The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  37 LV
  4 วิจารณ์
  2,444 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

14) พบกันอีก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 14 พบกันอีก

 

“ โครม ” 

          

 

       เสียงปะทะดังสนั่นอย่างรุนแรง สิ่งที่ตามมาคือการเซถลาล้มลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นของคนร่างใหญ่อย่าง กาสเซ่ เขาไม่รู้สึกตัวเลยว่าโดนอะไรเข้าไป รู้ตัวอีกทีก็ลงไปนอนวัดพื้นแล้ว 

 

“ อะไรกัน ทำไมเราถึงมานอนคว่ำหน้าอยู่แบบนี้ ” กาสเซ่นึกสงสัย เขาเริ่มขยับกายลุกขึ้น แต่ในทันทีที่ลุกขึ้นเขารู้สึกเจ็บปวดตรงบริเวณท้ายทอย 

 

“ อู้ย.....อย่างกะโดนอะไรหนักๆอัดเข้ามาเลย ” กาสเซ่นึกคิด

          

 

        ระหว่างที่กาสเซ่กำลังสับสนกับตัวเองว่าไปโดนอะไรมา เขาก็ได้ยินเสียงห้าวที่สดใสของหญิงสาวร้องทักมาจากทางด้านหลัง 

 

“ โห.....นายนี่อึดดีแฮะ นี่ขนาดโดนชั้นกระโดดถีบเข้าเต็มๆที่ท้ายทอยก็ยังลุกขึ้นมาได้อีก ตบมือให้เลย ” 

         

 

       กาสเซ่หันหลังกลับมาดู สิ่งที่เขาเห็นคือเด็กสาวนางหนึ่ง เธอซ่อนร่างสูงเพรียวในเสื้อนักกังฟูแขนกุดเข้ารูปสีแดงที่ปักลายมังกรเล่นหางสีทองตรงอกเสื้อ ส่วนท่อนล่างก็เป็นกางเกงขายาวสีขาวแนวนักกังฟูที่ดูทะมัดทะแมง เด็กสาวนางนี้มีรูปหน้าเล็กยาวและแววตาที่คมเข้ม ริมฝีปากล่างหนาเป็นกระจับ ริมฝีปากด้านบนบางพร้อมเชิดขึ้นบ่งบอกอารมณ์ร้ายและดื้อรั้น เส้นผมของเธอดำขลับและยาวประมาณบ่า ส่วนผมบริเวณหน้าม้าก็ยาวซะจนปรกลงมาปิดดวงตาข้างซ้ายจนเกือบมิด 

 

“ เเกเป็นใคร นังหนูเท้าหนัก ทำแบบนี้ต้องการอะไรหรือเเกอยากจะตาย ” กาสเซ่ขู่คำรามด้วยอาการดุร้าย 

          

 

        เด็กสาวมองกาสเซ่ด้วยท่าทีที่ดูเฉยเมย ดวงตาคมเข้มของเธอนิ่งสงบไร้ความรู้สึกและไม่มีวี่แววที่จะเกรงกลัวต่ออาการคุกคามของอันธพาลร่างยักษ์เลยแม้แต่นิดเดียว ครู่หนึ่งเด็กสาวก็กล่าวโต้ตอบเจ้ายักษ์ใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น 

 

“ ชั้นอยากจะขอตัวนายขอทานคนนั้น แต่ถ้านายไม่ให้เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะเจ็บ เข้ามาเลย ” 

         

 

       กาสเซ่ อันธพาลร่างยักษ์ถึงกลับอึ้ง ตั้งแต่เขาครองความเป็นขาใหญ่ของเมืองนี้มา ไม่เคยมีใครกล้ากล่าววาจาสามหาวแบบนี้กับเขาเลย  

 

“ อู้ยๆ..... ” เสียงของสมุนคนสนิททั้งสองดังขึ้น ทั้งคู่กำลังยันกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก  

         

 

        ทันทีที่กาสเซ่เหลือบไปเห็นลูกน้องทั้งสอง ใบหน้าเขม็งตึงของเขาก็คลายความตึงเครียดลงมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะสองสมุนคู่ใจของเขาเริ่มที่จะฟื้นตัวขึ้นมาช่วยเขาต่อสู้กับศัตรูที่ท่าทางจะเก่งฉกาจแล้ว 

 

“ ลูกพี่ ระ.....เราอยู่ที่ไหนเนี่ย ” ลูกน้องร่างอ้วน เปรุสซี่ ถามอย่าง งงๆ 

 

“ เรายังกำลังไล่อัดไอ้เด็กบ้าอยู่น่ะ ไอ้อ้วน ลูกพี่ครับ ตกลงมันเสร็จเราไปรึยัง ” สมุนร่างผอม ปารุสซี่พูดขึ้นมาพร้อมสะบัดหน้าไปมาเพื่อขับไล่ความมึนงงพร้อมกับยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ไหลอาบอยู่บนหน้าผาก 

 

“ ยัง พวกเอ็งลุกขึ้นมาก็ดีแล้ว มีพวกฮีโร่คนใหม่มาให้พวกเราจัดการอีกหนึ่งคน ” กาสเซ่ร้องบอกลูกน้องพร้อมแสยะยิ้มให้สาวนักกังฟูร่างสูง

 

“ ดีเลย ลูกพี่ เมื่อกี้นี้ผมยังไม่จุใจกับการอัดเจ้าเด็กขอทานเลย ” ลูกน้องร่างอ้วนรีบร้องบอกพร้อมสะบัดหน้าไล่ความมึนงงบ้าง 

         

 

        กาสเซ่ กับ ปารุสซี่ หันมามองหน้ากันและส่งคำถามต่อกันด้วยสายตาว่า 

 

“ ไอ้อ้วนมันได้อัดเจ้าเด็กขอทานตอนไหนฟะ ” 

 

“ เอาล่ะ ยังไงก็แล้วแต่ พวกเอ็งไปจัดการยัยซุปเปอร์ฮีโร่สาวในชุดกังฟูนั่นทีสิ ” กาสเซ่ไม่อยากถือสาหาความในอาการติ๊งต๊องของลูกน้องร่างอ้วน เขาจึงเปิดปากออกคำสั่งแก่สมุนทั้งสองในบัดดล 

 

“ ครับ ลูกพี่ ” สมุนทั้งสองรับคำพร้อมย่างสามขุมเข้าหาเด็กสาวปริศนาในทันที แต่ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเข้าถึงตัวของฮีโร่สาว ปารุสซี่สมุนร่างผอมเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง เขาจึงหยุดก้าวเดินแล้วหันกลับไปถามลูกใหญ่ 

 

“ พวกผมเข้าไปลุย แล้วลูกพี่ทำอะไรครับผม ” 

          

 

        กาสเซ่สะดุ้งเฮือก ใจจริงเขาไม่อยากเสี่ยงกับสาวปริศนาท่าทางเอาเรื่องคนนี้เท่าไหร่ เพราะดูจากกำลังกายที่กระโดดถีบเขาเมื่อครู่ เขาก็รู้แล้วว่าสาวนางนี้ไม่ธรรมดาแน่ อีกประการเขาบาดเจ็บถึงขั้นแขนข้างหนึ่งของเขายกไม่ขึ้น ทำให้เสียเปรียบมากที่จะต้องเข้าไปต่อสู้ แต่เพื่อรักษาฟอร์มหัวหน้าใหญ่ เขาจึงแสร้งโกรธแล้วตะคอกใส่ลูกน้อง 

 

“ เฮ้ย มีที่ไหนที่เขาให้ลูกพี่ใหญ่ออกโรงก่อนฟะ พวกเอ็งอย่าเรื่องมาก มันเป็นแค่เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ยังไงมันก็สู้กับพวกเราไม่ได้อยู่แล้ว บุกเข้าไปพร้อมกันและระวังตัวด้วย ” กาสเซ่สั่งราวกับคำสั่งนั้นเป็นเรื่องง่ายๆแต่ดันผ่าบอกให้ลูกน้องระวังตัวในตอนท้าย ทำให้สองสมุนมองหน้ากันแบบ งงๆว่าตกลงคำสั่งนี้มันง่ายหรือมันยากกันแน่นะ

 

“ เอาไงดีวะ ไอ้ผอม ” เปรุสซี่ หันไปถาม ปารุสซี่ สมุนร่างผอมที่ดูฉลาดกว่า 

 

“ ฟังจากคำสั่ง ดูแล้วยัยเด็กนี่ไม่น่าจะธรรมดา เดี๋ยวข้าแย็บก่อกวน ส่วนเอ็งพยายามตลบหลังแล้วล็อกเอาไว้ให้แน่น ข้าจะอัดยัยเด็กนั่นด้วยหมัดฮุคไม้ตายของข้า ” สมุนร่างผอมตอบกลับ 

 

“ ตกลง เอ่อ.....ว่าแต่ข้าอายที่ต้องกอดสาวๆน่ะ ” สมุนอ้วนเริ่มหน้าแดงด้วยอาการเขินอายที่นึกได้ว่าอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า มันต้องเข้าไปกอดเด็กสาวแบบแนบแน่น 

 

“ ไอ้เวร จะฆ่ากันอยู่แล้ว ดันมาห่วงเรื่องบ้าๆ จัดการตามแผน ไป ” สมุนผอมตวาดด่า มันเองก็เซ็งกะความปัญญาอ่อนของไอ้อ้วนอย่างสุดซึ้งเช่นกัน 

          

 

        สมุนทั้งสองค่อยๆย่างก้าวล้อมกรอบเด็กสาวที่บัดนี้กำลังยืนนิ่งสงบคล้ายร่างกายที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นเพียงเลือดเนื้อที่ไร้วิญญาณ 

         

 

        ปารุสซี่ตั้งการ์ดแบบมวยสากลอันเป็นวิชาถนัดของเขาอย่างช้าๆด้วยความระมัดระวัง ส่วนเจ้าอ้วนก็เริ่มขยับอย่างแผ่วเบาเพื่อหาจังหวะเข้าล็อกเด็กสาวจากทางด้านหลัง 

 

“ ฮ่าๆ ” ปารุสซี่หัวเราะลั่นพร้อมหยั่งเชิงด้วยการแย็บหมัดแรกเข้าไปที่ใบหน้าคมซึ่งดูนิ่งเฉย แต่ทว่าหมัดนั้นได้แต่จั่วลมเพราะเด็กสาวขยับใบหน้าหลบการโจมตีนั้นเพียงนิดเดียว และในวินาทีต่อมาดวงตาคมกร้าวของเด็กสาวก็เปล่งประกายร้อนแรงออกมา 

 

“ เฮ้ย ” เพียงสบตากับเด็กสาว ปารุสซี่ก็ถึงกลับเด้งตัวถอยหลังหนี หน้าตาของเขาดูตื่นกลัวราวเห็นผี 

 

“ เข้ามาสิ นายกลัวอะไร หรือเก่งได้แต่กับเด็กกับคนแก่ ” เด็กสาวกวักมือเรียกสมุนร่างผอมราวกับเรียกเด็กน้อย 

 

“ หน็อย นังเด็กอวดดี ” สมุนร่างผอมพุ่งเข้าใส่ ดูเหมือนเขาจะเป็นพวกที่ของขึ้นง่าย พายุหมัดแย็บของเขาพุ่งใส่เด็กสาวรัวเร็วราวกับปืนกล 

          

 

       เด็กสาวเพียงขยับตัวหลบนิดเดียวเพื่อหลบพายุหมัดที่พุ่งเข้ามาโดยที่เท้าของเธอไม่ได้ขยับจากจุดที่เธอยืนเลยซักก้าว นับว่าเธอมีประสาทตาและประสาทโต้ตอบที่ฉับไวมาก ปารุสซี่ทุ่มเทปล่อยพายุหมัดแบบรัวเร็วพักใหญ่ เขาก็ถอยฉากมาพร้อมหอบเหนื่อย 

 

“ ไง หมดทีเด็ดเเล้วหรือ เจ้ากุ้งแห้ง ” เด็กสาวถามเรียบๆด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน 

 

“ หึ หึ หึ ” สมุนร่างผอมหัวเราะขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเด็กสาวนึกฉงน วินาทีต่อมาเธอก็รู้ซึ้งถึงต้นเหตุแห่งการหัวเราะเพราะเธอรู้สึกได้ว่ามีร่างอ้วนล่ำตรงเข้ามารวบล็อกตัวของเธอจากทางด้านหลังไว้อย่างแน่นหนา เธอหันมาเหลือบมองก็พบว่าคนที่ล็อกเธอไว้ก็คือ เปรุสซี่ สมุนร่างอ้วนนี่เอง แต่เธอก็ไม่แสดงอาการกังวลหรือตื่นกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเธอกลับเปิดปากถามสมุนร่างอ้วนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเรื่อยเฉื่อย

 

“ อ้าว นายยังอยู่อีกหรือ นึกว่าหนีไปแล้วซะอีก ” 

 

“ หน็อย นังเด็กคนนี้จะตายอยู่แล้ว ยังมาเล่นลิ้นอีก ” ปารุสซี่ สมุนร่างผอมส่งเสียงคำรามบ่งบอกอารมณ์โกรธ 

 

“ จัดการเลย เจ้ากุ้งแห้ง ชั้นล็อกยัยเด็กคนนี้ไว้แล้ว ไม่มีทางดิ้นหลุดแน่ ” สมุนอ้วนร้องบอกเสียงดังลั่นพร้อมเกร็งกำลังที่สองแขนเพื่อรวบกายบางเพรียวของเด็กสาวไว้ให้แน่นยิ่งขึ้น

 

“ โอเค เอาแบบหมัดเดียวจอด รับไป ย้าก.... ” ปารุสซี่เงื้อหมัดซ้ายทีเด็ดไปข้างหลังพร้อมพุ่งทะยานเข้าไปเพื่อปล่อยหมัดฮุคใส่เด็กสาวสุดกำลัง         

       

 

        ในจังหวะที่สมุนร่างผอมกำลังจะเข้าถึงตัวของเด็กสาว เธอก็สปริงข้อเท้ากระโดดสูงขึ้นมาถีบสองเท้าสวนการพุ่งเข้ามาต่อยของสมุนร่างผอม สองเท้าค่อนข้างยาวของเด็กสาวประทับเข้าที่ใบหน้าซูบผอมของปารุสซี่แบบเต็มๆ ส่งผลให้ปารุสซี่ค่อยๆร่วงลงไปนอนกองกับพื้นแบบไร้เสียงและในทันทีที่เด็กสาวลงสู่พื้น เท้าซ้ายอันว่องไวของเด็กสาวก็กระดกส้นเท้างัดไปทางด้านหลังเพื่อกระแทกเข้ากับกล่องดวงใจของเจ้าอ้วนที่รวบร่างเธอจากด้านหลังอย่างรุนแรง 

 

“ โอ้ก..... ” สมุนร่างอ้วนร้องครางลั่นซอยด้วยความเจ็บปวด แขนอวบใหญ่ของมันคลายจากการล็อกร่างของเด็กสาวเพื่อกุมเป้าที่กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่แล้วมันก็หยุดร้องโหยหวนแบบฉับพลันเมื่อมีอะไรบางอย่างอัดเข้าไปที่ขมับของมันอย่างรุนแรง ส่งผลให้สมุนอ้วนร่วงลงไปนอนกองกับพื้นพร้อมสติที่ดับวูบ สิ่งนั้นไม่ใช่อื่นใดแต่เป็นศอกสั้นแหลมๆของเด็กสาวนั่นเอง 

         

 

       กาสเซ่อ้าปากค้าง เขาดูตกใจมากเมื่อรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของฝีมือ เด็กสาวปริศนาขยับกายโจมตีเพียงแค่สามหน เธอก็สามารถน็อคสมุนคู่ใจทั้งสองของเขาได้อย่างง่ายดาย 

 

“ ไง จะสู้ต่อมั้ย แค่นี้นายก็รู้แล้วว่าฝีมือเราห่างกันมากแค่ไหน อีกอย่างนายก็เหลือแค่แขนเดียว ไม่มีทางที่จะเอาชนะชั้นได้ ถอยไปซะดีกว่า ชั้นไม่อยากอัดนายให้ร่วงหมด เดี๋ยวจะพากันมานอนกองให้สกปรกเมืองคนอื่นซะเปล่าๆ เข้าใจแล้วรีบพาลูกน้องของตัวเองกลับไปได้แล้วก่อนที่ชั้นจะเปลี่ยนใจ ” เด็กสาวประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ 

         

 

       กาสเซ่ไร้ซึ่งคำตอบ อันธพาลร่างยักษ์รวบสมุนร่างอ้วนและผอมขึ้นพาดบ่าข้างที่ไม่เจ็บ ก่อนที่อันธพาลร่างยักษ์จะจากไป มันได้หันมาส่งสายตาโกรธเกรี้ยวให้เด็กสาวเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมเปล่งคำอาฆาต 

 

“ ฝากไว้ก่อนนังหนู เราต้องได้เจอกันอีกครั้งแน่ ” 

 

“ เออ รีบมาเอาคืนล่ะเจ้ายักษ์ ชั้นมีเวลาอยู่ที่เมืองนี้อีกแค่เดือนเดียวเอง ” เด็กสาวรับคำท้าทายพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก 

 

“ ฮึ่ม ” ยักษ์ใหญ่ขู่คำรามเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินจากไป 

         

 

        ทันทีที่ยักษ์ใหญ่เดินจากไปแล้ว เด็กสาวก็เดินเข้ามาหา มาวิน ที่ยังนอนสลบไสล พอเธอเดินมาถึงตัวของเด็กหนุ่ม เธอก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างกายของเด็กหนุ่ม สายตาคมเข้มของเธอมองกราดไปทั่วใบหน้าสกปรก ซูบผอมและอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มอย่างเงียบๆ สีหน้าของเด็กสาวดูราบเรียบและนิ่งเฉยเสียจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ 

 

……………………………………………….

          

         มาวินรู้สึกคล้ายกับตัวเองกำลังอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น หูของเขาแว่วเสียงเพลงแรงๆอย่าง “ก่อนตาย” ของ “Big Ass” อยู่ไกลๆ เขาอมยิ้มนิดๆทั้งที่ยังไม่รู้สึกตัวดีเพราะเขาชอบเพลงนี้มาก มันฟังดูสะใจยังไงชอบกล ในขณะที่เขากำลังนอนฟังเพลงที่เล่นด้วยทำนองร้อนแรงดุดันอยู่นั้น เขาก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความรู้สึกทางกายที่กำลังกลับคืนมา ในที่สุดเขาก็สามารถขยับเปลือกตาขึ้นลงได้ เพียงครู่หนึ่งที่เขาลืมตา เขาพบว่า……เขากำลังนอนอยู่บนเตียงนอนหนานุ่มในห้องรกๆที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคของตนเอง  

         

 

         เด็กหนุ่มสะดุ้งตัวลุกขึ้นมานั่งอย่างรวดเร็ว สีหน้าและแววตาของเขาดูสับสน ยุ่งเหยิง 

 

“ ที่นี่มันห้องนอนของเราที่โลกมนุษย์ เอ......เราจำได้ว่าเราติดอยู่ในเกม The Dark World นี่นา ไหงเรามาอยู่ที่นี่ได้ฟะ งงไปหมดแล้ว ”  

         

 

         เด็กหนุ่มนั่งพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาบนเตียงนอนอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็เริ่มถอนหายใจพร้อมยิ้มออกมาได้ 

 

“ ช่างมันเถอะ ทุกอย่างคงเป็นแค่ฝัน ช่างเป็นฝันที่ประหลาด โหดร้าย น่ากลัวและยาวนานมากๆเลย เหอๆ ”  

         

 

        ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงร้องเรียกห้าวและสดใสดังแว่วมาจากทางหน้าประตูบ้าน  

 

“ นายวิน ลงมาเดี๋ยวนี้นะ ” 

            

 

        เสียงนั้นเป็นเสียงที่คุ้นเคยและเป็นเสียงของคนที่เขาอยากได้ยินมากที่สุดหลังจากที่ต้องผจญกับฝันร้ายในโลก The Dark World อยู่ตั้งอาทิตย์ เสียงนั้นเป็นเสียงของ “จันทรา” เพื่อนสาวคนสนิทของเด็กหนุ่ม 

 

“ ฮะๆ สงสัยยัยจันจะมาเรียกเพราะเห็นเรานอนเพลินจนลืมเวลา ท่าทางเราจะไปหาพรรคพวกช้าอีกแล้วซินะ ” เด็กหนุ่มกล่าวกับตัวเองเบาๆพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มานานแล้ว 

         

 

        เด็กหนุ่มรีบก้าวเดินลงไปที่หน้าประตูบ้าน ทันทีที่เขาพาร่างโทรมๆของคนเพิ่งตื่นนอนมาถึง เขาก็พบกับเด็กสาวหน้าดุ ร่างสูงเพรียวนางหนึ่งที่ประตูรั้วเหล็กหน้าบ้าน ใบหน้าดุๆของเธอขมวดนิ่วด้วยอารมณ์หงุดหงิด นั่นยิ่งทำให้เธอดูน่ากลัวหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว แต่ในตอนนี้เด็กหนุ่มไม่รู้สึกกลัวหรือรำคาญเหมือนทุกที กลับรู้สึกโหยหาและคิดถึง เขาเดินยิ้มหน้าบานมาหาเด็กสาวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทอย่างช้าๆ ทันทีที่เด็กหนุ่มเดินมาหยุดยืนที่เบื้องหน้าของเด็กสาว จันก็เปิดปากตวาดมาวินทันทีแม้จะมีประตูรั้วเหล็กขวางกั้นอยู่ก็ตาม 

 

“ นายผิดนัดอีกแล้ว นายมันงี่เง่า ไร้สาระ บ้าบอ อ้าว เฮ้ย ”  

         

 

       เด็กสาวหยุดชะงักการด่าในทันที เพราะมือเรียวยาวของเธอถูกมาวินจับให้ยกขึ้นมา หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ซบหน้านิ่งลงไปบนมือเรียวบางแต่แกร่งของเด็กสาว และอึดใจต่อมาเด็กสาวรู้สึกว่ามีน้ำอุ่นๆไหลกระทบมือของเธอ 

 

“ นาย....นายเป็นอะไรไป ” จันถาม ท่าทางของเธอดูอึ้งๆ 

 

“ อึกๆ.... ชั้นฝันร้ายน่ะ ชั้นกลัวว่าจะไม่ได้กลับมาเจอคนที่ชั้นรักอีกแล้ว ” เด็กหนุ่มซบหน้าร่ำไห้สะอื้นกับมือบางๆของเด็กสาวพร้อมกล่าวตอบด้วยเสียงที่สั่นเทา 

        

 

       เด็กสาวคลายอาการโกรธเกรี้ยวลงในทันที ใบหน้าคมเข้มของเธอก็พลันกลับกลายเป็นอ่อนโยนด้วยความสงสารและห่วงใย มืออีกข้างที่ว่างของเธอยื่นไปลูบไล้ที่ศีรษะของเด็กหนุ่มพลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวล 

 

“ ไม่เป็นไร นายกลับมาได้แล้ว ที่ผ่านมามันเป็นแค่ฝันร้าย ชั้นอยู่ที่นี่กับนายแล้ว ”  

 

“ อืม...... ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ พลางคิดว่าคนเรานี่ก็แปลก เมื่อเราได้อยู่ใกล้ชิดกับคนที่เรารัก เรากลับรู้สึกเฉยเมยไม่ใส่ใจอะไรแต่พอเราต้องจากคนที่เรารักไปไกล นั่นแหละเราถึงจะเห็นคุณค่าของคนที่เรารักอย่างแท้จริง  

 

“ เอาล่ะ ฝนทำท่าจะตกแล้ว เดี๋ยวพรรคพวกจะมาชุมนุมกันที่บ้านนายแล้ว เปิดประตูซะ ชั้นจะช่วยทำความสะอาดบ้านนายให้ มันจะได้ดูทุเรศน้อยลงไปหน่อย ” 

           

 

       มาวินเหลือบมองท้องฟ้าก็เห็นว่าบัดนี้มันทั้งมืดครึ้มและส่งเสียงร้องคำรามดัง ซักพักก็เริ่มมีเม็ดฝนลูกเล็กๆตกพรำลงมาอย่างแผ่วเบา เด็กหนุ่มจึงหันไปมองที่ประตูรั้วพร้อมจะออกแรงขยับเปิด แต่ปรากฏว่า…….. “มันล็อก” 

 

“ ฮะๆ รู้สึกว่าประตูมันล็อกน่ะ แพลบนึงนะ เดี๋ยวขอหากุญแจก่อน ชั้นน่าจะเก็บมันเอาไว้ในกระเป๋านี่แหละ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มพูดไปหัวเราะไปแบบคนที่กำลังอารมณ์ดี 

         

 

        มาวินล้วงกระเป๋าเสื้อและกางเกงเพื่อควานหาลูกกุญแจ แต่ไม่ว่าจะค้นเท่าใด เขาก็ไม่พบกุญแจเลย มันทำให้เขาเริ่มเบ้หน้าและนึกสงสัย 

 

“ เอ.....สงสัย กุญแจจะไม่อยู่ที่ตัวชั้น น่าจะอยู่ในบ้านนะ เดี๋ยวขอไปหาในบ้านก่อนนะ แพลบนึง ” เด็กหนุ่มร้องบอกเด็กสาวเพื่อนสนิท จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไปเพื่อจะค้นหากุญแจในตัวบ้าน แต่ในทันทีที่เด็กหนุ่มหันหลังกลับไป เด็กหนุ่มถึงกลับตะลึงจนอ้าปากค้าง เลือดในกายแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง 

         

 

       ภาพที่ทำให้เด็กหนุ่มถึงกลับช็อกจนเกิดอาการแบบนั้นคือ……….ความว่างเปล่า ตรงบริเวณที่ควรจะเป็นบ้านของเด็กหนุ่มกลับหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า 

 

“ นี่..... มันเกิดอะไรขึ้น ” เด็กหนุ่มหันไปถามเด็กสาวที่ยืนทำหน้าเศร้าอยู่ที่หน้าประตูรั้ว 

         

 

        เด็กสาวไม่ตอบประการใด แต่สายธารน้ำตาสีใสได้หลั่งออกมาจากดวงตาคมกร้าวของเด็กสาวจนไหลลงมาเป็นทาง 

 

“ จัน เธอร้องไห้ทำไม ” มาวินถามอย่างร้อนรนและตื่นตระหนก เพราะตั้งแต่คบกันมานับสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นจันร้องไห้ 

          

 

        เด็กสาวไม่ตอบแต่กลับร้องไห้หนักกว่าเดิม เธอร้องไห้มากมายจนสะอึกสะอื้นตัวโยนอย่างน่าเวทนา มาวินรู้สึกสงสารเพื่อนสาวยิ่งนัก เขารีบตรงรี่มาที่ประตูรั้วพร้อมออกแรงกระชากสุดกำลัง แต่ด้วยความที่มันเป็นรั้วเหล็กที่ล็อกอย่างแน่นหนา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหลุดออกมาจากการกระชากด้วยแรงของมนุษย์ 

 

“ ออกสิ ไอ้รั้วบ้านี่ หลุดสิโว้ย ” เด็กหนุ่มออกแรงกระชากอย่างบ้าคลั่ง

         

 

       ฝนเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ มาวินก็ยังคงออกแรงกระชากแบบต่อเนื่องทั้งที่รู้ว่ายังไงก็ไร้ผล เสียงสะอื้นของเด็กสาวดังแว่วเข้าโสตประสาทหูสะท้อนให้เขายิ่งอยากต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากเหตุการณ์บ้าๆนี้มากกว่าเดิม ทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มก็ต้องหยุดการกระทำเมื่อมือบางๆของเด็กสาวเอื้อมผ่านช่องว่างของรั้วเหล็กมาเกาะกุมมือของเขา  

         

 

       มาวินเงยหน้าขึ้นมองจัน พบว่าใบหน้าเรียวเล็กของเด็กสาวส่ายไปมาเบาๆเป็นทำนองว่า “อย่าพยายามต่อไปอีกเลย” สิ่งที่ปรากฏทำให้มาวินเริ่มเอ่ยปากออกมาเบาๆด้วยเสียงที่แหบพร่า 

 

“ ชั้นจะกลับมาหาเธอให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม ชั้นจะกลับมา  ” 

 

“ นายสัญญานะ สัญญาแล้วต้องทำให้ได้นะ ” เด็กสาวกล่าวตอบทั้งน้ำตาที่นองหน้า 

 

“ ได้ๆ..... ชั้นสัญญา ” เด็กหนุ่มรีบตอบอย่างร้อนรน 

          

 

       ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่งๆ กายของหนุ่มสาวเปียกโชกเพราะฝนที่ตกกระหน่ำราวกับฟ้าถล่ม แม้ทั้งคู่จะสั่นสะท้านด้วยความเหน็บหนาวของสายฝนแต่ในใจกลับอบอุ่นไปด้วยความรู้สึกดีๆที่มีให้กันอย่างเต็มเปี่ยม 

 

……………………………………………….

 

       มาวินลืมตาขึ้น เขารีบลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นดวงตาของเขาก็เริ่มสำรวจมองไปรอบๆ เขาพบว่าในตอนนี้เป็นเวลากลางคืน สังเกตได้จากท้องฟ้าที่มืดมิดและ ณ.ตอนนี้เขาก็กำลังนอนอยู่ข้างกองไฟสีแดงฉานกองหนึ่งที่ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่กายของเขา รอบๆข้างมีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบชวนให้บรรยากาศดูวังเวงและอึมครึม ในความเงียบยามราตรีปรากฏเสียงจิ้งหรีดเรไรดังระงมแทรกมาตามสายลมอยู่เป็นระยะ ระหว่างที่เขากำลังมึนงง ว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร เขาก็ได้ยินเสียงเด็กสาวที่ห้าวใหญ่และคุ้นเคย 

 

“ ตื่นแล้วหรือ ” 

         

 

       เด็กหนุ่มเหลียวหลังมองตามเสียงนั้น ทันทีที่เขามองเห็นบุคคลที่ทักทายเขาเมื่อครู่ ดวงตาเล็กหยีของเด็กหนุ่มก็เบิกโพลงขึ้นมาแวบนึงด้วยความตกใจ ปฏิกิริยาต่อมาคือการกะพริบตาถี่ๆเพื่อเช็คดูว่าตนเองตาฝาดหรือประสาทหลอนไปเองหรือเปล่า เพราะเจ้าของเสียงที่เด็กหนุ่มได้เห็นนั้นก็คือ………จัน และนั่นก็ทำให้เด็กหนุ่มเผลออุทานออกมาด้วยอาการลืมตัว 

 

“ เธอมาที่โลกนี้ได้ยังไง จัน ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา