรรค์ เฮฮา กระนั้นก็มีบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะถกกันในเรื่องเครียดๆ สังเกตได้จากสีหน้าและท่าทาง ไม่เพียงเท่านี้ ในบางจุดที่ห่างไกลผู้คน เด็กหนุ่มสาบานกับตัวเองว่าเห็น “คู่รักหนุ่มสาวกำลังนอนหนุนตักกันอยู่” 

 

“ โห....... นี่คือเกมจริงๆหรือเปล่าเนี่ย ทำไมเหมือนจริงปานนี้ ” มาวินรำพึงรำพันกับตัวเอง 

           

 

       เด็กหนุ่มเดินไกลออกไปอีกนิด ก็พบกับแม่น้ำสายยาวซึ่งกว้างประมาณ 10 เมตร พื้นผิวนั้นดูใสสะอาด แตกต่างจากแม่น้ำบนโลกมนุษย์

 

“ เอ......แม่น้ำนี้ตัดขวางทาง สงสัยต้องยอมเปียก เพื่อเดินข้ามซะล่ะมั้ง ” ระหว่างที่มาวินขบคิด เด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ทำจากหิน มันดูแข็งแรงและกว้างพอจะให้รถแล่นพร้อมกันถึงสองคัน 

 

“ โอ้ เยส เจอสะพานพอดีเลย ไม่ต้องเปียกน้ำแล้ว ว่าแต่ตอนนี้เราเดินออกจากเมืองมาร่วม 10 นาทีแล้ว แต่ยังไม่เจอมอนสเตอร์ซักตัวเดียว นี่มันยังไงกัน ” เด็กหนุ่มดีใจที่เจอสะพานหิน แต่เขาก็นึกแปลกใจที่ป่านนี้ยังหามอนสเตอร์ไม่เจอ 

          

 

        ขณะที่กำลังเดินข้ามสะพาน มาวินก็พบกับเด็กชายคนหนึ่ง เขาน่าจะมีอายุราวๆ 12 ปี ร่างเตี้ยเล็กถูกซุกซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตา บนหัวสวมหมวกทรงสูงเป็นสันสี่เหลี่ยมที่ดูประหลาด ใบหน้าเล็กและอ่อนเยาว์ถูกประดับด้วยแว่นตาทรงกลมที่หนาเตอะ ทั่วทั้งกายสั่นเทา คล้ายหวาดกลัวอะไรบางอย่าง 

 

“ ไง เจ้าหนู นายมายืนสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ตรงนี้ทำไม ” มาวินตรงเข้าไปทักทาย 

 

“ สวัสดีครับ พี่ ผมรู้สึกกลัวน่ะ เพราะนี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรก ” เด็กน้อยตอบกลับอย่างสุภาพ 

 

“ ฮะๆ เหมือนชั้นเลย อย่าซีเรียสน่า ไอ้หนู  คิดว่าไปเล่นเกมให้สนุกก็แล้วกัน ” มาวินปลอบ ใบหน้าแย้มยิ้ม 

         

 

       เด็กน้อยยืนเอ๋อกับคำพูดของมาวินอยู่พักใหญ่ พอตั้งหลักได้ เขาก็เอ่ยค้านเบาๆ ท่าทางเหมือนคนที่ไม่มั่นใจตัวเองอย่างรุนแรง 

 

“ เอ่อ……พี่ครับ การล่ามอนสเตอร์เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การเล่นเกม  ผมว่าที่พี่พูดมาเมื่อครู่ มันดูแปลกๆนะ ” 

 

“ เออ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ตกลงนายจะออกไปสู้กับมอนสเตอร์อะไร แล้วมันอยู่ที่ไหน ” เด็กหนุ่มกล่าวตัดบท เพราะขืนอธิบายต่อ เกรงว่าเด็กน้อยจะงงไปมากกว่านี้ 

 

“ ผมกะมาสู้กับสไลม์น่ะครับ มันเป็นมอนสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย หน้าตาดูคล้ายเยลลี่เหลว ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว ” เด็กน้อยอธิบายรูปร่างหน้าตาของคู่ต่อกรที่จะตะลุยโดยละเอียด 

 

“ เจ้าตัวกะเปี๊ยกที่มีหน้าตาเหมือนขนมนี่นะ นายกลัวเข้าไปได้ยังไง ไม่ไหวเลยเอาซะเลย ” เด็กหนุ่มตอบกลับ ท่าทางดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด 

 

“ เอ่อ….พี่ครับ สไลม์เป็นมอนสเตอร์ที่กระจอกก็จริง แต่มันสามารถพุ่งชนเราได้ ความแรงในการโจมตีก็เท่ากับตบหนักๆของผู้หญิงคนหนึ่ง แถมบางตัวก็มีพิษอีกต่างหาก พิษของมันจะทำให้แสบคันบริเวณที่สัมผัสถูก ” เด็กน้อยสาธยายสรรพคุณของคู่ต่อกรอย่างละเอียด

 

“ อู้ว…..ซี้ด...... น่ากลัวจนตัวสั่น ว่าแต่เจ้าพวกนี้อยู่ไหน พี่จะตามไปตื้บพวกมันเล่นแบบขำๆ ” มาวินแสร้งทำเป็นกลัว

 

“ พวกมันรวมตัวอยู่ที่ชายป่าครับ ” เด็กน้อยชี้ไปยังชายป่าที่อยู่ข้างหน้า กะคร่าวๆน่าจะอยู่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร 

         

 

       มาวินมองจุดหมายปลายทาง จากนั้นก็หันกลับมามองเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ อึดใจต่อมา ก็เอ่ยปากเชื้อเชิญ

 

“ ไอ้หนู นายไปลุยกับพี่มั้ย พี่ต้องการผู้ช่วย ” 

 

“ โอ้......เยี่ยมไปเลย ผมอยากลุยใจจะขาดแล้ว แต่ก็ยังกลัวๆอยู่ เลยรอให้มีคนมาชวน ” เด็กน้อยแย้มยิ้มจนหน้าบาน   

 

“ โอเค ตกลงเราไปลุยด้วยกัน ว่าแต่สายอาชีพของนายคืออะไร ” มาวินถาม 

 

“ อาชีพนักศึกษาขั้น 1 สายเวทมนตร์โจมตีครับ แล้วพี่ล่ะ ดูจากหน่วยก้านน่าจะเป็นอาชีพนักสู้ สายมือเปล่าแน่ๆเลย ” เด็กน้อยพูด พลางหัวเราะชอบใจ เขาดูพึงพอใจที่ได้เพื่อนร่วมทีม

 

“ เปล่า พี่เป็นพวกไร้อาชีพ เพิ่งลงทะเบียนกับ NPC เมื่อครู่นี้เอง ” มาวินตอบเรียบๆ ใบหน้ายิ้มละไม ในใจนึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้เข้าให้แล้ว      

 

“ เมื่อกี้ พี่ว่าอะไรนะ ” เด็กน้อยหุบยิ้มในทันที

 

“ เอ่อ......ก็สายไร้อาชีพ ไง ” มาวินตอบ ท่าทาง งุนงง เขากำลังคิดว่าตนพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า 

 

“ ไปตายให้หนอนแดกเลย ไอ้บ้า หลงชื่นชมตั้งนาน นึกว่าเป็นนักสู้ผู้กล้า ที่ไหนได้ก็แค่พวกกากไร้ฝีมือ เชอะ ไอ้งี่เง่า ชาตินี้อย่าได้พบเจอกันอีกเลย ” เด็กน้อยเปลี่ยนบุคลิกจากเรียบร้อยกลายเป็นนักเลงปากจัดในทันที หลังจากที่ด่าทออย่างเกรี้ยวกราดได้ชุดใหญ่ ผู้เยาว์ก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มาวินยืนเอ๋อตามลำพัง

       

 

        อาการสตั้นคงอยู่เกือบนาที มาวินก็พลันรู้สึกตัว ความโมโหคืบคลานเข้ามาแทนที่ เป็นเหตุให้เด็กหนุ่มสบถด่าหยาบคาย 

 

“ หน็อย….. ไอ้เด็กบ้า อยู่ๆก็มาด่ากันซะเละ เจอกันครั้งหน้า ชั้นจะเลาะฟันออกมาทำลูกเต๋าให้หมดปากเลยคอยดูดิ ” 

         

 

      หลังจากความโกรธคลายตัว มาวินก็นึกสงสัยว่าทำไมอาชีพของตนถึงได้เป็นที่รังเกียจของสังคมขนาดนี้ แต่ขบคิดได้ไม่นาน เขาก็เดินจากไป จุดหมายปลายทางมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือ......ชายป่าอันเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสไลม์ 

 

……………………………………………….

        

       เด็กหนุ่มเดินมาถึงชายป่า เขาพบว่าอากาศบริเวณนั้นค่อนข้างเย็นและชื้น มิหนำซ้ำยังดูอึมครึม เพราะมีต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบยืนต้นติดกันอย่างแน่นขนัด ทำให้บดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง

       

 

        เด็กหนุ่มหันซ้ายแลขวา เพื่อค้นหามอนสเตอร์ที่เรียกว่า “สไลม์” วินาทีต่อมาสายตาอันแหลมคมก็ประสบเข้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดกลุ่มหนึ่ง

         

 

       สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีลักษณะคล้ายเยลลี่ใสสีเขียว ขนาดค่อนข้างเล็ก กะคร่าวๆน่าจะประมาณหนึ่งฝ่ามือ ดวงตาสองข้างกลมโตและบ้องแบ๊ว ปากจิ้มลิ้มแย้มกว้างเหมือนจะยิ้ม ดูไปแล้วน่าจะไม่มีพิษมีภัยอะไร

         

 

        มาวินรู้สึกคึกคัก เขารีบขวางทางเดินของเหล่าสไลม์ ทำให้พวกมันพร้อมใจกันมองหน้าเด็กหนุ่มเป็นตาเดียว 

 

“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…. ในที่สุดก็เจอแล้ว พวกนายคงเป็นสไลม์.ใช่มั้ย หน้าตาตลกดีอ่ะ น่าจับไปเลี้ยงที่โลกของชั้น ” มาวินกล่าวกับกลุ่มสไลม์ ใบหน้ายิ้มสดใสด้วยความยินดี 

         

 

        กลุ่มสไลม์ดูร้อนรน หลายตัวมีสีหน้าสับสน บางตัวก็หันไปทำปากขมุบขมิบกับเพื่อนในกลุ่ม พร้อมส่งเสียงจี้ดเบาๆ ราวกับจะปรึกษากันว่า........จะเอายังไงกับมนุษย์ประหลาดที่ขวางทาง 

 

“ เอาล่ะ พวกเราไม่มีเรื่องแค้นเคืองต่อกัน แต่เพื่อความมันในการเล่นเกมและเงินที่จะเอาไปเซ้งร้านบะหมี่น้ำ ขอให้พวกนายตายซะ เตรียมตัวได้ ลองชิมพลังอัดกระแทกของชั้น ” พอมาวินพูดจบ เขาก็ตั้งท่าสู้ พร้อมเกร็งกำลังและกระแทกฝ่ามือออกไป ภาพที่ปรากฏในสมองคือแสงเพลิงอันร้อนแรงที่พุ่งออกมา

           

 

       แต่ในความเป็นจริง กลับมีแต่ความเงียบงัน ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม กลุ่มสไลม์นับสิบมองมาที่มาวิน ดวงตาส่อเเววสงสัย ถ้าพวกมันพูดได้ คงถามไปแล้วว่า “นายกำลังทำอะไรอยู่หรือ เจ้ามนุษย์ ” 

 

“ เอ.......หรือเราปล่อยพลังผิดท่ากันนะ มันน่าจะเปล่งแสงเหมือนในการ์ตูนสิ ” มาวินหงายฝ่ามือตัวเองไปมา เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ปรากฏแสงสีอะไร

 

“ อ้อ..........รู้แล้ว ต้องเกร็งกำลังก่อน แล้วค่อยกระแทกฝ่ามือออกไป ” มาวินเลิกคิ้วสูง ท่าทางเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เวลาต่อมา เขาก็เริ่มย่อตัว พร้อมเกร็งกำลังไปทั่วกาย  

 

“ ได้ผล ร่างกายเริ่มร้อนขึ้นมานิดๆแล้ว ” ระหว่างที่เกร็งกำลัง มาวินเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง

 

“ อ้า….. ” มาวินร้องตะโกน เขาเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ตัวละครในท้องเรื่องมักทำแบบนี้ในยามที่ปล่อยพลัง เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าตนมโนไปเองหรือไม่ แต่รู้สึกว่าร่างกายกำลังเปล่งแสงออกมานิดๆ 

         

 

        สไลม์หลายตัวเริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่นและทำท่าจะผละหนี บางตัวที่ขวัญกำลังใจดี ก็หันไปฉุดรั้งไม่ให้พลพรรคหลบหนีตามอำเภอใจ 

 

" ย้าก......." มาวินคำรามดัง กายเพรียวบางเกร็งกำลังถึงขีดสุด พอได้ที่ เขาก็ปลดปล่อยพลังแฝงออกมา

 

“ ปู้ด…….” 

         

 

       ลมสลาตันที่รุนแรงถูกกระแทกออกจากรูทวาร ความร้ายกาจของคลื่นพลังนั้นเพียบพร้อมไปทั้งเสียงและกลิ่น มันเลวร้ายต่อฆานประสาทเป็นที่สุด 

 

“ จี้ด จี้ด จี้ด…… ” เสียงเล็กๆดังออกมาจากกลุ่มสไลม์ แทบทุกตัวล้วนยิ้มกริ่มไปตามๆกัน ร่างกระจิ๋วหลิวกระตุกนิดๆ อันเป็นอาการที่ดูคล้ายคนหัวเราะ ซึ่งก็น่าจะฮากันทั้งกลุ่ม เพราะขณะที่พวกมันกำลังลุ้นตัวโก่งกับการเกร็งกำลังของเด็กหนุ่ม พวกดันผายลมใส่ซะอย่างงั้น 

 

“ หน็อย....... ไอ้พวกนี้ แกกล้าหัวเราะชั้นงั้นหรือ หยุดเดี๋ยวนี้ นะ” มาวินทั้งโกรธทั้งอาย ในใจคิดว่า......ไม่น่ายัดถั่วเข้าท้องเมื่อเช้าเลย 

         

 

       มาวินตวาดใส่กลุ่มสไลม์ ทว่าพวกมันกลับขำหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะหัวหน้าใหญ่ซึ่งเขื่องที่สุด ถึงกลับกลิ้งไปมาบนพื้น ราวกับคนที่กำลังขบขันจนสติแตก

 

“ หน็อย....... ทนไม่ไหวแล้วเฟ้ย นี่แน่ะ ” มาวินยั้วจัด เขาพุ่งเข้าไปซัลโวหัวหน้าใหญ่ด้วยฝ่าเท้า ส่งผลให้ร่างเล็กๆของมันลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ การเปิดฉากดังกล่าว ทำให้มหกรรมการขำของเหล่าสไลม์สิ้นสุด 

 

“ เป็นยังไงล่ะ เจ้าพวกสไลม์ นี่คือผลของการดูถูกชั้น ” มาวินหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ 

 

“ จี้ด จี้ด จี้ด…… ” เสียงเล็กแหลมของเหล่าสไลม์ดังระงม มันยาวนานจนมาวินเริ่มผวา ทันใดนั้นเอง เจ้าเยลลี่ร่างจิ๋วก็พร้อมใจกันแหวกทางให้หัวหน้ากลุ่มเดินกลับมา สีหน้าและแววตาฉายแววอาฆาตอย่างชัดเจน 

 

“ อ้าว..... เฮ้ย ไหงทำหน้าดุแบบนั้นฟะ แกดันหัวเราะชั้นก่อน ก็เลยเตะเข้าให้ดิ แบบนี้จะมาโกรธชั้นไม่ได้นะ ” ท่าทางเอาจริงเอาจังของสไลม์หัวหน้ากลุ่ม เริ่มทำให้มาวินปอดแหก

         

 

        ทันใดนั้นเองสไลม์หัวหน้ากลุ่มก็พุ่งขึ้นมากระแทกใบหน้าของเด็กหนุ่ม มันเป็นการโจมตีที่คาดไม่ถึง เลยทำให้โดนดาเมจเข้าอย่างจัง

      

 

        ใบหน้าของเด็กหนุ่มสะบัด กายบางเซนิดๆ ในหัวขบคิดถึงคำพูดของเด็กน้อย.......“พลังโจมตีของมันเท่ากับแรงตบหนักๆของผู้หญิงเลย” 

 

“ เออ จริงอย่างที่ไอ้เด็กนั่นมันว่าเลยวุ้ย โดนเข้าไปทีเดียว รู้สึกหน้าชาเลย ” เด็กหนุ่มคลำแก้มที่โดนสไลม์กระแทก พลางสะบัดหน้าไปมา เพื่อขับไล่อาการมึนงง 

         

 

         ระหว่างที่มาวินกำลังตั้งตัว หางตาก็เหลือบไปเห็นการพุ่งชนของสไลม์จ่าฝูง แต่ครั้งนี้ไม่ได้รับประทาน เด็กหนุ่มพลิกหลบอย่างหวุดหวิด 

 

“ เชอะ ไม่ได้กินเป็นครั้งที่สองหรอกน่า ฮะๆ ” มาวินเริ่มเต้นฟุตเวิร์ค ดวงตาจับจ้องการโจมตีของมอนสเตอร์ 

         

 

         สไลม์พุ่งเข้าใส่มาวินอย่างดุดัน แต่เด็กหนุ่มก็อ่านจังหวะและหลบหลีกได้ทุกครั้ง ในใจแอบคิดว่า…..ตกลงไอ้เจ้านี่มันเป็นสไลม์สายพันธุ์วัวกระทิงหรือเปล่านะ  

       

 

        สไลม์พุ่งเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยท่าเดิมๆ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เริ่มจับจังหวะได้ หนนี้จึงไม่ได้หลบหลีกเหมือนทุกคราว แต่กลับย่อตัวลงต่ำ สองมือรับการพุ่งชนด้วยท่วงท่าที่คล้ายกับผู้รักษาประตู พอรับจ่าฝูงเข้าซอง เขาก็จับมันกดลงพื้นในทันที 

 

“ เป็นไงล่ะ ไอ้ซ่า โดนจับแล้วสินะ โอ๊ย…..” แม้มาวินจะจับสไลม์เอาไว้ได้ แต่ก็ต้องร้องลั่นทุ่งด้วยความเจ็บปวด เนื่องจากมือซ้ายถูกคมเขี้ยวเข้าอย่างจัง จนเผลอปล่อยมือ เป็นผลให้จ่าฝูงหลุดรอดไปอีกคราว 

       

 

        การต่อสู้ระหว่างหนึ่งคนกับหนึ่งสไลม์เป็นไปอย่างดุเดือด นับว่าเป็นการต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ทั้งคู่ผลัดกันแลกคนละดอก บางครั้งสไลม์ก็พุ่งกระแทกใบหน้าจนทำให้มาวินล้มลงไปนอนกับพื้น แต่ไม่นานเด็กหนุ่มก็ต่อยสวนใส่สไลม์จนกระเด็นกระดอนไปตามแรงหมัด 

          

 

        การต่อสู้ที่แสนทุเรศกินเวลายาวนานถึง 10 นาที มาวินก็ได้จังหวะดี เขาใช้มือซ้ายกดสไลม์ตัวเขื่องลงบนพื้น ใบหน้าของมันถูกฝังกับดิน จึงไม่อาจฝังเขี้ยวลงบนมือ จากนั้นเด็กหนุ่มก็ประเคนหมัดขวาใส่แบบไม่ยั้ง ทุกดอกที่อัดเข้าไป ล้วนทำให้จ่าฝูงร้องครวญคราง

 

" จี้ด จี้ด จี้ด......." 

          

 

        ในที่สุดสไลม์ตัวนั้นก็แน่นิ่ง เด็กหนุ่มมองมันอยู่ครู่ใหญ่ ท่าทางหวาดระแวง จากนั้นเขาก็ปล่อยมือ แล้วลุกขึ้นยืน เพื่อดูผลงาน

 

“ ตกลง.....เราชนะรึยัง ” มาวินพูดกับตัวเอง 

         

 

         ทันใดนั้นเองสไลม์ที่คาดว่าตายคาที่ กลับกระดุกกระดิกเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะลุก 

 

“ เฮ้ย ยังไม่ตายอีกเหรอ นี่แน่ะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวตกใจ เขาเลยกระทืบรัวเร็วชนิดไม่ต้องนับกันให้เสียเวลา 

 

“ ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก……” 

         

 

       สิ้นการกระทืบครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ (ตกใจจนลืมนับ) ร่างสไลม์ที่แน่นิ่งก็ค่อยๆสลายตัว ในที่สุดก็แปรสภาพเป็นเยลลี่เหลว ปิดท้ายด้วยการระเหยกลายเป็นไอ

 

“ ตายได้แปลกประหลาด สมกับเป็นโลกของเกมจริงๆ ” เด็กหนุ่มมองการตายของสไลม์ตรงหน้าด้วยแววตาฉงน ใบหน้าปรากฏร่องรอยรอยฟกช้ำ ลมหายใจหอบเหนื่อยเล็กน้อย

          

 

       ทันใดนั้นเอง สายตาของมาวินก็เหลือบไปเห็น อะไรบางอย่างที่แวววับตรงจุดเดียวกับที่สไลม์นอนตาย เด็กหนุ่มก้มลงไปดู จึงพบว่ามันคือ……. “ลูกแก้ว” 

 

“ อ้าว...... พอฆ่าสไลม์ ก็ได้ลูกแก้วเป็นของรางวัล แล้วเราจะเอามันไปทำอะไร หรือจะเอาไปดีดลูกแก้วเล่น แต่ในโลกนี้เขาเล่นดีดลูกแก้วกันหรือเปล่านะ ” มาวินหยิบลูกแก้วขึ้นมาดู พร้อมนึกเพ้อไปเรื่อยเปื่อย 

         

 

         ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับลูกแก้ว เขาก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของเหล่าสไลม์ กระแสนั้นดังระงมอย่างดุร้าย 

 

“ จี้ด จี้ด จี้ด……… ” 

         

 

        มาวินเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบกับกลุ่มสไลม์นับสิบที่พร้อมใจกันส่งเสียงร้อง ทุกตัวล้วนจับจ้องมาทางเด็กหนุ่ม ประกายตาแฝงแววเคียดแค้น ชิงชัง

         

 

         เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป เด็กหนุ่มถึงกลับผวาเฮือกใหญ่ ภายในใจนึกหวาดหวั่น

 

“ ขนาดตัวเดียว เรายังแย่เลย เท่าที่นับจำนวนดู เจ้าเยลลี่เหลวที่ท้าไขว้น่าจะมีไม่ต่ำกว่าสิบตัว แล้วเราจะรอดมั้ยเนี่ย ซวยแล้วสิ ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา