The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  23 LV
  4 วิจารณ์
  1,193 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

16) การฝึกฝน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 16 การฝึกฝน

 

……………………………………………….

          

        ดวงตะวันของวันใหม่เริ่มขึ้นสูงที่กลางหัวบ่งบอกว่าในขณะนี้น่าจะล่วงเข้าสู่ยามเที่ยงวันแล้ว แสงแดดเจิดจ้าแผ่ไอความร้อนระอุไปทั่วทั้งแผ่นดิน แต่ด้วยไอเย็นจากละอองน้ำของน้ำตกทำให้สามารถบรรเทาความร้อนได้พอสมควร  

         

 

         บริเวณน้ำตกสูงใหญ่หลายชั้นที่ดูร่มรื่นนี้มีเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนประจันหน้ากันตามลำพัง เด็กหนุ่มนั้นมีดวงตาเล็กหยี หน้าเรียวเล็กซูบผอมและแลดูทะเล้น ผมสีเขียวบนหัวดูยุ่งเหยิงเป็นกระเซิง เขาซ่อนร่างเล็กเพรียวในชุดนักสู้ขาดเก่าซอมซ่อราวกับยาจก ส่วนเด็กสาวเป็นคนรูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าของเธอดูนิ่งขรึม ท่าทางจริงจัง ผมสีดำยาวเหยียดตรงประมาณบ่า ผมด้านหน้าปลกลงมาปิดตาข้างหนึ่ง เธออยู่ในชุดนักกังฟูแขนกุดสีแดงปักลายมังกรสีทองที่ดูสง่าน่าเกรงขาม     

         

 

        ทั้งสองยืนจ้องหน้านิ่งอยู่พักหนึ่ง ฝ่ายเด็กสาวร่างสูงก็เปิดปากด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูห้าวหาญ 

 

“ สำหรับวิชากังฟูเป็นวิชาซึ่งถือกำเนิดที่แคว้นฉานอันเป็นบ้านเกิดของชั้น วิชากังฟูเป็นวิชาการต่อสู้ที่ใช้มือเปล่าเป็นหลัก เวลาต่อมาก็มีการนำมันมาประยุกต์ใช้กับอาวุธประเภทต่างๆ วิชานี้มีสายหลักๆอยู่สามสายนั่นคือ สายพลัง สายความเร็ว สายพลิกแพลง อ้าวเฮ้ย ”  

         

 

        เด็กสาวอุทานดังเมื่อเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มยืนหลับน้ำลายไหลยืด เธอส่ายหัวด้วยความระอาเล็กน้อย ทันใดนั้นเองเธอก็ใช้เท้าขวางัดหินก้อนเล็กที่อยู่ใกล้ตัวให้ลอยขึ้นกลางอากาศ จากนั้นเธอก็ใช้เท้าข้างซ้ายตวัดเตะก้อนหินนั้นเต็มแรง 

 

“ เปรี้ยง ” 

         

 

         การเตะที่รวดเร็วนั้นส่งให้ก้อนหินพุ่งตรงไปปะทะหน้าผากของเด็กหนุ่มแบบเต็มแรงจนใบหน้าของเด็กหนุ่มผงะถอยหลังไปในทันที 

 

“ โอ๊ย ใครขว้างหินใส่หน้าผากของชั้นฟะ เจ็บนะโว้ย ” เด็กหนุ่มโวยดังพร้อมยกมือขึ้นกุมหน้าผากซึ่งเป็นจุดเกิดแห่งความเจ็บปวด 

 

“ ชั้นเอง โทษฐานที่นายไม่ตั้งใจฟัง ชั้นอธิบายให้ฟังตั้งนานแล้วแต่นายดันยืนหลับซะอย่างงั้น ” เด็กสาวตอบกลับไปด้วยท่าทางที่ดูขุ่นเคือง

 

“ อู้ย โทษที ชั้นทนฟังทฤษฎีนานๆไม่ได้ เผลอหลับทุกทีเลย ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะพลางกล่าวขอโทษ 

         

 

        เด็กสาวส่ายหัวไปมาด้วยท่าทางเซ็งๆกับอาการสมาธิสั้นของเด็กหนุ่มหัวเขียว ทันใดนั้นเองเธอก็เอามือซ้ายทุบลงมาที่อุ้งมือขวา สีหน้าท่าทางดีใจ เพราะเธอเกิดฉุกคิดไอเดียใหม่ๆขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน  

 

“ อืม…… รู้แล้วคนอย่างนาย ลองใช้วิธีนี้สอนน่าจะดีกว่า ” 

 

“ วิธีอะไร ” เด็กหนุ่มถาม งงๆ 

 

“ เดี๋ยวรู้ เอาล่ะกังฟูมีสามสายนะเจ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวชิงพูดออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมตั้งท่าต่อสู้ 

 

“ เดี๋ยวนะ ชั้นชื่อ มาวิ….” เด็กหนุ่มหัวเขียวเตรียมร้องค้านและจะประกาศชื่อจริงของตนเองแต่ไม่ทันพูดจบ เด็กสาวก็พุ่งเข้ามาเอาไหล่กระแทกเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ด้วยความแรงเร็วนั้นทำให้เด็กหนุ่มถึงกลับลอยไกลก่อนร่วงลงมาไถลไปกับพื้นอีกหลายก้าว

       

 

        เด็กหนุ่มค่อยๆยันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆเพราะยังคงอาการจุกเสียดอยู่ ปากก็พล่ามบ่นด้วยอารมณ์ขุ่นมัวที่จู่ๆก็ถูกอัดเข้ามาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว

 

“ อู้ย….. เธอทำอะไรเนี่ย รุนแรงชะมัดเลย ” 

 

“ กระบวนท่านี้มีชื่อว่า น้ำป่าไหลทะลัก เป็นกระบวนท่าที่เน้นการส่งกำลังอัดเข้าไปที่ร่างกายของคู่ต่อสู้ ท่ากังฟูประเภทนี้จัดอยู่ในสายกำลัง ส่วนใหญ่จะเป็นสายที่ปะทะกับคู่ต่อสู้แบบตรงๆโดยเน้นพละกำลัง ” เด็กสาวอธิบายยาวเหยียด ซึ่งมาวินที่กำลังทรงกายลุกขึ้นมาอย่างช้าๆเริ่มพยักหน้ารับคำเบาๆเป็นเชิงว่ารับรู้ในสิ่งที่เด็กสาวปริศนากล่าวมา 

 

“ ส่วนสายที่สองคือสายของความเร็วๆ ” เด็กสาวย่อตัวนิดนึง จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มด้วยความเร็วสูงชนิดที่เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัว เมื่อเข้าสู่ระยะประชิดตัว เด็กสาวก็ออกหมัดรัวออกมาอย่างรวดเร็ว ทุกหมัดที่ปล่อยออกมาเร็วชนิดที่เด็กหนุ่มหมดสิทธิ์มองทันแม้ว่าจะตั้งใจมองอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่หมัดนั้นก็ดูไม่ค่อยมีน้ำหนักมากนัก จึงทำให้เด็กหนุ่มผงะถอยหลังไปแค่สองก้าวเท่านั้น  

 

“ กระบวนท่านี้เรียกว่าอสรพิษเก้าหัว เป็นกระบวนท่าที่เน้นความเร็วในการเข้าประชิดคู่ต่อสู้ จากนั้นก็ปล่อยฝ่ามือเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างรวดเร็วเพื่อจี้สกัดใส่จุดตายทั้งเก้าบนร่างของคู่ต่อสู้ ” เด็กสาวอธิบายเรียบๆ 

 

“ อู้ย คราวนี้ดูไม่หนักเท่าไหร่ แต่โคตรเจ็บแสบตรงบริเวณที่โดนหมัดเลย นี่เธอสกัดจุดตายทั้งเก้าของชั้นแล้วใช่มั้ยเนี่ย ” เด็กหนุ่มเริ่มสำรวจตามร่างกายของตนเอง เขาก็พบว่ามีรอยจ้ำแดงๆอยู่ตามจุดที่โดนเด็กสาวสกัด

 

“ สายสุดท้ายของวิชากังฟูก็คือสายพลิกแพลง เอาล่ะ นายโจมตีเข้ามาได้เลย ” เด็กสาวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว จากนั้นเธอก็กวักมือเชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มเข้ามาโจมตี 

       

 

        แต่แทนที่มาวินจะเข้ามาโจมตีตามที่เด็กสาวสั่ง เขากลับยังเวิ่นเว้ออยู่กับเรื่องเดิมๆพร้อมตีสีหน้าที่ส่อแววกังวลใจ ปากก็พล่ามพูดเหลวไหลเลอะเทอะ 

 

“ แล้วชั้นจะตายมั้ยเนี่ย เธอเล่นจี้จุดตายของชั้นเข้าไปตั้งเก้าจุด ” 

 

“ โจมตีเข้ามาได้เเล้ว เจ้าลิงหัวเขียว ขืนยังไร้สาระอยู่แบบนี้ นายโดนชั้นอัดแน่ ” เด็กสาวตวาดใส่อย่างแรง ทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงและตั้งท่ารัดกุมเพื่อเตรียมโจมตีในทันที 

 

“ เข้ามาได้ ” เด็กสาวตวาดเสียงดัง 

 

“ อืม ท่าไหนดีนา อ้อๆ เอาไม้นี้ก็แล้วกัน เย้ๆ ” เด็กหนุ่มทำท่าคิดพักหนึ่งก็คิดออก หลังจากนั้นเขาก็เริ่มกระโดดโลดเต้นไปมาพร้อมทำท่ายักคิ้วหลิ่วตาด้วยอาการดีใจ 

 

“ เอ้า ตกลงจะเข้ามาได้หรือยัง มัวแต่ทำท่าเป็นลิงเป็นค่างอยู่ได้ ” เด็กสาวเริ่มโวยด้วยความหงุดหงิด

 

“ แฮะๆ โทษที มัวแต่ดีใจที่คิดแผนเด็ดได้น่ะ ” เด็กหนุ่มกล่าวขอโทษพร้อมรอยยิ้ม หลังจากนั้นเขาก็เริ่มย่อตัวลงเล็กน้อย ดวงตาเล็กเรียวจับจ้องมองมาที่เด็กสาวแน่วนิ่งเพื่อรวบรวมสมาธิก่อนจะทะยานเข้าจู่โจม

       

 

        มาวินก็พุ่งเข้าใส่เด็กสาวด้วยความรวดเร็ว จวบจนเมื่อเขาเข้าถึงระยะประชิดตัว เด็กหนุ่มก็ใช้ฝ่ามือพุ่งฉกเข้าตามจุดต่างๆตามร่างกายของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว กระบวนท่าที่ปล่อยออกมานั้นมีความคล้ายคลึงกับท่าอสรพิษเก้าหัวที่เด็กสาวใช้ถึงสามส่วน จะขาดไปก็เเค่น้ำหนัก ความเร็วและความแม่นยำเท่านั้น 

 

“ เฮ้ย นี่มัน ” เด็กสาวอุทานด้วยความตกใจที่เด็กหนุ่มสามารถเลียนแบบกระบวนท่าอสรพิษเก้าหัวได้เหมือนขนาดนั้น ทั้งที่เด็กหนุ่มเพิ่งจะเห็นท่านั้นเพียงแค่ครั้งเดียว เธอรีบปัดป้องฝ่ามือที่ฉกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในฝ่ามือสุดท้ายที่เด็กหนุ่มพุ่งฉก เด็กหนุ่มได้ส่งแรงโถมเข้าไปทั้งตัวเพื่อหวังให้เสียบหัวไหล่ของเด็กสาว แต่เธอก็ยังใช้แขนปัดฝ่ามือได้ทันท่วงที ไม่เพียงเท่านั้น ทันทีที่ฝ่ามือของเด็กหนุ่มพุ่งปะทะแขนของเด็กสาว เด็กสาวก็พลิกตัวหมุนเป็นวงกลมโดยใช้ขาทั้งสองข้างเป็นแกนในการหมุน เป็นผลให้เด็กหนุ่มที่พุ่งเข้ามาเกิดเสียหลักจนถลำไปข้างหน้าและล้มลงคว่ำหน้าลงกับพื้นพร้อมคลุกฝุ่นในลำดับถัดไป 

 

“ กระบวนท่านี้มีชื่อว่า น้ำเชี่ยวไหลผ่านหลักไม้ เป็นกระบวนท่าที่อาศัยแรงของคู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้าใส่ให้เป็นประโยชน์ จากนั้นเราก็อาศัยแรงนั้นส่งให้คู่ต่อสู้ถลำเสียจังหวะ ส่วนใหญ่กระบวนท่าในสายนี้จะใช้ป้องกันและทำลายจังหวะของคู่ต่อสู้เป็นหลัก ” เด็กสาวอธิบายต่อซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้ารับทราบทุกข้อมูลแม้ว่าตนจะล้มคว่ำหน้าเปื้อนฝุ่นอยู่ก็ตาม 

 

“ เท่าที่ชั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าอย่างนายไม่เหมาะกับสายกำลังเพราะนายไม่แข็งแกร่งพอ แต่ถ้าจะเหมาะสุดน่าจะเป็นสายความเร็วซึ่งชั้นเองก็เป็นนักกังฟูสายความเร็วอยู่พอดีเลย ” เด็กสาวอธิบายด้วยสีหน้าที่นิ่งจนจับอารมณ์ไม่ถูก 

 

“ อืม….ถึงว่า การเคลื่อนไหวของเธอถึงได้รวดเร็วขนาดนั้น ขนาดชั้นยังมองตามแทบไม่ทันเลย ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นมาลอยๆพร้อมปัดฝุ่นออกจากตัว 

         

 

        เด็กสาวสะกิดใจตรงคำว่า “มองตามแทบไม่ทัน” ในใจแอบคิดว่าความเร็วขนาดนี้มือใหม่อย่างมาวินจะมองทันได้ยังไง 

 

“ แล้วตกลงจะให้ชั้นฝึกกังฟูในสายของความเร็วใช่มั้ย ” เด็กหนุ่มเอ่ยปากถาม 

 

“ ใช่แล้ว สำหรับสายความเร็ว สิ่งที่สำคัญก็คือ ความไว ความแม่นยำ และสายตา ” เด็กสาวพูดพลางเดินไปรอบๆเพื่อเก็บก้อนกรวดเล็กๆตามพื้นขึ้นมาไว้ในวงแขน 

 

“ แล้ว เราจะฝึกกันยังไง ” เด็กหนุ่มพูดเสียงสั่นด้วยท่าทางที่ดูแหยงๆ เพราะเขาเริ่มเดาได้แล้วว่าเด็กสาวจะฝึกเขาด้วยวิธีอะไร 

 

“ อย่างนี้ไง ” เด็กสาวใช้นิ้วคีบก้อนกรวดเล็กๆที่อยู่ในวงแขนออกมาหนึ่งก้อน จากนั้นเธอก็ตวัดข้อมือเร็วเพื่อขว้างก้อนกรวดนั้นไปที่เด็กหนุ่มหัวเขียวอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัว เขาจึงโดนก้อนกรวดลูกนั้นอัดใส่หน้าผากแบบจังเบอร์ 

 

“ โอ๊ย เบาๆ ช้าๆก่อน ” เด็กหนุ่มถึงกลับสะดุ้งโหยงและเอามือลูบคลำหน้าผากของตัวเองเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด       

 

“ ดูวิถีการพุ่งของหินให้ดีๆ อย่าบ่น ” เด็กสาวไม่สนคำบ่น เธอซัดก้อนที่สองด้วยวิธีเดิม คราวนี้ก้อนกรวดพุ่งกระทบเข้าที่หัวไหล่ของเด็กหนุ่มแบบเต็มๆ 

 

“ โอ๊ย ” เด็กหนุ่มร้องอีกครั้ง ความรู้สึกคล้ายว่าเขากำลังโดนปืนอัดลมที่บรรจุกระสุนพลาสติกยิงใส่ 

 

“ ตั้งสมาธิซิ พยายามเพ่งมองทิศทางของก้อนกรวดที่พุ่งเข้ามาและปัดป้องหรือหลบหลีก เร่งประสาทสั่งร่างกายให้เร็วขึ้นไวขึ้น เอ้า ไปอีกแล้วนะ ” เด็กตวัดมือส่งก้อนกรวดลูกที่สาม ดูเหมือนเธอจะสะใจเล็กๆกับการสอนแบบนี้ เพราะเธอมีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏที่มุมปาก 

 

“ โอ๊ยๆ ” เด็กหนุ่มร้องจ้ากอีกครั้งคราวนี้เป็นทีของแขนขวาที่โดนก้อนกรวดอัด 

          

 

       สองชั่วโมงที่ผ่านไปกับการฝึกหฤโหด มาวินแทบจะหลบก้อนกรวดที่พุ่งเข้าใส่ไม่ได้เลย มีเพียงสองสามลูกที่หลบพ้น ซึ่งมันก็เป็นความบังเอิญเสียมากกว่า เป็นผลให้ทั่วทั้งตัวของเด็กหนุ่มปรากฏรอยแดงเป็นจ้ำๆคล้ายถูกยุงฝูงใหญ่รุมกัด 

 

“ อู้ย แสบไปทั้งตัวเลย เธอนี่มันโหดจริงๆ ” เด็กหนุ่มโอดครวญพลางเอาน้ำลายของตัวเองไปแตะที่บริเวณบาดแผล หลังจากนั้นเขาก็ซู้ดปากด้วยความเจ็บแสบ 

 

“ เอาล่ะบ่ายสองโมง ได้เวลาอาหารแล้ว ” เด็กสาวพูดเรียบๆพลางก้าวเดินลงไปที่แอ่งน้ำตื้นที่ลึกเพียงหน้าแข้งของเธอเท่านั้น 

 

“ เหรอๆ ดีจัง ชั้นหิวแล้ว ว้าวๆ ” เด็กหนุ่มร้องอุทาน น้ำลายที่มุมปากของเขาเริ่มไหลยืดออกมาเล็กน้อย

 

“ นายเห็นอะไรในน้ำใสๆนั่นมั้ย ” เด็กสาวเริ่มเอ่ยปากถามหลังจากที่เธอยืนนิ่งกลางแอ่งน้ำตื้นอยู่พักใหญ่

 

“ เห็นสิ ปลาว่ายไปมารอบตัวเธอตั้งหลายตัว ” เด็กหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่ริมแอ่งน้ำกล่าวตอบด้วยสีหน้าที่ดู งงๆ 

 

“ นายคอยดูให้ดี นี่คือการฝึกความแม่นยำ ” เด็กสาวพูดเรียบๆ เธอนิ่งอยู่อึดใจ ในเวลาต่อมาเธอก็ก้มตัวลงและพุ่งฝ่ามือออกไปที่น้ำใสๆหนึ่งที ฝ่ามือนั้นรวดเร็วมากจนน้ำแทบไม่กระเพื่อมแม้จะถูกฝ่ามือนั้นอัดกระแทกเข้าไปแบบเต็มมือ 

 

“ อ้าว เธอทำอะไรน่ะ คราวนี้จะให้ฝึกกระแทกน้ำเล่นรึ ” เด็กหนุ่มถามเสียงหลง เขาเริ่ม งง กับการกระทำของเด็กสาวมากยิ่งขึ้น

         

 

        เด็กสาวไม่ตอบประการใด เธอได้แต่ยืนนิ่งด้วยท่าทางเงียบขรึม เธอนิ่งอยู่อึดใจ ปลาหน้าตาประหลาดแบบเดียวกับที่เด็กหนุ่มกินไปเมื่อเช้าก็ลอยขึ้นมาตัวหนึ่ง 

 

“ ว้าว อย่างนี้นี่เอง เธอเอาฝ่ามือแทงปลาที่ว่ายไปมารอบตัวเธอ เพื่อเอามากินเป็นอาหารใช่มั้ยเล่า โคตรเจ๋งอ่ะ” เด็กหนุ่มร้องเหวอ อ้าปากค้าง สองมือปรบดังด้วยอาการชื่นชม 

 

“ เอาล่ะ ตานายบ้างแล้ว ชั้นจะก่อไฟให้ นายมีเวลาสองชั่วโมงในการหาปลา หลังจากนั้นการฝึกช่วงบ่ายก็จะเริ่มต้นขึ้น ” เด็กสาวก้าวขึ้นจากน้ำพลางเตรียมหาเศษไม้แถวนั้นเพื่อก่อกองไฟ 

 

“ หาๆ…… ชั้นทำไม่เป็น ” เด็กหนุ่มร้องอุทธรณ์เสียงดัง 

 

“ ไม่เป็นก็ต้องเป็น จัดการซะ ไม่งั้นนายอด ” เด็กสาวตอบกลับเสียงเข้ม 

         

 

        เด็กหนุ่มเหลือบมองใบหน้าที่เรียบเฉยของเด็กสาวครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หันหลังเดินตรงไปที่แอ่งน้ำด้วยท่าทีที่ดูหงุดหงิด ปากก็พล่ามบ่นงึมงำเบาๆ 

 

“ เชอะ ชั้นหาปลาเองก็ได้ฟะ มันจะยากเย็นอะไรนักหนา ” 

        

 

       เด็กหนุ่มพยายามตั้งท่าให้เหมือนกับเด็กสาวทุกประการ ดวงตาที่คมกริบของเด็กหนุ่มจับจ้องไปที่ปลาซึ่งกำลังว่ายวนเวียนไปมาอยู่รอบตัว ทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มก็ก้มตัวลงพุ่งฝ่ามือไปที่ผิวน้ำอย่างรวดเร็วจนน้ำไม่กระเพื่อมเลยแม้แต่น้อย สังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าท่าทางที่มาวินปล่อยออกมาดูสวยและสง่ากว่าเด็กสาวเป็นกอง 

 

“ ฮะๆ ” เด็กสาวที่กำลังก่อไฟเริ่มเปิดปากหัวเราะน้อยๆหลังเห็นท่วงท่าของเด็กหนุ่ม 

 

“ หัวเราะอะไรหึ ยัยสาวนักกังฟู ” เด็กหนุ่มหันไปเอ็ดตะโร 

 

“ หัวเราะนายไง ท่าสวยแต่ไม่โดนก็อดนะ ฮ่าๆ ” เด็กสาวตะโกนตอบ คราวนี้เธอหัวเราะหนักกว่าเดิม 

 

“ เธอคอยดูไปแล้วกัน อีกประเดี๋ยวปลามันจะต้องลอยขึ้นมา ชั้นพนันว่ามันน่าจะลอยขึ้นมาถึงสองตัว ” เด็กหนุ่มตะโกนเถียงพร้อมท้าพนันทั้งที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะลอยขึ้นมามั้ย 

 

“ อ้อเหรอ ถ้ามันขึ้นมาซักตัว ชั้นจะยกมือไหว้นายซักหนึ่งทีแบบงามๆเลย ” เด็กสาวตะโกนหยอกล้อผิดกับบุคลิกเงียบขรึมที่เธอแสดงออกในช่วงเวลาที่ผ่านมา 

 

“ เชอะ จับเวลาเลย 10 วินาทีข้างหน้า มีปลาลอยขึ้นมาแน่ๆ อย่างน้อยก็สองตัวล่ะ ” เด็กหนุ่มท้าต่อ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ยอมแพ้โดยง่าย

        

 

        เวลาผ่านไปถึงนาทีเศษก็ยังไม่ปรากฏร่องรอยของปลาที่จะลอยขึ้นมาเลย ในขณะนี้เด็กสาวได้ทำการก่อกองไฟสำเร็จแล้วและกำลังหมุนไม้เสียบปลาไปมาเพื่อทำการย่าง เธอเหลือบมองไปที่เด็กหนุ่มแวบนึง จากนั้นเธอก็เอ่ยปากเสียงห้าว 

 

“ ทางที่ดีนายหาปลาตัวใหม่เถอะ รอนานแค่ไหนก็ไม่เป็นผล ก็มันจะผุดขึ้นมาได้ไง ในเมื่อการแทงเมื่อครู่นี้นายแทงไม่โดนมัน บอกให้เอาบุญนายมีเวลาอีกแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น เพราะนายต้องฝึกอย่างอื่นต่อ ” เด็กสาวบอกเรียบๆด้วยท่าทางที่ดูเฉยเมย 

 

“ เชอะ ยัยบ้าเอย ” เด็กหนุ่มแอบสบถแต่ไม่กล้าด่าออกมาดังๆเพราะกลัวโดนอัด เขาตั้งท่าทะมัดทะแมงอีกครั้ง จากนั้นเขาก็พุ่งฝ่ามือไล่เสียบปลาที่ว่ายวนเวียนในน้ำอย่างเร็วและแรงจนน้ำกระเพื่อมแตกกระจายใส่กายของเขา เขาตั้งหน้าตั้งตาไล่เสียบเต็มที่โดยไม่ห่วงว่าท่าจะเท่หรือไม่เท่ หนักๆเข้าก็ถึงกลับดำน้ำลงไปไล่จับปลาเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังจับปลาไม่ได้เลยซักตัว 

 

“ หน็อย ไอ้ปลาบ้าเก่งจริงลองว่ายเข้ามือชั้นซักทีซิฟะ ชั้นจะยอมเลื่อนขั้นให้นายเป็นปลาเผาเลยทีเดียว ” เด็กหนุ่มตะโกนไปไล่จับปลาไป ท่าทางเขาดูเดือดดาลเป็นยิ่งนัก 

          

 

       เด็กสาวที่นั่งกินปลาย่างอยู่ริมน้ำพร้อมมองท่าทางการจับปลาของเด็กหนุ่มอย่างเพลิดเพลิน ดวงตาของเธอคลายความตึงเครียดลงมาก อันที่จริงดูเหมือนจะมีรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปากของเธอด้วยซ้ำไป เวลาต่อมาเธอก็ตะโกนบอกเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่เจือแววขบขัน 

 

“ นี่การจับปลาแบบนั้น เคล็ดลับอยู่ที่สายตา ความเร็วและจังหวะนะ ” 

 

“ รู้แล้วน่า ยังไงซะ เจ้าพวกนี้ก็ไม่เกินมือชั้นหรอก หน็อยแหนะ ” มาวินไล่จับปลาไปก็บ่นไป 

          

 

       เด็กสาวนั่งมองการจับปลาสุดพิลึกพิลั่นของเด็กหนุ่มต่อไป ปากของเธอก็แย้มยิ้มออกมานิดๆพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆที่ออกจากปากของเธอ 

 

“ ฮะๆ ” 

 

……………………….

           

        เวลาล่วงเข้าสู่ช่วงสี่โมงเย็นแล้ว ตะวันคล้อยต่ำลง ความร้อนระอุแบบเมื่อตอนกลางวันก็เริ่มคลายตัวลง ยิ่งเป็นบริเวณน้ำตกที่ทั้งสองประจำอยู่นั้นยิ่งทวีความร่มรื่นและเย็นฉ่ำจนน่าจะทิ้งตัวลงหลับซักตื่นสองตื่นเลยทีเดียว ทว่าทั้งมาวินและเด็กสาวปริศนายังไม่มีท่าทีที่จะทำการพักผ่อน ทั้งสองคงยืนประจันหน้ากันด้วยท่าทางที่เคร่งขรึมจริงจัง เหตุเพราะทั้งคู่กำลังอยู่ในโหมดฝึกฝนวิทยายุทธ์แบบเร่งด่วน 

 

“ เอาล่ะ ต่อจากนี้ชั้นจะถ่ายทอดกระบวนท่าให้นาย โดยเพลงหมัดที่นายจะได้ฝึกมีชื่อว่า หมัดแมวป่า ซึ่งเป็นกระบวนท่าในสายความเร็ว ” เด็กสาวประกาศก้อง 

 

“ เหอๆ ชื่อเท่ดีนะ ฝึกไงหรือ ” เด็กหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทางที่ดูเซื่องซึม เขาเพิ่งผ่านการอดอาหารกลางวันมาหมาดๆเนื่องจากเขาไม่สามารถจับปลาได้เลยซักตัว 

 

“ คอยดูท่าทางของชั้นและจดจำให้ดี นี่คือกระบวนท่าที่หนึ่ง แมวตะปบเหยื่อ ” เด็กสาวประกาศก้องพลางย่อตัวลงเล็กน้อย ขาขวานำขาซ้าย มือขวายื่นนำมือซ้าย ท่าร่างและการวางมือดูปราดเปรียวและว่องไวคล้ายแมวป่าอยู่หลายส่วน 

 

“ เฮือกๆ ” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอเฮือกใหญ่ ดวงตาจับจ้องมองไปที่การเคลื่อนไหวของเด็กสาวแบบไม่วางตา 

         

 

        ความเงียบมาเยือนเพียงอึดใจ เด็กสาวก็ทะยานขึ้นกลางอากาศด้วยกิริยาที่คล้ายแมวป่าเวลากระโจน มือซ้ายและขวาถูกตวัดพุ่งออกไปอาการคล้ายการตะปบของแมว หลังจากที่เท้าของเด็กสาวสัมผัสพื้น เธอก็สปริงตัวส่งให้ตัวเองพุ่งไปข้างหน้าพร้อมปล่อยหมัดชุดอีกสองสามหมัด อึดใจต่อมาเด็กสาวก็พลิกตัวกลับมาที่ด้านหลังและเอี้ยวตัวปล่อยหมัดชุดตามแนวสูง กลาง ต่ำ อีกชุดใหญ่ ก่อนที่จะจบกระบวนท่าในเวลาต่อมา นับได้ว่ากระบวนท่านี้เป็นกระบวนท่าที่เน้นความเร็วและความปราดเปรียวในการเคลื่อนตัวประดุจดังแมวป่า 

 

“ ฟู่ๆ ” เด็กสาวทำท่าจบกระบวนท่าโดยการไขว้มือยื่นไปข้างหน้า ปลายเท้าแยกออกนิดๆ พร้อมเป่าปากออกมาเบาๆ 

 

“ โห……ดูรวดเร็วและทรงพลังจังเลย สุดยอดเพลงหมัดเลยนะนี่ ” เด็กหนุ่มกล่าวชมเชย ดวงตาที่มองดูซาบซึ้งผสมชื่นชม 

         

 

        เด็กสาวเหลือบขึ้นมามองหน้าเด็กหนุ่ม พร้อมกล่าวตอบเรียบๆด้วยสีหน้าที่เฉยเมย 

 

“ กระบวนท่านี้เป็นท่าพื้นฐานของเพลงหมัดแมวป่า และเพลงหมัดนี้เป็นเพลงหมัดขั้นพื้นฐานของผู้ฝึกวรยุทธสายความเร็ว ” 

 

“ หา…..เธอจะบอกว่าท่านี้คือท่าเบสิกของเพลงหมัดเด็กฝึกใหม่ อย่างงั้นหรอกหรือ ” เด็กหนุ่มถามอ้าปากร้องเหวอ 

 

“ ก็ใช่น่ะสิ เอ้าเริ่มฝึกได้แล้ว ” เด็กสาวยืนกอดอกพลางเร่งให้เด็กหนุ่มเริ่มการฝึก 

 

“ เชอะ ไอ้เราก็นึกว่าเป็นยอดวรยุทธ เหอๆ ” เด็กหนุ่มขยับตั้งท่าเพื่อลอกเลียนแบบกระบวนท่าเมื่อครู่ของเด็กสาว 

           

 

        ทันทีที่เด็กหนุ่มออกท่าทาง เด็กสาวตะโกนลั่น 

 

“ หยุด นายวางเท้าผิด ท่าเริ่มต้น ต้องทำแบบนี้ ” จากนั้นเด็กสาวก็ทำท่าตั้งต้นให้ดูใหม่อีกครั้ง

 

“ อ้อๆ ขอโทษๆ ลืม ” เด็กหนุ่มขยับตั้งท่าตาม คราวนี้ถูกต้องตามแบบไม่มีผิดเพี้ยน 

         

 

        มาวินขยับท่าทางตามเด็กสาวที่ทำนำ เขาฝึกตามเด็กสาวเพียงสองสามรอบ เด็กหนุ่มก็จดจำท่าทางในกระบวนท่าพื้นฐานของเพลงหมัดแมวป่าได้ถูกต้องทุกท่วงท่าอย่างไม่มีผิดเพี้ยน มาวินฝึกกระบวนท่าด้วยตนเองต่ออีกหลายสิบรอบโดยมีเด็กสาวยืนกอดอกคุมการฝึกอย่างเข้มข้น ถ้ามีบางจุดบางท่าที่ผิดพลาดไป เธอก็จะตะโกนให้คำแนะนำแก่เด็กหนุ่มในทันที บางครั้งก็ถึงขนาดทำท่าทางให้ดูเป็นตัวอย่าง หรือถ้ายังผิดท่วงท่าอีก เด็กสาวก็จะเข้าไปจับขยับท่วงท่าร่างกายของเด็กหนุ่มให้ถูกต้องตามแบบแผน 

         

 

       การฝึกกระบวนท่าแมวป่าตะปบเหยื่อของเด็กหนุ่มกินเวลายาวนานเกือบสองชั่วโมง ตอนนี้ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เด็กสาวที่ยืนคุมเข้มการฝึกก็ร้องบอก 

 

“ เอาล่ะ วันนี้ฝึกเพียงเท่านี้ก่อน ” 

 

“ เฮ้อ…… ” เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งกับพื้น คอของเขาก็เริ่มพับลงด้วยท่าทางที่เหมือนคนหมดเรี่ยวแรง 

 

“ เอาล่ะลุกได้ เราจะเดินทางกลับไปพักที่เดิม เร็วเข้า ” เด็กสาวออกคำสั่ง 

 

“ อ้าว เราไม่พักแถวนี้หรือ ” เด็กหนุ่มแหงนหน้าถาม 

 

“ ไม่ เวลากลางคืน บริเวณนี้จะมีมอนสเตอร์แกร่งๆโผล่ออกมา ชั้นขี้เกียจจะเสี่ยง ” เด็กสาวพูดเพียงแค่นั้นก็เดินจากไปโดยไม่สนใจว่ามาวินจะเดินตามเธอไปหรือไม่ 

 

“ เฮ้ๆ รอด้วยสิ ” มาวินรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามหลังเด็กสาวไปในทันที 

 

…………………………

         

        ยามค่ำคืนกลางป่าลึก ท้องฟ้าในยามนี้ดำมืดมิดเหมือนมีผ้าดำปกคลุม มีเพียงแสงดาวหลายล้านดวงที่ส่องสว่างสกาวพร่างพราวเต็มผืนแผ่นฟ้า โดยมีดวงจันทร์ที่โตเกือบเต็มดวงสาดแสงเหลืองนวลๆตั้งเด่นเป็นประธานอยู่ท่ามกลางดาวดวงเล็กที่มากมายเกินคณานับ ลมยามดึกโชยพริ้วเพียงแผ่วๆกวาดเอาไอเย็นและกลิ่นของดอกไม้ป่าที่หอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ  

         

 

       มาวินนอนหงายอยู่ข้างกองไฟ เขาเอามือไขว้เพื่อรองหัวนอน ใบหน้าก็แหงนมองท้องฟ้าที่ดาษดื่นด้วยดาวสุกใส  โดยมีเด็กสาวปริศนานั่งทำอะไรบางอย่างอยู่ฝั่งตรงข้ามของกองไฟ 

         

 

       มาวินนอนนิ่ง ดวงตาหรี่เล็กจับจ้องไปที่ท้องฟ้ายามราตรีแบบไม่วางตา แม้ดวงตาคู่นั้นจะดูนิ่งคล้ายไร้อารมณ์แต่ถึงกระนั้นก็ยังแฝงแววเศร้าสร้อย อาลัย อาวรณ์และถวิลหาอย่างสุดซึ้ง ทันใดนั้นเองก็มีเสียงห้าวๆของหญิงสาวดังขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย 

 

“ นายลิงหัวเขียว ทำไรอยู่ หลับแล้วรึ ” 

         

 

       เด็กหนุ่มไม่ขยับ เขายังคงนอนนิ่งในท่าเดิม ครู่หนึ่งเขากล่าวตอบกลับมาเบาๆแค่พอได้ยิน

 

“ ยังไม่หลับหรอก ชั้นนอนดูดาวอยู่ ” 

 

“ ทำไม นายดูดาวเป็นรึไง เจ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวถามกลับ 

         

 

       เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ดวงตาหลับพริ้มลงนิดนึง จากนั้นก็ตอบกลับมา 

 

“ ดูไม่เป็นหรอก แค่ดูมันแล้วคิดเล่นๆไปเรื่อยเปื่อยน่ะ ” 

 

“ คิดว่าอะไรล่ะ ” เด็กสาวถามเรียบๆ 

        

 

        มาวินนิ่งอยู่ชั่วครู่ อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มก็ตอบกลับมาเบาๆ  

 

“ ก็คิดว่า ที่ดาวดวงใดดวงหนึ่งบนท้องฟ้านั้นน่าจะเป็นที่ที่ชั้นจากมา ต่อมาก็คิดว่าคนที่ชั้นจากมาน่าจะกำลังมองดาวบนท้องฟ้าในยามนี้แล้วเธอก็คงคิดแบบเดียวกับชั้น ซักวันหนึ่งชั้นจะกลับไปเธอ ” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มที่เอื้อนเอ่ยออกมาดูสั่นเครือและแฝงแววสะเทือนใจ

         

 

        ความเงียบเข้าเกาะกุมบรรยากาศ คล้ายกับว่าเด็กสาวที่ร่วมทางกับมาวินในตอนนี้ได้หายลับไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่สนใจ ขอเพียงให้เขาได้อยู่กับจินตนาการของเขาในตอนนี้ เขาเองก็สุขใจแล้ว จินตนาการที่เขาได้กลับไปอยู่ร่วมกับบรรดาผู้คนที่เขารัก 

         

 

        ทันใดนั้นเองวิมานกลางอากาศที่เด็กหนุ่มวาดไว้ก็พังทลายเมื่อมีอะไรบางอย่างลอยมาปะทะใบหน้าของเด็กหนุ่มแบบเต็มๆ สัมผัสแรกบอกได้ว่าสิ่งนั้นดูเหนียว นิ่มและมันๆยังไงชอบกล 

 

“ เฮ้ยๆ เธอจะทำอะไร ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นโวยเพราะเริ่มหงุดหงิดที่ถูกดึงออกมาจากโลกแห่งความฝันอันสวยงามและอบอุ่นของตัวเอง 

       

 

       สิ่งที่เด็กหนุ่มเห็นก็คือเด็กสาวปริศนาที่นั่งชันเข่าอยู่ในท่าเดิม ในมือของเธอมีเนื้อติดกระดูกของสัตว์อะไรซักอย่างอยู่ เธอก้มลงแทะเคี้ยวกินเนื้อติดกระดูกนั้นอย่างเอร็ดอร่อย พอเธอเหลือบไปเห็นแววตาของเด็กหนุ่มที่จ้องมายังเธอด้วยอาการขุ่นเคือง เธอก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย 

 

“ กินซะ จากนั้นก็พักผ่อน นายยังต้องฝึกอีกเยอะ ”  

 

“ เอ๋ กินอะไร ” เด็กหนุ่มเจอแบบนี้เข้าไปถึงกับเอ๋อรับประทาน ต่อมาเขาเหลือบมองมาที่มือ เขาก็พบว่าไอ้สิ่งที่เด็กสาวขว้างมากระทบถูกใบหน้าของเขาเมื่อครู่นี้ก็คือ เนื้อติดกระดูกขนาดเขื่องที่ย่างรมควันจนสุกแล้ว

 

“ ว้าว กำลังหิวอยู่พอดีเลย ” เด็กหนุ่มไม่รอช้า เขารีบขย้ำก้อนเนื้อติดกระดูกเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม 

        

 

       เวลาที่ใช้ในการส่งเนื้อย่างรมควันอันโอชะเข้าปากกินเวลาเพียงน้อยนิด ด้วยเพราะเด็กหนุ่มในยามนี้ดูจะหิวโหยอย่างที่สุด ทันทีที่กินเสร็จ เด็กหนุ่มก็ล้มตัวลงนอนในท่าเดิม ปากร้องลั่นด้วยความดีใจที่สามารถสลัดความหิวโหยในยามนี้ไปได้ 

 

“ เฮ้อๆ…..อิ่มจังตังค์อยู่ครบ เยี่ยมเลย รอดไปอีกหนึ่งมื้อแล้ว ” 

 

“ หึๆ ” เด็กสาวยิ้ม ในใจแอบคิดว่า เจ้าลิงหัวเขียวตัวนี้มักมีท่าทางและคำพูดแปลกๆออกมาให้ขำอยู่เสมอ 

        

 

        ในขณะนี้เด็กสาวได้แหงนหน้ามองท้องฟ้าตามเด็กหนุ่มหัวเขียวบ้าง ดวงตาคมกร้าวของเด็กสาวไม่วางวายไปจากท้องฟ้ายามราตรีที่สุกสกาวไปด้วยแสงดาวที่พร่างพราว เด็กสาวมองความงามของมันด้วยอารมณ์ที่สดใสกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา หางตาก็เหลือบแลไปที่เด็กหนุ่มซึ่งกำลังนอนดูดาวในท่านอนหงาย เวลาต่อมาเธอก็กล่าวถามช้าๆด้วยเสียงที่แผ่วเบา 

 

“ เจ้าลิงหัวเขียว นายมาจากไหนกันแน่ ” 

          

 

        เด็กหนุ่มผู้ถูกขนานฉายาว่า ลิงหัวเขียว ตอบกลับแบบช้าๆแต่ชัดเจน 

 

“ ที่ๆชั้นจากมา มันไกลจากที่นี่มาก ชั้นไม่แน่ใจว่าคนที่นี่จะรู้จักมันมั้ย ” 

 

“ เป็นหมู่บ้านเล็กๆตกสำรวจรึไง ” เด็กสาวถามกลับ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดูเคลือบแคลง 

         

 

        เด็กหนุ่มเงียบไปหลายอึดใจคล้ายว่าเขากำลังนึกตรึกตรองบางสิ่งบางอย่าง เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ตอบกลับมา

 

“ ก็ประมาณนั้นแหละ ว่าแต่เออ…” 

 

“ อะไรล่ะ ” เด็กสาวถามกลับในทันที สังเกตให้ดีเหมือนกับว่ามีแววร้อนรนในน้ำเสียงอยู่เล็กน้อย 

 

“ คือ…ชั้นอยากจะบอกว่า…ขอบคุณเธอมากนะ ” เด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงนิ่มนวลอันส่อแววสำนึกขอบคุณอย่างจริงใจ 

          

 

       ไม่มีเสียงตอบรับใดๆของเด็กสาว ส่วนมาวินก็นอนเงียบกริบไม่ได้พูดอะไรออกมาต่อ พักเดียวเท่านั้นเด็กสาวปริศนาก็เหมือนจะได้ยินเสียงประหลาดบางอย่างออกมาจากปากของเด็กหนุ่ม เสียงนั้นเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาและสม่ำเสมอ เสียงนั้นเปล่งออกมาว่า 

 

“ คร่อก………ฟี้ ” 

       

 

        เด็กสาวลุกขึ้นอย่างช้าๆแล้วก้าวเดินมาหยุดยืนอยู่เหนือหัวของมาวิน จากนั้นเธอก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆเด็กหนุ่มร่างเล็กที่บัดนี้นอนหงายหลับใหลน้ำลายยืด ดวงตาที่เคยคมกร้าวของเธอคลายความเคร่งขรึมลง ทำให้ดวงตาคู่นั้นอ่อนโยนและส่งผลให้ความงามซึ้งบนใบหน้าถูกเปล่งประกายออกมา เธอจับจ้องมองมาที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้กำลังหลับสนิท ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์ บริสุทธิ์และใสซื่อราวกับเด็กน้อย เธอมองดูเงียบๆซักพักก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆลงบนใบหน้างามของเธอ

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา