The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  37 LV
  4 วิจารณ์
  2,455 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

15) เพื่อนร่วมทาง(อาจารย์)คนแรก

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 15 เพื่อนร่วมทาง(อาจารย์)คนแรก

 

        บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบงัน มาวินและเด็กสาวที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายจันสบตามองกันเงียบๆ แววตาทั้งคู่มีความสับสนและสงสัยซ่อนอยู่ภายใน สุดท้ายเด็กสาวปริศนาก็เป็นฝ่ายเปิดปากทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน 

 

“ ชั้นไม่ได้ชื่อ “จัน” นายจำคนผิดแล้ว ” 

         

 

       หลังจากได้ยินคำตอบ มาวินก็เริ่มขบคิดใคร่ครวญมากขึ้น ถึงตอนนี้เขาสังเกตได้แล้วว่าแม้เด็กสาวคนนี้จะมีใบหน้าที่คล้ายเพื่อนสาวของตนเองมากแค่ไหนแต่ชุดกังฟูสีแดงลายมังกรทองที่เธอผู้นี้สวมใส่อยู่ มันไม่น่าใช่การแต่งตัวของมุนษย์ธรรมดาบนโลกที่เขาจากมา นั่นก็แปลว่าเขาน่าจะยังคงอยู่ใน The Dark World เมื่อคิดได้ดังนี้ มาวินจึงมีสีหน้าที่เจื่อนลงด้วยอาการสลด

 

“ เฮ้อ..... นั่นสินะ ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ยังไงเธอก็มาที่นี่ไม่ได้อย่างแน่นอน ”  

        

 

        ความเงียบเข้าปกคลุมสภาวการณ์อีกครั้ง แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เริ่มเอ่ยปากถามขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเนือยๆ

 

“ ชั้นจำได้ว่าครั้งสุดท้าย ชั้นน่าจะโดนอัดจนสลบในเมือง เธอเป็นคนช่วยชั้นไว้หรือ ”  

 

“ ใช่ นายสลบไปเกือบวัน กินไอ้นี่ซะหน่อยสิ ” เด็กสาวตอบพลางโยนโคนขาหน้าของสัตว์อะไรซักอย่างที่ผ่านการย่างไฟมาให้เด็กหนุ่มซึ่งมาวินก็ยกมือขึ้นรับอย่างรวดเร็ว 

        

 

       เด็กหนุ่มเหลือบมองสภาพของมันแวบหนึ่ง จากนั้นก็ซัดโคนขาสัตว์ย่างอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่ถามซักคำว่ามันคือโคนขาของสัตว์อะไร จะว่าไปนี่ก็นับว่าเป็นอาหารที่รสชาติดีที่สุดในรอบหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา 

        

 

        ระหว่างที่เด็กหนุ่มต่อชีวิตตัวเองด้วยโคนขาสัตว์ย่างอย่างเมามันอยู่นั้น เด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามก็เปิดปากถามเรียบๆด้วยท่าทีไร้อารมณ์ 

 

“ แล้วนายจะทำยังไงต่อไป ” 

        

 

        มาวินเหลือบตาขึ้นมองเด็กสาวปริศนาแวบหนึ่ง เขาก็ตอบกลับไปว่า...... 

 

“ ตามแผนเดิม คือหาทางกลับบ้าน ” 

 

“ กลับไปหา “จัน” คนรักของนายใช่มั้ย ” เด็กสาวปริศนาถามต่อ 

        

 

        เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงราวโดนไฟฟ้าซ็อต ประกายตาแวววาวที่ดูหลากหลายอารมณ์ของเด็กหนุ่มถูกส่งไปยังดวงตาคมกร้าวของเด็กสาวปริศนาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม โดยมีกองไฟที่ลุกโชนขวางกั้น ทั้งคู่ประสานตากันนิ่งๆโดยไม่มีใครหลบตาใคร แต่ไม่นานมาวินก็กลับกลายเป็นฝ่ายก้มหน้าหลบสายตาพร้อมตอบกลับมาเบาๆว่า......

 

“ เธอเป็นแค่เพื่อนของชั้น ” 

        

 

       เด็กสาวปริศนามองมาวินด้วยใบหน้าที่นิ่งขรึมและเรียบเฉยชนิดที่ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็เริ่มถามต่อ 

 

“ แล้วนายจะกลับไปหาเพื่อนของนายยังไง ” 

      

 

       เด็กหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับว่าเขากำลังชั่งใจว่าจะเล่าแผนที่ซ่อนอยู่ในใจดีมั้ย ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะเล่าเพราะคิดว่าถึงเล่าไปก็ไม่น่ามีผลอะไร 

 

“ ระหว่างที่อยู่ในเมืองมาตลอดอาทิตย์ ชั้นได้ยินชาวบ้านเขาพูดกันว่าที่ตอนกลางของทวีปอันห่างไกลมีเเคว้นหนึ่งชื่อว่า “แคว้นเยอมาเนีย” ที่นั่นเป็นสถานที่ที่มีวิทยาการสูงสุดในโลกนี้ ที่นั่นอาจพอมีคนที่ช่วยให้ชั้นกลับบ้านได้ แต่ชั้นต้องขอทานเก็บเงินซักพักใหญ่ถึงจะสามารถรวบรวมเงินเพื่อขึ้นเรือออกจากเกาะแห่งนี้ ” 

 

“ ฮะๆ ” เด็กสาวปริศนาหัวเราะออกมาเบาๆด้วยท่าทีขบขำ 

 

“ หัวเราะอะไร ” เด็กหนุ่มถามห้วนๆ สีหน้าของเขาเริ่มออกอาการขุ่นเคือง 

 

“ ก็หัวเราะในความไร้เดียงสาของนายน่ะสิ นายคิดว่าสิ่งที่นายคิดจะทำมันง่ายขนาดนั้นเลยรึ ” เด็กสาวชี้แจงช้าๆชัดๆอย่างใจเย็น 

 

“ มันยากยังไง ” เด็กหนุ่มพยายามถามอย่างใจเย็นแต่น้ำเสียงที่เขาพ่นออกมาดูจะคล้ายกับการตะคอกเสียมากกว่า 

 

“ ประการแรกนายคิดว่าเศษเงินอันน้อยนิดที่ได้จากการขอทาน มันจะช่วยให้นายถึงจุดหมายได้เร็วแค่ไหนกัน มันมีวิธีที่ได้เงินมากกว่านั้นเช่นการรับภารกิจจากหัวหน้าชุมชน ชนะการประลองหรือการแข่งขันต่างๆนาๆที่จัดขึ้นมาตามสถานที่ต่างๆบนโลกใบนี้ และถ้าใครมีฝีมือการช่างเฉพาะทางที่เก่งกาจ เขาก็สามารถสร้างงานระดับมาสเตอร์ออกมาขายได้ ” สาวปริศนาร่ายยาวถึงวิธีการหาเงินอย่างละเอียด 

 

“ เออ ก็ใช่ แต่เมื่อเธอดูจากสภาพของชั้น เธอก็คงรู้แล้วว่าชั้นไม่มีความสามารถที่จะหาเงินด้วยวิธีที่ที่เธอพล่ามเลย” มาวินตอบกลับเสียงแข็ง 

 

“ อืม เรื่องนี้ชั้นพอรู้เพราะถ้านายมีความสามารถอะไรบ้าง นายก็คงไม่ต้องมานั่งขอทานแลกเงินหรอก จะว่าไปมันก็ยังมีเหตุผลอื่นๆที่ทำให้นายไม่น่าจะไปถึงแคว้นเยอมาเนียได้ "

 

" อะไร " มาวินถามห้วนๆสั้นๆด้วยท่าทีไม่พอใจ

 

" เหตุผลข้อแรกคือ......ตลอดระยะทางการเดินทางที่ยาวไกล นายจะต้องพบกับภยันตรายต่างๆนานา ไม่ว่าจากมอนสเตอร์หรือศัตรูเก่งๆระดับสูงๆ ” เด็กสาวอธิบายต่อ โดยเธอจงใจเน้นคำพูดที่ว่า “มอนสเตอร์และศัตรูที่เก่ง” 

         

 

       คราวนี้มาวินถึงกลับกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่เพราะแม้เด็กสาวจะไม่อธิบาย ตัวเขาเองก็พอรู้ถึงเหตุผลข้อนี้อยู่บ้างแล้ว  

         

 

         เด็กสาวหยุดพูดนิดนึงเมื่อเห็นเด็กหนุ่มเงียบไป จากนั้นเธอก็เริ่มเปิดปากอธิบายต่อ 

 

“ ด้วยความที่นายไม่มีทักษะอะไรเลย แถมระดับพลังก็ต่ำซะขนาดนี้ มันจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นายจะรอดชีวิตจนถึง แคว้นเยอมาเนีย ” 

          

 

       หลังอธิบายจบ เด็กหนุ่มก็ถึงกลับเงียบกริบเพราะสิ่งที่เด็กสาวพูดนั้นเป็นความจริงทุกประการแต่เด็กสาวปริศนาก็ยังคงพูดต่อไปอีก 

 

“ ส่วนเหตุผลข้อที่สองที่ทำให้นายไม่น่าเดินทางไปถึงแคว้นเยอมาเนียนั่นก็คือ นายไม่รู้ทาง ” 

 

“ ฮะๆ เรื่องที่เธอพูด มันเป็นความจริงทุกอย่าง แต่ชั้นไม่มีทางเลือก ถึงยังไงชั้นก็ต้องไปที่นั่นให้ได้ เพราะที่นั่นน่าจะเป็นที่เดียวในโลกนี้ที่ทำให้ชั้นสามารถกลับบ้านได้ ” มาวินถอนหายใจพลางตอบกลับมาด้วยท่าทางที่ดูเด็ดขาด ทว่าเสียงที่ส่งออกมากลับแผ่วเบาคล้ายคนที่ขาดความมั่นใจอย่างรุนแรง 

 

“ สรุปนายจะเดินทางต่อถึงแม้ว่านายจะต้องตายน่ะหรือ ” เด็กสาวถามกลับเสียงเข้ม ดวงตาคมกร้าวจับจ้องมองมายังเด็กหนุ่มแน่วนิ่ง ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกลับเบนหน้าหนีเพราะยิ่งมองเด็กสาวปริศนามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เขานึกถึง “จัน” เพื่อนสาวคนสนิทมากเท่านั้น 

 

“ ใช่ ชั้นไม่มีทางเลือก ” เด็กหนุ่มตอบกลับทั้งที่เขาหันหน้าไปมองทางอื่น 

       

 

       เด็กสาวปริศนานิ่งไปนานหลายอึดใจ เธอยังคงจ้องมองมาที่มาวินแบบไม่วางตาต่อไปคล้ายว่าเธอกำลังคิดใคร่ครวญบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มเบื้องหน้าอยู่ และในเวลาต่อมาเด็กสาวก็เสนอตัวที่จะช่วยเหลือ

 

“ เอาล่ะ ชั้นตกลงใจที่จะช่วยนาย ” 

 

“ หา ช่วยชั้น ช่วยยังไง ” เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก ภายในใจแอบคิดว่า “ยัยนี่เพี้ยนหรือเปล่า ไม่รู้จักกันซักหน่อย จะมาช่วยกัน” 

 

“ ปกติชั้นไม่ชอบอยู่ร่วมกับใคร แต่ครั้งนี้ชั้นจะอยู่กับนายหนึ่งเดือนเพื่อฝึกวิชาให้กับนาย นายต้องเร่งฝึกวิชาที่ชั้นจะสอนเพื่อนำไปใช้ในการทำจุดมุ่งหมายของนายให้สำเร็จ ตกลงตามนี้ ” เด็กสาวปริศนาพูดเองเออเองเสร็จสรรพจนเด็กหนุ่มที่นั่งตรงหน้าถึงกลับเอ๋อรับประทานไปในทันที 

          

 

       มาวินออกอาการเอ๋อรับประทานอยู่พักใหญ่ เขาก็สามารถดึงสติกลับมาและตอบตกลงกับตัวเองในใจว่า.........

 

“ เออ… เอาก็เอาฟะ ถึงยังไงเราก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว ”          

         

 

       ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มสาวทั้งสองก็เงียบไปโดยไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกมาอีกเลย และเมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงยามดึกสงัด ความง่วงก็เข้ามาเยือนมโนจิตของเหล่าวัยรุ่นจนทำให้ทั้งสองผล็อยเข้าสู่นิทราอย่างว่าง่ายโดยมีเสียงจิ้งหรีด เรไร และแมลงเล็กๆคอยขับกล่อมอยู่รอบข้าง 

 

……………………………………………….

          

       ทันทีที่แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงสู่พื้นโลก มาวินก็รู้สึกตัวตื่นในทันที ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนขยันจนนอนตื่นเช้าอะไรหรอกแต่เป็นเพราะเท้าหนักๆซึ่งฟาดเข้ามาที่ก้นของเขาแบบเต็มแรงต่างหากและหลังจากเขาตื่นขึ้นมาแบบไม่เต็มใจ เด็กหนุ่มก็เหลือบไปมองบุคคลที่ปลุกเขาด้วยวิธีพิสดาร เขาพบว่าบุคคลผู้นั้นก็คือ เด็กสาวปริศนา นั่นเอง 

 

“ เตะทำไมฟะ ชั้นกำลังหลับสบายอยู่เลย ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาโวยวาย 

 

“ ตื่นได้แล้ว เช้าแล้ว จะฝึกมั้ยมีเวลาเหลือแค่เดือนเดียวเอง ” เด็กสาวถามเสียงแข็งด้วยสีหน้าที่เครียดขึ้ง 

 

“ ฝึกจ้า ฝึก เหอๆ ” เมื่อเจอคนจริงแบบนี้ มาวินก็ถึงกลับหือไม่ออก 

 

……………………………………………….

        

       เด็กสาวปริศนาพาเด็กหนุ่มลัดเลาะไปตามทางด้วยความชำนาญ เวลาผ่านไปประมาณ 10 นาที เธอก็พาเด็กหนุ่มมาถึงน้ำตกแห่งหนึ่ง 

        

 

       น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกที่สูงมาก กะคร่าวๆน่าสูงประมาณตึกสิบชั้นเห็นจะได้ ตลอดเส้นทางน้ำที่หลั่งไหลลงมามีโขดหินซ้อนกันไปมาอย่างบรรจงและเมื่อกระแสน้ำไหลลงมาถึงพื้นเบื้องล่างก็ปรากฏว่ามีแอ่งน้ำขนาดใหญ่รองรับ น้ำในแอ่งนั้นดูใสสะอาดจนเห็นพื้นทรายเบื้องล่างอย่างชัดเจน ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าดูวิจิตรสวยงามราวเทพสรรค์สร้าง ถ้าไม่ติดว่ามาวินมีภารกิจต้องฝึกวิชา เขาคงแก้ผ้าโดดน้ำเล่นไปแล้ว 

 

“ ว้าว..... สวยจังเลย เธอเป็นคนในเมืองนี้หรือ รู้ทางดีจริงๆเลย ” มาวินถาม 

 

“ ไม่หรอก ชั้นมาเจอที่นี่เมื่ออาทิตย์ก่อน แต่เราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย เริ่มฝึกวิชาได้แล้ว ” เด็กสาวตัดบท 

 

“ มาสิ รออยู่เลย ท่านอาจารย์ ” มาวินกล่าวสัพยอกพลางยิ้มกวนๆ หลังกินอิ่มนอนหลับเพียงคืนเดียวก็ทำให้ความเกรียนเขาเริ่มกลับมาอีกครั้ง 

 

“ ขั้นแรก นายเข้ามาซัดชั้นสิ ” เด็กสาวเอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเรียบเฉย นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการฝึกที่พิสดารไม่ใช่น้อย 

 

“ หา.......ให้ชั้นอัดเธอ ” เด็กหนุ่มอุทานพลางอ้าปากค้าง 

 

“ ใช่ เข้ามาอัดชั้น เอาให้สุดแรงเลย ชั้นอยากดูฝีมือนายให้ชัดๆก่อน ” เด็กสาวกล่าวอธิบายพร้อมย่อตัวลงต่ำเล็กน้อยเพื่อตั้งท่าสู้ 

 

“ ก็ได้ ชั้นจะแสดงฝีมืออันเลิศเลอของชั้นให้เธอดู รับรองว่าเธอต้องอึ้งแน่ๆ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มกอดอกหัวเราะพร้อมเริ่มต้นคุยโม้โอ้อวด แต่ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะเริ่มโม้คำต่อไปก็เกิดเหตุบางอย่างขึ้นมา

 

“ พลั้ก ”

 

" โอ๊ย "  

          

 

       เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นมาอย่างรุนแรง ตามมาด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเด็กหนุ่ม แน่นอนมันมาจากการพุ่งเข้ามาต่อยหมัดขวาตรงอย่างรวดเร็วของเด็กสาว กำปั้นขวาข้างนั้นพุ่งกระแทกเข้าไปที่ดั้งจมูกของเด็กหนุ่มอย่างแรงจนทำให้เขาถึงกลับหน้าย่นและเซไปข้างหลังเล็กน้อย 

 

“ ติดประมาท ไม่ระวังคู่ต่อสู้ ถ้าเจอพวกเก่งๆระดับสูง นายตายไปแล้วหนึ่งครั้ง ” เด็กสาวกล่าวแผ่วเบาแต่ฟังดูเฉียบขาด 

 

“ หน็อย ยัยบ้านี่ ” เด็กหนุ่มเริ่มยั้ว เขาเลยพุ่งทะยานเข้าไปต่อยเด็กสาวด้วยกระบวนท่าที่ดูสะเปะสะปะตามอารมณ์โกรธ 

        

 

       เด็กสาวโชว์ความพลิ้วโยกตัวหลบหมัดมั่วๆของเด็กหนุ่มได้อย่างง่ายดาย ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าขาของเธอไม่ได้ขยับจากจุดที่ยืนเลยแม้แต่น้อย 

 

“ การโจมตีมั่วซั่ว ไร้จุดหมาย ไร้กระบวนท่าและไร้ความคิด ” เด็กสาวตำหนิไปหลบไป 

 

“ หน็อยแหนะ.....นี่ นี่ นี่ รับไป ” เด็กหนุ่มเร่งโหมกำลังกายเพื่อต่อยถี่ยิบ คราวนี้มั่วหนักกว่าเดิมจนถึงขั้นหลับตาต่อยกันเลยทีเดียว 

 

“ ปึก ” 

     

 

       เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นอีกครั้ง มาวินลืมตาดูจึงได้รู้ว่าหมัดขวาที่เขาเหวี่ยงแหต่อยไม่ได้ถูกเด็กสาวแต่กลับถูกเด็กสาวคว้าจับไว้ต่างหาก 

 

“ ปล่อยๆ ” มาวินสะบัดมือแต่ทว่ามือของเขากลับไม่หลุดออกจากอุ้งมือแกร่งๆของเด็กสาวราวกับว่ามือของทั้งคู่ถูกเชื่อมติดเป็นเนื้อเดียวกัน 

 

“ หน็อย ไม่ปล่อยใช่มั้ย นี่แหนะ ” มาวินยิ่งสู้ยิ่งรน เขาใช้หมัดอีกข้างต่อยไปที่หน้าของเด็กสาวสุดกำลัง 

 

“ ปึก ” เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นอีกเนื่องด้วยหมัดข้างนั้นก็ถูกคว้าจับโดยมืออีกข้างของเด็กสาวเช่นกัน 

 

“ ฮึ่มๆ ปล่อยๆ ” เด็กหนุ่มพยายามขยับดึงมือออกแต่ไร้ผล กำลังของเด็กสาวเหนือกว่าเขามาก 

 

“ อีกประการไร้กำลังโดยสิ้นเชิง ” เด็กสาวพูดจบก็ยกเท้ายาวๆเตะตวัดสั้นๆไปมาบนหน้าของเด็กหนุ่มจนหน้าของเด็กหนุ่มสะบัดซ้ายขวาตามแรงตวัดเตะ 

 

“ ปึกๆ........ ” 

        

 

       เด็กสาวตวัดเตะราวสิบกว่าทีโดยเด็กหนุ่มไม่สามารถหลบได้เลยเพราะมือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มถูกเด็กสาวล็อกไว้จนไม่อาจขยับหลบไปไหนได้ พอสิ้นการเตะครั้งสุดท้ายเด็กหนุ่มก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ดวงตาของเขาดูลอยๆเพราะความมึนงงจากแรงตวัดเตะ 

 

“ อีกอย่างความอดทนทางร่างกายต่ำ แค่เตะเบาๆไม่กี่ทีก็ร่วงซะแล้ว ” เด็กสาวเหลือบแลมาวินเล็กน้อยก่อนแจงสรรพคุณที่อ่อนด้อยของเด็กหนุ่มเบาๆ หลังจากนั้นเธอก็ปล่อยมือ 

       

 

       ในจังหวะที่เด็กสาวปล่อยมือ มาวินก็พลันกลับมามีสติสมบูรณ์อีกครั้ง วินาทีต่อมาเขาก็สปริงกายถอยหลังกลับไปตั้งหลักอย่างรวดเร็ว 

 

“ โอ้ๆ.... แต่ความเจ้าเล่ห์นายผ่านนะ หลอกให้คู่ต่อสู้หลงกลว่าตัวเองแย่ได้ซะด้วย ” เด็กสาวกล่าวชม เธอยอมรับว่าตกใจเล็กๆที่เด็กหนุ่มใช้แผนนี้ 

 

“ แฮ่กๆ ” เด็กหนุ่มหอบเหนื่อย ใจจริงเขาก็อยากคุยอวดอยู่ แต่ก็คุยไม่ออกเพราะเมื่อกี้เขาก็เกือบสลบด้วยเพลงเท้าของเด็กสาวเข้าซะจริงๆแล้ว ขอเพียงเธอเตะแบบนั้นอีกสองสามทีเป็นอันว่าเขาต้องสลบแน่ๆ 

 

“ ยัยคนนี้ทั้งแข็งแกร่งและว่องไวกว่าเรามาก จะทำยังไงดีนะ คิดสิคิด อืม....... อ้อ รู้แล้ว ” ตอนนี้มาวินเลิกโมโหแล้ว เลยทำให้เขาสามารถสู้โดยใช้สมองในแบบที่ตนเองถนัดได้ เขาคิดได้ไม่นาน เขาก็คิดแผนออก 

 

“ เธอแข็งแกร่งกว่า ประสบการณ์สูงกว่า ฝีมือทักษะดีกว่า แต่ด้านความเร็ว เธอไม่ชนะชั้นหรอกน่า ” เด็กหนุ่มพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ 

 

“ นายคิดอย่างนั้นจริงๆน่ะหรือ ไม่น่าเชื่อว่านายจะไม่รู้จักตัวเองถึงขนาดนี้ ” เด็กสาวพูดเยาะๆด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน 

 

“ ก็ลองพุ่งใส่กันเพื่อวัดความเร็วกันดูสิ แล้วเธอจะรู้เอง ชั้นยังมีทีเด็ดซ่อนอยู่อีกเยอะ ” เด็กหนุ่มร้องท้าทายพร้อมรอยยิ้มที่ดูไร้ความกังวล

 

“ ได้สิ ชั้นจะออมมือให้ จะเอาแค่จุกเท่านั้นเพราะถ้าอัดแรงไปถึงขั้นสลบจะเสียเวลาฝึกเสียเปล่าๆ ” เด็กสาวพูดพลางย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อเตรียมพุ่งทะยานเข้าโจมตี 

 

“ ได้เลย ชั้นจะนับ 1-3 พอนับถึง 3 ก็มาวัดกันเลย ” มาวินย่อตัวเพื่อเตรียมพุ่งบ้าง 

 

“ 1 ” เด็กหนุ่มเริ่มนับ 

         

 

       เด็กหนุ่มเว้นระยะการนับนิดหนึ่งก่อนที่จะเริ่มนับต่อ 

 

“ 2 ” 

        

 

       ช่วงเวลานั้นมีแต่ความเงียบ ในหัวสมองของทั้งคู่มีเพียงคู่ต่อสู้เบื้องหน้าเท่านั้น 

 

“ 3 ” 

        

 

       ทันทีที่สัญญาณนับสามดังขึ้น เด็กสาวพุ่งทะยานเข้าหาด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อหวังอัดเข้าไปที่ท้องให้จุกจนลงไปกองกับพื้นในหมัดเดียว ทว่าเกิดเหตุอัศจรรย์……ในจังหวะที่เธอพุ่งเข้าถึงตัวของเด็กหนุ่ม ร่างของเด็กหนุ่มก็หายไปเหลือไว้แต่เพียงแต่ต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าเท่านั้น 

 

“ เฮ้ย ” เด็กสาวสะดุ้งพลางเบรกเท้าของตนเองสุดกำลังจนตัวโก่ง

        

 

       ในระหว่างที่เธอกำลังสงสัยว่าเด็กหนุ่มหายไปไหน ทางด้านซ้ายของเธอก็ปรากฏเงาร่างของเด็กหนุ่มพุ่งเข้ามา 

 

“ ย้าก ” เด็กสาวตกใจพลิกกายหมุนตัวตวัดเตะใส่เด็กหนุ่มที่พุ่งกระโจนเข้าหาเธออย่างรุนแรง เท้าหนักๆพุ่งเข้าใส่สีข้างของเด็กหนุ่มอย่างรุนแรง 

 

“ ปลั๊ก ” 

        

 

      ความรุนแรงของเพลงเท้าส่งผลให้มาวินลอยละลิ่วไปกลางอากาศซักสามเมตรก่อนที่จะร่วงไถลไปตามพื้นอีกหลายก้าว 

 

“ อุ้บ อีกนิดเดียวเอง อู้ยๆ ” เด็กหนุ่มนึกเสียดายที่แผนของเขาพลาดไปนิดเดียว 

         

 

       เด็กสาวเหลือบมองเด็กหนุ่มที่นอนกองกับพื้นด้วยแววตาตระหนก พลางนึกหวาดหวั่นในใจ 

 

“ เกือบไปแล้ว ในจังหวะสุดท้ายที่จะพุ่งปะทะกัน หมอนี่ไม่ปะทะกับเราตรงๆแต่หลบไปด้านข้างเพื่อหลอกให้เราพุ่งชนต้นไม้หลังจากนั้นก็ตามเข้ามาอัดเราซ้ำ นี่ถ้าเราพุ่งสุดตัวแบบไม่ยั้งกำลังไว้บ้าง ก็คงชนต้นไม้นี้เข้าเต็มแรงแล้ว จากนั้นมันก็จะเข้ามาอัดเราซ้ำได้ง่ายๆตามแผนที่มันวางเอาไว้ แม้หมอนี่จะไม่เป็นมวยอะไรเลย แต่ก็มีมันสมองในการอ่านเกมวิเคราะห์คู่ต่อสู้และวางแผน นับว่าเป็นคนที่น่ากลัวไม่ใช่น้อย ” 

 

“ เหอๆ ชั้นลงไปนอนจุกตามที่เธอคาดแล้ว ชั้นแพ้จริงๆ แล้วจะเอายังไงต่อ อู้ยๆ ” มาวินพยายามฝืนกายเพื่อลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆและอาการจุกเสียดที่ท้องก็ทำให้เขาพูดไม่ค่อยออก 

 

“ หึ  รู้ตัวก็ดีแล้ว เวลาต่อจากนี้เราจะได้เริ่มฝึกกันต่อ ” เด็กสาวข่มอารมณ์ตื่นตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ จากนั้นเธอก็ตอบคำ  

 

“ ฝึกอะไร ยังไงล่ะ ” มาวินถามต่อ 

 

“ ฝึกพื้นฐานของกังฟูด้วยท่านั่งม้า ” เด็กสาวพูด 

 

“ หา..... ที่นี่มีม้าด้วยหรือ ” มาวินอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

 

“ อืม.... ก็ใช่น่ะสิ เลิกเยิ่นเย้อแล้วฝึกได้แล้ว ดูตัวอย่างให้ดี ” เด็กสาวหน้าเหรอกับคำพูดแปลกๆของเด็กหนุ่ม แต่ฉับพลันเธอก็ตัดบททันที จากนั้นเธอก็เริ่มย่อเข่าลงต่ำในท่วงท่าที่คล้ายการนั่งบนหลังม้า แต่เข่ายื่นไปข้างหน้าไม่แบะออกด้านข้าง แขนทั้งสองข้างงอเข้ามาคล้ายท่าง้างหมัดเพียงแต่แนบลำตัว 

 

“ ว้าวๆ......ท่าเท่อ่ะ ” เด็กหนุ่มร้องอุทานดังพร้อมยิ้มกว้างกับท่าทางที่ดูเจ๋งในสายตาของเขา 

 

“ อ้าว ทำตามเร็วเข้า ” เด็กสาวตวาดสั่ง 

 

“ โอเค โคตรเท่เลย ชักอยากฝึกแล้ว ” เด็กหนุ่มรีบกุลีกุจอทำท่าตามในทันที 

 

“ อืม ดีมาก ” เด็กสาวเลิกทำท่าแล้วยืนกอดอกดูการทำท่านั่งม้าของเด็กหนุ่ม 

 

“ อ้าวแล้วไงต่อ ” มาวินถามต่อ 

 

“ ทำท่านี้ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าชั้นจะสั่งให้พอ ” เด็กสาวร้องบอกเรียบๆ สีหน้าของเธอเคร่งขรึมจนดูน่ากลัว 

 

“ อ้าวแล้วเธอไม่ฝึกหรือ ” มาวินไม่วายสงสัย 

 

“ นี่มันท่าพื้นฐานสำหรับพวกมือใหม่แบบนาย ชั้นไม่ต้องฝึก ” เด็กสาวพูดปัดๆเพราะเริ่มรำคาญ 

 

“ อ้อๆ แล้ว…” เด็กหนุ่มเตรียมเปิดปากถามต่อ 

 

“ ไม่ต้องพูด ทำไป พูดมากอีกที นายจะหลับอยู่ตรงนี้แหละ ” เด็กสาวลั่นคำกร้าวๆพร้อมยกกำปั้นขึ้นขู่ ส่งผลให้เด็กหนุ่มถึงกลับหน้าซีดเผือดและเงียบกริบไปในทันที จากนั้นเด็กหนุ่มก็ทำท่านั่งม้าต่อไปเงียบๆอย่างว่าง่าย  

 

..............................……….

         

        เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมงจนเวลาเข้าสู่ช่วงสายแล้ว การทำท่านั่งม้าเป็นเวลานานๆทำให้เด็กหนุ่มเกิดอาการเมื่อยขบบริเวณขาทั้งสองข้างอย่างรุนแรง เหงื่อของเด็กหนุ่มไหลโซมไปทั่วทั้งกาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากเอาชนะและความอยากกลับบ้านของมาวิน ทำให้เด็กหนุ่มฝึกต่อโดยไม่ปริปากบ่นเลยแม้แต่คำเดียว  

         

 

       ในขณะนี้มีเพียงเด็กหนุ่มที่ยืนทำท่านั่งม้าตรงบริเวณน้ำตกใสไหลเย็นอยู่เพียงลำพัง เนื่องจากเด็กสาวได้ปลีกตัวไปที่อื่นได้พักใหญ่แล้ว ในขณะที่พลังกายของมาวินกำลังจะถึงขีดจำกัดก็ได้มีเสียงห้าวๆของเด็กสาวดังขึ้นที่ด้านหลังของมาวิน 

 

“ ดีมาก นายหยุดพักได้ ” 

 

“ เฮ้อ..... ” มาวินเลิกทำท่านั่งม้าแล้วทรุดตัวลงนั่งในทันที จากนั้นเขาก็รีบนวดขาทั้งสองข้างของตนเองเพื่อคลายความเมื่อยขบ 

 

“ เป็นไงบ้าง ” เด็กสาวปริศนาเอ่ยปากถาม  

 

“ เมื่อยขาบรรลัยเลย ชั้นน่าจะค้างอยู่ในท่านี้ซักประมาณสองชั่วโมงได้ อย่างนี้แปลว่าพวกนักกังฟูนี่คงมีขาที่แข็งแกร่งกันทุกคนเลยมั้ง ” เด็กหนุ่มก้มหน้าพูด มือก็ยังคงนวดขาคลายความเมื่อยขบต่อไป 

 

“ คงงั้น นายจัดการกินนี่ก่อน พักกันซักครู่ เดี๋ยวเราจะเริ่มฝึกกันต่อ ” เด็กสาวพูดจบก็โยนอะไรเนื้อบางอย่างที่ดูบางๆยาวๆให้เด็กหนุ่ม 

 

“ เฮ้ย อะไรเนี่ย ” พอมือของมาวินสัมผัสอะไรบางอย่างที่เด็กสาวโยนให้ เขาก็ถึงกลับตกใจจนร้องเสียงหลง แต่เมื่อเหลือบไปมองก็เห็นชัดว่ามันคือ.....ปลาตัวเขื่องที่มีหน้าตาประหลาด ใบหน้าของมันปูดโปนผิดรูปจนดูน่าเกลียดน่ากลัว แต่ปลาตัวนั้นก็ผ่านการย่างไฟจึงทำให้ส่งกลิ่นหอมหวนชวนกินอยู่ไม่ใช่น้อย 

 

“ ถ้าจะโวยว่าไม่อร่อยและเลือกกินนายก็อดนะ เพราะของกินที่หาได้ในตอนเช้ามีแค่นั้น อ้าว เฮ้ย” เด็กสาวเห็นมาวินโวยวายก็นึกว่าจะเลือกกิน ที่ไหนได้เมื่อหันไปดูอีกที เธอก็พบว่ามาวินซัดปลาตัวนั้นอย่างรวดเร็วจนมันหายเข้าท้องของเด็กหนุ่มไปครึ่งตัวแล้ว  

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา