The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  23 LV
  4 วิจารณ์
  1,198 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

11) การต่อสู้ครั้งแรก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 11 การต่อสู้ครั้งแรก

 

…………………………

         

         มาวินก้าวเดินต่อไปด้วยท่าทางที่ดูมาดมั่น เขารู้สึกได้ว่าหลังจากที่ได้รับการลงทะเบียนแล้ว เขาเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะเขาเป็นคนแรกในรอบสิบปีที่เข้ารับการลงทะเบียนสายอาชีพในตำนาน (หรือเปล่านะ) หรืออาจเป็นเพราะเขาอยากพิสูจน์ว่าสายอาชีพที่เขาเลือกนั้นไม่ใช่พวกไร้ค่าไร้ราคาอย่างที่ทุกคนเข้าใจ 

         

 

         มาวินใช้เวลาจ้ำอยู่ชั่วครู่ เขาก็เดินทางมาจนเกือบถึงหน้าประตูเมือง ทันใดนั้นเองกลิ่นขาหมูอบก็โชยเข้ามาเตะจมูกของเขาอย่างจังจนทำให้เขาเกิดอาการน้ำลายไหล เด็กหนุ่มชะงักเท้าพร้อมเหลือบไปรอบเพื่อค้นหาที่มาของกลิ่น  ไม่นานเขาก็พบว่าจุดกำเนิดของกลิ่นอันโอชะนั้นมาจากร้านขายบะหมี่น้ำที่ตั้งอยู่ข้างทางนั่นเอง 

 

“ เฮ้ๆ มันจะเหมือนจริงเกินไปแล้ว ที่นี่มันเป็นแค่เกม แล้วมันจะมีหมูอบขายได้ยังไงกันนะ ” เด็กหนุ่มนึกสงสัยอยู่ในใจ แต่ตัวเขากลับก้าวเดินเข้าไปในร้านซึ่งเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวที่สร้างแบบง่ายๆ  ภายในร้านมีโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากไม้เก่าๆโทรมๆอยู่ห้าตัว มีผู้ใช้บริการแน่นขนัด 

 

“ ซาหวาดดีคับนายทั่น ต้องกันอะไรคับ นายทั่น ” เถ้าแก่หน้าแป๊ะยิ้มพาร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยในชุดเสื้อกันเปื้อนสีขาวออกรับหน้าเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำเจรจาที่ไม่ค่อยชัดประกอบกับโหงวเฮงบนใบหน้าของเขาบ่งบอกได้เลยว่าเถ้าแก่ผู้นี้น่าจะมีเชื้อสายชาวมังกรอย่างแน่นอน 

 

“ เอ่อ ก็ไม่มีอะไรหรอก เถ้าแก่  ชั้นกะว่าจะขอบะหมี่เกี๊ยวน้ำหมูแดงกินซักจาน พอดีชั้นเดินไปเดินมาเกมมาตั้งสองชั่วโมงกว่าแล้ว ก็เลยรู้สึกหิวน่ะ ” มาวินตอบพร้อมเอามือกุมท้องตัวเองด้วยท่าทางที่คล้ายคนหิวโซ 

 

“ เชิญทางนี้คับ นายทั่น ” เถ้าแก่ออกอาการ งง นิดหน่อยในประโยคที่ว่า “เดินไปเดินมาในเกม” แต่สุดท้ายเถ้าแก่ร่างอ้วนก็สลัดความสงสัยทิ้งและเชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มไปนั่งที่โต๊ะตัวที่อยู่มุมในสุดของร้านรวง 

          

 

        พอมาวินนั่งประจำที่ เขาก็เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในตอนนี้เขากำลังอยู่ในโลกของเกม ไม่ใช่อยู่ในประเทศไทย เขาจึงเปิดปากถามเถ้าแก่ในทันที 

 

“ เออ เถ้าแก่ บะหมี่น้ำของที่นี่เขาขายกันในราคากี่บาทล่ะ ” 

 

“ บาท….คืออาไรหรือ นายทั่น ” เถ้าแก่เริ่มงุนงงอีกครั้ง 

 

“ ก็สกุลของเงินยังไงเล่า ส่วนเงินก็คือสิ่งที่เอาไว้ใช้จ่ายเพื่อซื้อทรัพย์สินต่างๆ ” มาวินรู้สึกเหนื่อยอ่อน เขายอมรับว่าในโลกใหม่ใบนี้มีอะไรให้เขาเรียนรู้อีกเยอะ 

 

“ ฮ่อๆ…….ท่าทางทั่นจะมาจักต่างเมืองที่กันดานมักๆ บนโลกนี้ส่วนใหญ่เขาใช้สุกลเงินเพียงแค่สี่แบบเท่านั้นนั่นคือ เหรียญทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทองและเหรียญทองคำขาว ” เถ้าแก่อ้วนแจงสกุลเงินที่ใช้ในโลก The Dark World 

 

“ ทองแดง เงิน ทองและทองคำขาว อะไรมีค่ามากกว่ากัน เถ้าแก่ช่วยอธิบายหน่อยสิ ” มาวินเริ่มไถ่ถามเนื่องจากเขารู้สึกสงสัยในสกุลเงินของโลกใหม่ 

 

ค่าหน่วยเงินของโลก The Dark World

100 ทองแดง  =   1 เงิน

      100 เงิน   =   1 ทอง

               100 ทอง   =   1 ทองคำขาว

 

“ อ้อ มันเป็นแบบนี้เอง ว่าแต่บะหมี่เกี๊ยวน้ำมีราคาเท่าไหร่หรือ ” มาวินถามหน้าแหยๆ เพราะตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขาไม่มีเงินของ The Dark World ซักทองแดงเดียวเลย 

 

“ ราคา 40 ทองแดงคับ เออๆ ว่าแต่นายทั่นมีเงินติดตัวมามั่งมั้ยคับ ” เถ้าแก่เริ่มสงสัยเพราะอ่านสีหน้าของเด็กหนุ่มออก 

 

“ ฮะๆ…… ไม่มีเลยซักทองแดงเดียว ขอแปะโป้งเถ้าแก่ไว้ก่อนได้มั้ย ” มาวินหัวเราะแห้งๆพลางขอร้องอ้อนเถ้าแก่ เจ้าของร้าน

 

……………………

          

       นาทีต่อมาที่หน้าร้านบะหมี่ก็ปรากฏร่างเล็กบางของเด็กหนุ่มปลิวถลาลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นถนนอย่างรุนแรง แน่นอนว่ามันมาจากฝีมือของลูกจ้างร่างยักษ์จำนวนสองนายของเถ้าแก่อ้วนที่เป็นคนหิ้วปีกเด็กหนุ่มร่างเล็กจากในร้านเเล้วจัดการเหวี่ยงออกไปนอกร้านสุดกำลังจนทำให้เด็กหนุ่มมีสภาพอย่างที่เห็น 

 

“ ไปเลยนะ ไอ้เด็กบ้า อย่าเข้ามาในร้านอั้วอีกนะ ถ้าเข้ามาอั้วจะสั่งลูกน้องตีให้ตายเลย ” เถ้าแก่ร้องไล่เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังนอนคลุกฝุ่นอยู่กับพื้น 

 

“ อุ้บๆ อู้ยๆ ไม่เห็นต้องรุนแรงแบบนี้เลย อู้ยๆ ” เด็กหนุ่มที่ลุกขึ้นมาเถียงไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากมาวินพระเอกหนุ่มของเรานี่เอง 

 

“ ไม่รู้แหละ ลื้อไม่มีเงินแต่ดันทะลึ่งเข้ามาสั่งของกินในร้านอาหาร มันก็ต้องโดนแบบนี้แหละ ” เถ้าแก่โวยกลับ 

 

“ แล้วชั้นจะหาเงินนั้นได้ยังไงเล่า ” มาวินโวยกลับ อันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่รู้จริงๆนั่นแหละว่าจะหาเงินในโลกแห่งนี้ได้ยังไง 

 

“ หลายวิธีไอ้หนู วิธีที่หนึ่งคือ…..การทำงานตามสาขาอาชีพของลื้อ ” เถ้าแก่แจง 

 

“ ชั้นทำอะไร ไม่เป็นเลย นอกจากเล่นเกม ” มาวินตอบแหยๆ ภายในใจแอบคิดว่าโลกนี้จะมีอาชีพการเป็นยูทูปเบอร์แคสเกมมั้ยนะ 

 

“ งั้นวิธีที่สอง ลื้อก็เข้าร่วมการแข่งหรือการประลองที่จัดขึ้นในหลายๆเมืองทั่วโลก ถ้าชนะลื้อก็จะได้เงินรางวัล ” เถ้าแก่แนะนำวิธีที่สอง 

 

“ อืม…… ” เด็กพยักหน้ารับคำช้าๆ ภายในในใจนึกว่าที่นี่เขาจะเล่นสเก็ตบอร์ดกันมั้ยนะ 

 

“ ส่วนวิธีที่สาม ลื้อก็ออกล่ามอนสเตอร์หรือหาของป่า จากนั้นก็เอาวัสดุที่หามาได้แลกเงินกับคนที่ต้องการวัสดุชิ้นนั้น ” เถ้าแก่แนะนำหนทางการหาเงินให้เด็กหนุ่มรับรู้อีกวิธี 

 

“ เยี่ยม วิธีนี้ดีสุด เพราะชั้นอยากบู๊กับพวกมอนสเตอร์เต็มแก่แล้ว ” มาวินผุดลุกขึ้นยืน แววตาเรียวเล็กเปล่งประกายมุ่งมั่น 

 

“ งั้นเชิญ มีเงินพอเมื่อไหร่ค่อยมากินต่อก็แล้วกัน ” เถ้าแก่ตอบพลางเดินกลับเข้าไปในร้าน 

 

“ เออ คอยดูดิ หลังเสร็จจากภารกิจล่ามอนสเตอร์แบบจัดเต็มในวันนี้ ชั้นจะเอาเงินที่ได้มาซื้อกิจการร้านของแกเลยทีเดียว ไอ้แป๊ะบ้า ฮ่าๆ…… ” มาวินท้าทายไปก็หัวเราะไป เขาหมายมั่นปั้นมืออย่างเต็มที่ว่าวันนี้เขาจะล่ามอนสเตอร์แบบจัดหนักจัดเต็ม จากนั้นก็เอาไอเท็มที่ดรอปจากมอนสเตอร์มาแลกเงินเพื่อซื้อร้านนี้ให้ได้ เป็นการล้างแค้นที่ถูกหิ้วปีกแล้วโยนบก 

           

 

       เถ้าแก่ส่ายหัวเล็กน้อยแต่ก็เดินจากไปโดยไม่โต้ตอบซักคำเดียว ท่าทางของเขาเหมือนจะไม่ค่อยอยากยุ่งกับคนบ้า ซึ่งจะว่าไปท่าทางของมาวินในตอนนี้ก็ดูคล้ายคนบ้าจริงๆ 

          

 

       มาวินเดินทางต่อไปเรื่อยๆด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น ในที่สุดเขาก็มาถึงประตูเมืองและเมื่อมาถึงเขาเหลือบไปเห็นทหารยามสองคนซึ่งยืนถือหอกคมๆอยู่หน้าประตูทางเข้าออกของเมือง ทั้งสองดูนิ่งขึ้งไม่ไหวติงคล้ายกับเป็นรูปปั้นหินตัวหนึ่ง  

 

“ อ้าวๆ เจ้าพวกนี้คือ…..ทหารยามสองคนที่เคยไล่เราไปลงทะเบียนกับ NPC เมื่อสองชั่วโมงก่อนนี่นา ฮ่าๆ ได้การล่ะ ที่นี้ขอเอาคืนหน่อยนะ พี่ทหารยามจ๋า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวคิดในใจด้วยความคึกคะนอง 

          

 

       เด็กหนุ่มหัวเขียวกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหยุดยืนอยู่หน้าทหารยามคนที่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมองหน้าของทหารยามเนื่องจากทหารคนๆนี้ค่อนข้างที่จะสูงกว่าเขามาก ใบหน้าของเด็กหนุ่มแย้มยิ้มให้ทหารยามด้วยอาการทะเล้น วินาทีต่อมาเขาก็ยื่นนาฬิกาประจำตัวไปตรงหน้าของทหารยามร่างสูง พลางตะโกนถามเสียงดังลั่นจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องหันกลับมามองเป็นตาเดียวกัน 

 

“ หวาดดีจ้า….. พี่ทหารยาม เห็นนาฬิกาผมมั้ย นี่ไงครับ จับผมไม่ได้ล่ะซิ เหอ เหอ เหอ ” 

          

 

        ทหารยามนายนั้นไม่มีปฏิกิริยาใดๆกับอาการกวนประสาทของเด็กหนุ่ม เขาได้แต่ยืนนิ่งเฉย สีหน้าเรียบแข็งกระด้างราวกับว่าเขาได้กลายเป็นรูปปั้นไปซะจริงๆ 

 

“ ว้า เซ็งไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย ไปดีกว่า ” มาวินทำท่าเซ็งๆที่กวนประสาทคนอื่นไม่สำเร็จ เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายมากวนประสาททหารยามอีกคนในรูปแบบเดิม 

         

 

        ทหารยามนายนี้รูปร่างสูงพอกับคนแรกแต่เรือนกายดูหนาและบึกบึนกว่าคนแรกอยู่พอสมควร ใบหน้าเหลี่ยมกรามใหญ่ภายใต้หมวกหนังทรงกลมก็ยังดูนิ่งเฉย มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ฉายอารมณ์ขุ่นมัวต่อการกระทำที่แสนยียวนของมาวิน 

 

“ เฮ้อๆ หมอนี่ก็ไม่ยั้ว เซ็งว่ะ แกล้งคนไม่สำเร็จอีกตามเคย ” มาวินเอามือประสานกันที่ท้ายทอยพร้อมทำหน้าเซ็งๆอยู่ครู่ใหญ่ หลังจากนั้นเขาจะหันหลังเพื่อเตรียมเดินจากไป 

          

 

        ระหว่างนั้นเองเด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรหนักๆแข็งๆคล้ายกำปั้นเขกเข้ามาที่กลางกระบาลของเขาอย่างรุนแรงจนเด็กหนุ่มถึงกลับทรุดกายลงไปในทันที 

 

“ โป๊ก ” 

 

“ โอ๊ย…… เจ็บ ” เด็กหนุ่มกุมกระบาล พลางเหลียวหลังหันกลับไปมอง เขาก็พบทหารยามร่างล่ำที่กำลังยืนอยู่ในท่วงท่าเดิมแต่คราวนี้แปลกประหลาดนิดนึงตรงที่ใบหน้าทหารยามคนนี้ดูเหมือนจะแอบอมยิ้มอยู่น้อยๆด้วยความสะใจในอารมณ์ 

 

“ หน็อย…… อย่างนี้ต้องวิวาท ” เด็กหนุ่มเกิดอารมณ์โกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงที่ถูกทหารยามแอบเขกหัว เขาจึงเดินตรงรี่เข้ามาหาทหารยามด้วยท่าทีเอาเรื่อง 

 

“ หือๆ ” ทหารยามร่างยักษ์ไม่ขยับแต่ส่งเสียงต่ำๆขู่ในลำคอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เด็กหนุ่มหยุดชะงักและคลายอาการดุร้ายไปในทันที 

 

“ อ้อๆ ป่าวไม่มีอะไรครับ แค่จะเดินมาขอบคุณที่เมื่อกี้หยอกล้อด้วยการลูบหัวผม แต่ผมว่าพี่ท่านลูบหัวหนักไปหน่อยนะครับ แฮะๆ ” เด็กหนุ่มกล่าวแก้เกี้ยวพร้อมหัวเราะแห้งๆ 

 

“ เหวอ นั่นอะไรอยู่ข้างหลัง ” ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ร้องเหวอ อ้าปาก ตาค้าง เหมือนกับเห็นอะไรน่ากลัวๆที่ด้านหลังของทหารยามร่างล่ำ จนเป็นผลให้ทหารยามร่างยักษ์เผลอหันหลังกลับไปมอง 

 

“ ดีล่ะ ได้จังหวะแล้ว ” มาวินเห็นสบโอกาส เขาจึงจิ้มหัวเกือกกระแทกเข้าไปที่หน้าแข้งของทหารยามร่างยักษ์แบบเต็มแรง จากนั้นก็วิ่งหนีหายเข้าไปในกลุ่มคนอย่างรวดเร็ว 

         

 

         ทหารยามร่างยักษ์หันกลับไปมองมาวินที่แวบหายไปในฝูงคนอย่างเงียบๆด้วยท่าทีเฉยเมย วินาทีต่อมาก็มีเสียงถอนหายใจเบาๆออกจากปากของเขา 

 

“ เฮ้อๆ ” 

 

……………………………………………….

         

        มาวินหนีภัยจากบาทาของทหารยามมาได้ และในตอนนี้เขาได้หลุดออกมาอยู่ที่นอกเมือง บรรยากาศนอกเมืองในตอนนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยทุ่งหญ้ากว้างเขียวขจี มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเป็นหย่อมๆ ใต้ต้นไม้เหล่านั้นมีกลุ่มคนนั่งสังสรรค์เฮฮากันอย่างสนุกสนาน แต่กระนั้นก็มีบางกลุ่มที่มองดูว่ากำลังประชุมกันในเรื่องเครียดๆ สังเกตได้จากสีหน้าและท่าทางของสมาชิกในกลุ่ม ไม่เพียงเท่านี้ในบางจุดที่ห่างไกลผู้คนออกไป เด็กหนุ่มสาบานกับตัวเองได้เลยว่าเขาเห็น “คู่รักหนุ่มสาวกำลังนอนหนุนตักกันภายใต้ร่มไม้” 

 

“ โห นี่มันคือเกมจริงๆหรือเปล่าเนี่ย เหมือนจริงอะไรจะปานนั้น ” มาวินรำพึงรำพันกับตัวเอง 

           

 

       เด็กหนุ่มเดินไกลออกไปอีกนิด เขาก็พบแม่น้ำซึ่งกว้างประมาณ 10 เมตร แม่น้ำนั้นดูสะอาดสดใสแตกต่างจากแม่น้ำในโลกมนุษย์ที่เขาเคยอยู่โดยสิ้นเชิง 

 

“ เอ แม่น้ำนี่มันตัดยาวขวางทางเดิน สงสัยเราต้องยอมเปียกเพื่อเดินข้ามไปซะล่ะมั้ง ” ระหว่างที่มาวินคิดในใจอยู่นั้น เด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ทำจากหินซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก สะพานนั้นดูแข็งแรงและกว้างขวางเพียงพอให้รถแล่นพร้อมกันถึงสองคัน 

 

“ โอ เยส เจอสะพานพอดีเลย ไม่ต้องเปียกน้ำแล้ว ว่าแต่ตอนนี้เราก็เดินออกจากเมืองมาร่วม 10 นาทีกว่าแล้วแต่ไม่ยักเจอมอนสเตอร์เลยซักตัว นี่มันยังไงกัน ” เด็กหนุ่มดีใจที่เจอสะพานหิน แต่เขาก็นึกแปลกใจที่ป่านนี้ยังหามอนสเตอร์ไม่เจอ 

          

 

        ระหว่างที่เขากำลังจะเดินข้ามสะพานอยู่นั้นเอง เขาก็พบกับเด็กชายคนหนึ่งที่มีอายุราวๆ 12 ปีกำลังยืนอยู่ที่ต้นสะพาน เด็กคนนี้ซ่อนร่างเตี้ยเล็กในชุดเสื้อคลุมสีขาวสะอาดตา บนหัวสวมหมวกทรงสูงเป็นสันสี่เหลี่ยมที่ดูแปลกตา ใบหน้าเล็กๆและอ่อนเยาว์ประดับไว้ด้วยแว่นตากรอบดำที่หนาเตอะแนวหนอนหนังสือ ที่สำคัญเด็กคนนี้ดูสั่นเทาพิกลคล้ายกำลังกลัวอะไรบางอย่าง 

 

“ ไง เจ้าหนู ไหงนายมายืนสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ตรงนี้ซะล่ะ ” มาวินเข้าไปทักเด็กน้อย 

 

“ สวัสดีครับพี่ พอดีผมรู้สึกกลัวน่ะ นี่เป็นการต่อสู้กับมอนสเตอร์เป็นครั้งแรกของผมน่ะครับ ” เด็กน้อยตอบกลับอย่างสุภาพ 

 

“ ฮะๆ เหมือนชั้นเลย อย่าซีเรียสน่าไอ้หนู คิดซะว่าไปเล่นเกมให้สนุกดีกว่านะ ” มาวินพูดปลอบยิ้มๆ 

         

 

        เด็กน้อยยืนเอ๋อกับคำพูดของมาวินอยู่พักใหญ่ แต่พอตั้งหลักได้เด็กน้อยก็เอ่ยค้านมาวินเบาๆคล้ายคนไม่มีความมั่นใจในตัวเองอย่างรุนแรง 

 

“ เออ……พี่ครับ การล่ามอนสเตอร์เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การเล่นเกมนะ ผมว่าที่พี่พูดมาเมื่อครู่นี้มันดูแปลกๆนะครับ ” 

 

“ เออ เรื่องนั้นช่างมันเถอะน่า ตกลงแล้วนายกะจะออกไปสู้กับมอนสเตอร์อะไรแล้วมันอยู่ที่ไหน ” เด็กหนุ่มกล่าวตัดบท เพราะขืนอธิบายต่อไปเกรงว่าเด็กน้อยจะเกิดอาการ งง มากกว่านี้ 

 

“ ผมกะมาสู้กับสไลม์ครับ มันเป็นมอนสเตอร์ตัวเล็กๆที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเพียงเล็กน้อย หน้าตาของมันก็ดูคล้ายเยลลี่เหลว ส่วนใหญ่จะมีสีเขียวครับ ” เด็กน้อยอธิบายรูปร่างหน้าตาของคู่ต่อกรที่จะตะลุยโดยละเอียด 

 

“ ไอ้ตัวกะเปี๊ยก หน้าตาเหมือนขนมนี่นะที่นายกลัว นายนี่ไม่ไหวเลย ” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทางที่ดูกวนๆและดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด 

 

“ เอ่อ….พี่ครับ สไลม์เป็นมอนสเตอร์ที่กระจอกก็จริง แต่มันสามารถกระโดดพุ่งชนเราได้ ความแรงในการโจมตีของมันเท่ากับแรงตบหนักๆของผู้หญิงคนหนึ่งเลย แถมบางตัวก็มีพิษอีกต่างหาก พิษของมันจะทำให้คันบริเวณที่โดนพิษ ” เด็กน้อยสาธยายสรรพคุณของคู่ต่อกรโดยละเอียดอีกครั้ง 

 

“ อู้วๆ…..ซี้ดๆ น่ากลัวจนตัวสั่นเลย ว่าแต่ไอ้พวกนี้มันอยู่ไหนล่ะ พี่จะไปตื้บพวกมันเล่นแบบขำๆซักห้าร้อยทีน่ะ ” มาวินแสร้งทำตัวสั่นด้วยความกลัวแล้วเปิดปากถาม 

 

“ อยู่ที่ชายป่าครับพี่ มันกำลังรวมกลุ่มกันอยู่ที่นั่นและแถวนั้นก็มีพวกมันอาศัยอยู่หลายตัวนะพี่ เพราะที่นั่นเป็นถิ่นของพวกมัน ” เด็กน้อยชี้ไปยังชายป่าที่อยู่ข้างหน้าของเด็กหนุ่ม กะทิศทางคร่าวๆน่าจะอยู่ห่างออกไปราวๆ 100 เมตร 

         

 

        มาวินเหลือบมองจุดหมายปลายทาง จากนั้นก็หันกลับมามองเด็กน้อยที่ยืนข้างๆกัน อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มจึงเอ่ยปากเชื้อเชิญพร้อมรอยยิ้ม 

 

“ ไอ้หนู ไปลุยกับพี่มั้ย พี่ต้องการผู้ช่วยน่ะ ” 

 

“ โอ เยี่ยมๆมากเลยครับพี่ ผมอยากลุยใจจะขาดแต่ก็ยังกลัวๆอยู่ ผมรอให้คนชวนผมเข้าไปสู้ตั้งนานแล้ว ” เด็กน้อยแย้มยิ้มดีใจจนหน้าบาน   

 

“ โอเค ตกลงเราไปลุยด้วยกัน ว่าแต่นายสายอาชีพอะไรนะ ” มาวินถาม 

 

“ ผมอาชีพนักศึกษาขั้น 1 สายเวทยมนตร์โจมตีน่ะครับ แล้วพี่ล่ะ ดูจากหน่วยก้านน่าจะเป็นพวกอาชีพนักสู้สายมือเปล่าแน่ๆเลย ” เด็กน้อยพูดพลางหัวเราะชอบใจ ดูเขาจะพึงพอใจมากที่ได้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ 

 

“ เปล่า พี่เป็นพวกไร้อาชีพ เพิ่งลงทะเบียนกับ NPC ประจำอาชีพเมื่อครู่นี้เอง ” มาวินตอบเรียบๆด้วยใบหน้ายิ้มละไม ในใจนึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว      

 

“ เมื่อกี้ พี่ว่าพี่มีอาชีพอะไรนะ ” เด็กน้อยหุบยิ้มในทันทีที่ทราบอาชีพของมาวิน  

 

“ เอ่อๆ ก็สายไร้อาชีพ ไง ” มาวินตอบท่าทาง งุนงง เขากำลังคิดว่าเขาพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า 

 

“ ไปตายให้หนอนแดกเลยไป ไอ้บ้า หลงชื่นชมตั้งนาน นึกว่าจะเป็นนักสู้ผู้กล้า ที่ไหนได้เป็นแค่พวกกากไร้ฝีมือ เชอะ ไอ้งี่เง่า ชาตินี้อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย ” เด็กน้อยเกิดเปลี่ยนบุคลิกจากเรียบร้อยกลายนักเลงน้อยปากจัดในทันที และหลังจากที่เด็กน้อยด่าทออย่างเกรี้ยวกราดได้ชุดหนึ่ง เด็กน้อยก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มาวินผจญกับความว่างเปล่าและมึนงง 

 

“ หน็อย….. ไอ้เด็กบ้า อยู่ๆก็มาด่ากันซะเละ เจออีกครั้ง ชั้นจะเลาะฟันมันออกมาทำลูกเต๋าให้หมดปากเลยคอยดูดิ ” ทันทีที่มาวินหายจากอาการสตั๊น เขาก็ออกอาการฉุนขาด ในใจนึกสงสัยว่าทำไมอาชีพของเราถึงได้เป็นที่รังเกียจของสังคมนัก แต่เด็กหนุ่มโมโหเพียงไม่นานเขาก็เดินจากไปอย่างสงบ จุดหมายของเขามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นคือชายป่าอันแหล่งกบดานของเหล่าสไลม์ 

 

……………………………………………….

        

        เวลาผ่านไปไม่นานนัก เด็กหนุ่มก็พาร่างเล็กเพรียวของตัวเองก้าวเดินมาถึงชายป่า ทันทีที่เดินมาถึงเขาก็พบว่าบริเวณชายป่ามีอากาศที่ค่อนข้างเย็นและชื้น มิหนำซ้ำยังดูอึมครึมอยู่นิดๆเนื่องจากช่วงนั้นมีต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบยืนต้นติดๆกันอย่างแน่นขนัดจนสามารถบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา 

       

 

        เด็กหนุ่มหันซ้ายแลขวาเพื่อค้นหามอนสเตอร์ที่เรียกว่า “สไลม์” วินาทีนั้นเองสายตาอันแหลมคมของเขาก็พบสิ่งมีชีวิตประหลาดกลุ่มหนึ่งที่ด้านซ้ายของชายป่า 

         

 

        สิ่งมีชีวิตพวกนี้มีลักษณะคล้ายเยลลี่ใสสีเขียวที่มีขนาดเล็กประมาณฝ่ามือคน พวกตัวเขื่องๆหน่อยก็มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย พวกนี้มีดวงตาสองข้างที่กลมโตและบ้องแบ๊ว ปากจิ้มลิ้มของพวกมันแย้มออกมาจนดูเหมือนจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา ดูไปแล้วน่าจะเป็นพวกที่ไม่มีพิษภัยอะไร เด็กหนุ่มรีบก้าวไปขวางทางเดินของกลุ่มสิ่งมีชีวิตประหลาดในทันที นั่นทำให้กลุ่มเยลลี่เหลวพากันมองหน้าเด็กหนุ่มผู้มาเยือนด้วยความงุนงง 

 

“ ฮ่าๆ…. ในที่สุดก็เจอแล้ว พวกนายคงเป็นสไลม์แหงๆ หน้าตาตลกดีอ่ะน่าจับเอาไปเลี้ยงที่โลกของชั้นนะ ” มาวินกล่าวกับกลุ่มสไลม์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

         

 

        กลุ่มสไลม์ดูร้อนรน หลายตัวมีสีหน้าสับสน บางตัวหันหน้าไปทำปากขมุบขมิบพร้อมส่งเสียงจี้ดๆเบาๆกับเพื่อนสไลม์ข้างๆ ราวกับว่ากำลังปรึกษากันว่าจะเอายังไงกับมนุษย์ประหลาดที่มาขวางทางพวกตน 

 

“ เอาล่ะนะ พวกเราไม่มีเรื่องแค้นเคืองกัน แต่เพื่อความมันในการเล่นเกมกับเงินที่จะต้องเอาไปใช้ซื้อร้านบะหมี่น้ำหมูแดง ชั้นขอให้พวกนายตายซะ เตรียมตัวได้ ลองชิมพลังอัดกระแทกของชั้น ” มาวินพูดจบก็ตั้งท่าสู้พร้อมเกร็งกำลังและปลดปล่อยพลังด้วยการกระแทกฝ่ามือออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ภาพในหัวของเขาคือแสงเจิดจ้าอันร้อนแรงที่พุ่งออกจากฝ่ามือของเขาอย่างรุนแรง จากนั้นคลื่นแสงก็วิ่งไปแผดเผากลุ่มสไลม์ให้หายไปในพริบตา 

           

 

       แต่ในความเป็นจริง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือความเงียบสงบ ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพเดิม กลุ่มสไลม์ประมาณสิบตัวมองมาที่มาวินเป็นตาเดียวด้วยสายตาที่ส่อเเววสงสัยสับสน ถ้าพูดได้พวกมันคงถามแล้วว่า “นายกำลังทำอะไรอยู่หรือ เจ้ามนุษย์ ” 

 

“ เอ หรือเราปล่อยพลังผิดท่ากันนะ ” มาวินหงายฝ่ามือตัวเองไปมาเพื่อดูว่ามันจะมีแสงสีอะไรขึ้นมาบ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ปรากฏแสงสีอะไรออกมาเลย

 

“ อ้อๆ รู้แล้วต้องเกร็งกำลังก่อน แล้วค่อยกระแทกฝ่ามือออกไป ” มาวินเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยท่าทางที่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เวลาต่อมาเขาจึงเริ่มย่อขาเล็กน้อยและเกร็งกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย  

 

“ ได้ผล ร่างกายเริ่มร้อนขึ้นนิดๆแล้ว ” ในระหว่างที่เกร็งกำลัง มาวินรู้สึกได้ว่าร่างกายเขาเริ่มเกิดความร้อนขึ้นมานิดๆ 

 

“ อ้าๆ….. ” มาวินร้องตะโกนไปเกร็งกำลังไป เขาเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ตัวละครในการ์ตูนมักทำแบบนี้เสมอในเวลาที่พวกเขาจะปล่อยพลัง เขาไม่แน่ใจว่าเขามโนไปเองรึเปล่าแต่เขารู้สึกได้ว่าตามร่างกายเขาเหมือนจะเปล่งแสงสีแดงออกมานิดๆ 

         

 

       สไลม์หลายตัวในกลุ่มเริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่นและทำท่าจะผละหนีไป แต่สไลม์บางตัวที่ยังพอมีขวัญกำลังใจที่ดีได้หันไปฉุดรั้งไม่ให้สไลม์ตัวที่คิดจะหนีได้กระทำตามที่ใจคิด บางตัวก็เริ่มปลอบประโลมกันเองให้อยู่รวมกันในกลุ่มก่อน อย่าเพิ่งเผ่นหนีไปไหน 

        

 

       มาวินร้องคำราม เรือนกายเล็กเพรียวของเขาเกร็งกำลังจนถึงที่สุดแล้ว ในที่สุดพลังรุนแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายของเขาก็ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง 

 

“ ปู้ดๆ…….” 

         

 

        พลังลมสลาตันที่รุนแรงถูกกระแทกออกมาจากรูทวารของเด็กหนุ่มอย่างรุนแรงและหนักหน่วง ความร้ายกาจของคลื่นพลังนั้นเพียบพร้อมไปทั้งเสียงและกลิ่นซึ่งแม้แต่ช้างตายหนึ่งตัวก็ไม่น่าจะมีกลิ่นที่เลวร้ายต่อโสตนาสิกได้เท่ากับพลังลมสลาตันของเด็กหนุ่ม 

 

“ จี้ดๆ…… ” เสียงเล็กๆดังออกมาจากกลุ่มสไลม์ แทบทุกตัวมีสีหน้ายิ้มแย้ม ร่างเล็กๆของพวกมันดูคล้ายจะกระตุกเบาๆด้วยอาการที่ดูคล้ายคนกำลังหัวเราะ ซึ่งจริงๆก็น่าจะหัวเราะนั่นแหละ เพราะขณะที่พวกสไลม์กำลังลุ้นตัวโก่งกับการเกร็งกำลังของเด็กหนุ่ม พวกก็ดันผายลมใส่กันซะงั้น 

 

“ หน็อย ไอ้เจ้าพวกนี้ แกกล้าหัวเราะชั้นหรือ หยุดเดี๋ยวนี้ ” มาวินทั้งยั้วทั้งอาย ในใจคิดว่าไม่น่ายัดถั่วเข้าท้องเมื่อเช้านี้เลย 

         

 

         มาวินตวาดใส่กลุ่มสไลม์ แต่ทว่าพวกกลุ่มสไลม์กลับทำท่าขำหนักกว่าเดิม ตัวหัวหน้ากลุ่มที่ตัวใหญ่ที่สุดถึงกลับกลิ้งไปมาบนพื้นราวกับคนที่กำลังขบขันจนสติแตก

 

“ หน็อยๆ ทนไม่ไหวแล้วเฟ้ย นี่แหนะ ” มาวินถึงกลับยั้วจัด เขาพุ่งตัวเข้าไปซัลโวไอ้ตัวใหญ่หัวหน้ากลุ่มที่กำลังกลิ้งเล่นกับพื้นด้วยฝ่าเท้าของเขา ร่างเล็กๆของสไลม์หัวหน้ากลุ่มลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นอยู่ด้านหลังชองกลุ่มสไลม์อย่างรุนแรง นั่นทำให้สไลม์ตัวอื่นๆถึงกลับชะงักอาการขบขำอย่างฉับพลัน 

 

“ เป็นไงล่ะ เจ้าพวกสไลม์ ดูถูกชั้นแล้วผลจะเป็นยังไง ดูไว้ซะ ” มาวินหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ 

 

“ จี้ดๆ…… ” เสียงร้องดังแหลมเล็กของเหล่าสไลม์กู่ก้องยาวนานจนมาวินเริ่มผวา ทันใดนั้นเอง สไลม์ทุกตัวก็พร้อมใจกันแหวกทางให้สไลม์ตัวใหญ่หัวหน้ากลุ่มที่เพิ่งโดนเตะไปเมื่อกี้เดินแทรกออกมา สีหน้าและแววตาของสไลม์หัวหน้ากลุ่มฉายแววอาฆาตอย่างรุนแรง 

 

“ อ้ว เฮ้ย ไหงทำหน้าดุแบบนั้นเล่า ก็นายเล่นหัวเราะชั้นก่อน ชั้นก็เตะนายเข้าให้ดิ แบบนี้นายจะโกรธชั้นไม่ได้นะ ” ด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังของสไลม์เริ่มทำให้มาวินปอดลอยขึ้นมานิดๆ 

         

 

       ทันใดนั้นเองสไลม์หัวหน้ากลุ่มก็พุ่งตัวลอยขึ้นมากระแทกใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เด็กหนุ่มคาดไม่ถึง เลยทำให้เขาโดนการพุ่งกระแทกของสไลม์เข้าไปแบบเต็มๆ ใบหน้าของเด็กหนุ่มสะบัดและตัวเซไปตามแรงกระแทก ในหัวของเขาคิดถึงคำของเด็กน้อย 10 ขวบเมื่อครู่นี้ที่เคยกล่าวกับเขาว่า “ความแรงของมันเท่ากับแรงตบหนักๆของผู้หญิงเลย” 

 

“ เออ จริงอย่างที่ไอ้เด็กนั่นมันว่าเลยวุ้ย โดนเข้าไปทีเดียวรู้สึกหน้าชาอย่างกะโดนผู้หญิงตบเข้าให้เลย ” เด็กหนุ่มคลำแก้มที่โดนสไลม์กระแทก พลางสะบัดหน้าไปมาเพื่อขับไล่อาการมึนงง 

         

 

        ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังตั้งตัวอยู่นั้น เขาก็เหลือบเห็นการพุ่งชนของสไลม์จ่าฝูงอีกครั้ง แต่คราวหน้าเด็กหนุ่มพลิกตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว 

 

“ เชอะ คราสองไม่ได้กินชั้นหรอกน่า ฮะๆ ” มาวินสปริงข้อเท้าตัวเองเพื่อเต้นฟุตเวิรค์ไปมาจนคล้ายสเต็ปของนักมวย ดวงตาจับจ้องการโจมตีของสไลม์แน่วนิ่ง 

         

 

        สไลม์พุ่งเข้าใส่มาวินอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง แต่มาวินก็อ่านจังหวะและหลบได้ทุกครั้ง ในใจของมาวินคิดว่า…..ตกลงไอ้เจ้านี่มันเป็นสไลม์สายพันธุ์วัวกระทิงหรือเปล่านา วิธีการพุ่งเข้าใส่เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยนเลย  

       

 

        สไลม์พุ่งเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยท่าเดิมๆ จนในที่สุดเด็กหนุ่มเริ่มจับจังหวะการเคลื่อนไหวได้ เด็กหนุ่มจึงไม่ได้หลบการพุ่งชนของสไลม์ แต่ย่อตัวรับการพุ่งตัวของสไลม์พร้อมยกสองมือขึ้นระดับอกด้วยท่าทางที่คล้ายผู้รักษาประตูกำลังรับลูกฟุตบอล และพอเขารับสไลม์เข้าซอง เขาก็จับสไลม์เจ้ากรรมกดลงพื้นในทันที 

 

“ เป็นไงล่ะไอ้ซ่า โดนจับแล้วสินะ โอ๊ยๆ…..” มาวินแม้จะสามารถจับสไลม์กดลงพื้นด้วยสองมือ แต่ก็ต้องร้องลั่นทุ่งออกมาด้วยความเจ็บปวดเนื่องจากมือซ้ายของเขาถูกคมเขี้ยวของสไลม์กัดเข้าให้เต็มแรงจนเผลอปล่อยสไลม์จ่าฝูงจอมหงุดหงิดให้หลุดรอดไปอีกครั้ง 

       

 

       การต่อสู้ระหว่างหนึ่งคนกับหนึ่งสไลม์เป็นไปอย่างเมามันและดุเดือด นับได้ว่าทั้งคู่เป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันมาก ทั้งคู่ผลัดกันแลกคมเขี้ยวใส่กันคนละดอกสองดอก บางครั้งสไลม์ก็พุ่งตัวกระแทกใบหน้าของเด็กหนุ่มจนหน้าหงายล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น แต่ไม่นานเด็กหนุ่มก็ต่อยสวนใส่สไลม์จอมวุ่นจนมันต้องกระเด็นกระดอนไปตามแรงหมัด 

          

 

        การต่อสู้ที่สุดแสนทุเรศที่สุดในประวัติศาสตร์กินเวลายาวนานราว 10 นาทีก็ถึงจุดสิ้นสุด เมื่อเด็กหนุ่มได้จังหวะดี เขาใช้มือซ้ายจับท้ายทอยของสไลม์เขียวตัวเขื่องกดลงแนบพื้น ทำให้ใบหน้าของมันถูกฝังลงดินมันจึงกดเขี้ยวฝังลงไปที่มือของเด็กหนุ่มไม่ได้ จากนั้นเด็กหนุ่มก็ระดมพายุหมัดขวาใส่สไลม์ตัวเขื่องแบบรัวๆ ทุกครั้งที่โดนอัด สไลม์ตัวนั้นจะร้องเสียง “จี้ดๆ….” อย่างน่าเวทนาทุกครั้ง 

          

 

       ในที่สุดสไลม์ตัวนั้นก็แน่นิ่งไป เด็กหนุ่มมองมันอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความหวาดระแวง จากนั้นเขาก็ปล่อยมือจากมันแล้วลุกขึ้นดูผลงานของตัวเอง  

 

“ ตกลงนี่เราชนะรึยังเนี่ย ” มาวินพูดกับตัวเองเบาๆ 

         

 

        ทันใดนั้นเองสไลม์ที่คาดว่าน่าจะตายคาที่กลับกระดุกกระดิกเล็กน้อยด้วยท่าทางที่คล้ายกับกำลังจะลุกขึ้น 

 

“ เฮ้ย ยังไม่ตายอีกเหรอ นี่แหนะๆ….. ” เด็กหนุ่มหัวเขียวตกใจกับการกระดุกกระดิกของสไลม์จ่าฝูง เขาเลยระดมฝ่าเท้ากระทืบลงไปยังตัวสไลม์ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นแบบรัวเร็วชนิดไม่ต้องนับกันให้มากความ 

 

“ ปึ้กๆ……” 

         

 

         สิ้นการกระทืบซ้ำลงไปครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ (ตกใจจนลืมนับ) ร่างสไลม์ที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นก็ค่อยๆสลายตัวไปอย่างช้าจนกลายสภาพเป็นเยลลี่เหลว สุดท้ายก็ระเหยกลายเป็นไอในเวลาต่อมา 

 

“ ตายได้แปลกประหลาดสมกับเป็นโลกของเกมจริงๆ ” เด็กหนุ่มมองการตายของสไลม์ตรงหน้าด้วยแววตาฉงน ใบหน้าของเขามีรอยฟกช้ำเล็กน้อยจากการโจมตีของสไลม์ นอกจากนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาจะมีอาการหอบเหนื่อยเล็กน้อยจากการออกแรงต่อสู้กับสไลม์ 

          

 

       ทันใดนั้นเอง สายตาของเด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็น อะไรบางอย่างที่แวววับตรงจุดเดียวกับที่ๆสไลม์นอนทอดร่างสิ้นลมหายใจ เด็กหนุ่มก้มลงดูวัตถุประหลาด เขาก็พบว่าวัตถุนั้นคือ……. “ลูกแก้ว” 

 

“ อ้าว ฆ่าสไลม์ได้แล้วก็ได้ของรางวัลเป็นลูกแก้ว แล้วเราจะเอามันไปทำอะไรเนี่ย หรือจะเอาไปใช้ดีดลูกแก้วเล่นกับคนอื่นในโลกนี้ แต่ว่าโลกนี้เขาเล่นดีดลูกแก้วเหมือนโลกของเราหรือเปล่านา ” มาวินหยิบลูกแก้วขึ้นมองแล้วนึกเพ้อไปเรื่อยเปื่อย 

         

 

        ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินอยู่กับลูกแก้ว เขาก็ได้ยินเสียงร้องแหลมเล็กของเหล่าสไลม์ที่ส่อสำเนียงโกรธแค้น เสียงนั้นดังระงมประสานกันนับสิบเสียง 

 

“ จี้ดๆ……… ” 

         

 

        เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็พบกลุ่มสไลม์นับสิบที่พร้อมใจกันส่งเสียงร้อง ทุกตัวล้วนแล้วแต่มองเด็กหนุ่มด้วยแววตาเคียดแค้นชิงชังผสมอาฆาตพยาบาทอย่างละนิดอย่างละหน่อย  

         

 

         เด็กหนุ่มถึงกลับผวาเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเหล่าสไลม์  ภายในใจเริ่มนึกหวาดหวั่น

 

“ ขนาดตัวเดียวเรายังแย่และเท่าที่นับจำนวนดู เจ้าตัวที่จะท้าไขว้กับเราน่าจะมีตั้งสิบกว่าตัว สรุปเราจะรอดมั้ยเนี่ย ซวยแล้วสิตู ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา