The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  23 LV
  4 วิจารณ์
  1,202 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

17) อัจฉริยะนักสู้

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 17 อัจฉริยะนักสู้

 

 

...........................

         

        เช้าวันใหม่ที่แสนสดใสเริ่มต้นขึ้น พระอาทิตย์ส่องแสงให้ความสว่างแก่ทุกสรรพสิ่ง อากาศในตอนนี้ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไปนัก โดยรวมนับได้ว่าเป็นวันที่ดีวันหนึ่งเลยทีเดียว

          

 

       ณ.ที่แห่งหนึ่งในโลกกว้าง ที่แห่งนี้จัดเป็นสถานที่ร่มรื่นติดอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นลานหินเรียบกว้างประมาณสนามบาสเกตบอล ต้นไม้เขียวชอุ่มหลากหลายชนิดและขนาดที่รายล้อมรอบลานกว้างอย่างเป็นระเบียบ ชั้นหินที่กองสูงหลายชั้นเป็นรูปทรงแปลกประหลาด บนยอดของชั้นหินมีคลื่นน้ำมหาศาลพัดพาลงเป็นแนวยาวมาสู่เบื้องล่าง ซึ่งมีแอ่งน้ำกว้างทรงกลมที่ดูใสราวคลื่นกระจกคอยรองรับและเมื่อพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นว่าสถานที่นี้น่าจะเหมาะแก่การตั้งแคมป์รอบกองไฟหรือไม่ก็ปิกนิกเป็นอย่างยิ่ง

            

 

       ที่กลางลานกว้างแห่งนี้ได้ปรากฏกายของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นคนร่างเล็ก ใบหน้าซูบผอมเรียวและมอมแมม ผมสีเขียวฟูเป็นกระเซิงคล้ายขอทานผสมจรจัด ยิ่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ยิ่งดูทุเรศลูกกะตามากกว่าสภาพของเขาเสียอีก เพราะชุดนั้นเป็นชุดกังฟูที่ขาดวิ่น สกปรกเก่าขาดจนแทบมองไม่ออกแล้วว่ามันเคยมีสีอะไร

         

 

        เด็กหนุ่มรายนี้กำลังขยับร่างกายร่ายรำท่าทางอย่างคล่องแคล่วว่องไว มีการโลดโผนโจนทะยานพร้อมปลดปล่อยฝ่ามือที่งองุ้มปลายนิ้วเข้ามาจนดูคล้ายกรงเล็บ บางครั้งก็ทำการหมุนตัวเตะกวาด หรือไม่ก็โยกซ้ายขวาขยับพลิกแพลง ทุกท่วงท่าดูรวดเร็วว่องไวและแฝงความดุดันในตัวเอง

          

 

       ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมที่คล้ายกับการฝึกวิชาอยู่นั้น ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งก้าวเดินเข้ามาซุ่มดูการฝึกซ้อมนั้นอย่างเงียบๆด้วยแววตาชื่นชม เด็กสาวนางมีผมสั้นสีดำประมาณบ่า ดวงหน้าคมดุ เธอซ่อนร่างเพรียวอยู่ในชุดกังฟูแขนกุดสีแดงปักลายมังกรทองตรงหน้าอก กางเกงขายาวสีขาว รองเท้ากังฟูสีดำที่ทำจากผ้ายาง

       

        ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่มกำลังฝึกฝนกระบวนท่าอยู่นั้น มีจังหวะที่เด็กหนุ่มพลิกตัวหันกลับมาทางเด็กสาว เขาจึงหยุดมือจากการฝึกฝนชั่วคราวพร้อมร้องทักเสียงดัง

 

“ ว่าไง การฝึกของชั้นเป็นไงบ้าง ”

 

“ อืม เยี่ยมที่สุด เพียงเดือนเดียว เธอก็สามารถฝึกฝนจนฝีมือก้าวล้ำหน้าชั้นไปเยอะ เธอนี่มันอัจฉริยะชัดๆ ” เด็กสาวชื่นชมเสียงอ่อนหวาน ประกายตาแฝงแววคลั่งไคล้ราวกับพวกเด็กสาววัยรุ่นที่บ้าดารา

 

“ มันแน่อยู่แล้ว ฮ่าๆ ชั้นมันสุดยอด เออนี่ เธอมาก็ดีแล้ว หนึ่งเดือนมานี่ชั้นคิดท่าใหม่ขึ้นมาได้ท่าหนึ่ง เธอคอยดูดีๆนะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวคุยโม้โอ้อวดกลับแบบไม่คิดจะถ่อมตัว หลังจากนั้นเขาก็เริ่มย่อตัวลงต่ำและตั้งกระบวนท่าต่อสู้ที่ดูทะมัดทะแมง

 

“ โหๆ….. เยี่ยมเลย ไหนโชว์ให้ชั้นดูหน่อยซิ ” เด็กสาวตบมือชื่นชม ดวงตาจับจ้องกระบวนท่าที่เด็กหนุ่มคิดค้นขึ้นมาใหม่แบบไม่วางตา

 

“ คอยดูให้ดีนะ ชั้นตั้งชื่อกระบวนท่านี้ว่า……คลื่นมังกรพิโรธ ” เด็กหนุ่มประกาศชื่อกระบวนท่าด้วยความมั่นอกมั่นใจ ฝ่ามือขวาของเด็กหนุ่มง้างออกไปข้างหลัง ส่วนฝ่ามือซ้ายยื่นไปข้างหน้าโดยเด็กหนุ่มเล็งฝ่ามือข้างซ้ายไปที่ต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบที่ยืนต้นอยู่เบื้องหน้า ดวงตาของเขาปิดสนิทคล้ายกำลังตั้งสมาธิ

          

 

       ไม่กี่อึดใจก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้น ฝ่ามือซ้ายของเด็กหนุ่มที่ยื่นไปเบื้องหน้าเกิดมีคลื่นความร้อนสีเขียวรูปทรงกลมขนาดประมาณกำมือปรากฏขึ้นมา ลูกพลังนั้นส่องสว่างแวววาวดูสวยงาม

 

“ ว้าวๆ……. ” เด็กสาวที่ยืนเป็นผู้ชมด้านหลังถึงกลับเหวอ สองมือของเธอยกขึ้นมาปิดปากอุทานด้วยอาการลืมตัว

          

 

       ทันใดนั้นเองฝ่ามือขวาของเด็กหนุ่มที่ง้างอยู่ด้านหลังก็เกิดแสงสีเขียวเจิดจ้าขึ้นมา อึดใจต่อมาเด็กหนุ่มกำมือขวาข้างนั้นแน่นแล้วพุ่งหมัดต่อยเข้าไปที่ลูกพลังสีเขียวที่มือซ้ายอย่างรวดเร็ว ทันทีหมัดขวาเรืองแสงของเด็กหนุ่มตกกระทบคลื่นความร้อนทรงกลม เด็กหนุ่มก็เปล่งเสียงตะโกนออกมาจนสุดกำลัง

 

“ คลื่นมังกรพิโรธ ”

          

 

       ลูกพลังทรงกลมสีเขียวพุ่งออกมาจากฝ่ามือซ้ายอย่างรวดเร็วจนวิ่งไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ ทันทีที่ลูกพลังนั้นปะทะเป้าหมายก็เกิดประกายแสงสีเขียวแสบตาทั่วลานกว้างพร้อมเสียงระเบิดดังสนั่นจนพื้นสะเทือน

 

“ เปรี้ยงๆ……. ”

 

“ ว้าย ” เด็กสาวปิดตาแน่นพร้อมร้องอุทานดังด้วยความตกใจกลัวเสียงระเบิดที่รุนแรง

         

 

         เขม่าควันจากคลื่นความร้อนแผ่กระจายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนมองไม่เห็นว่าต้นไม้ที่เป็นเป้าหมายจะกลายสภาพเป็นยังไง ต่อมาไม่นานควันที่เคยปกคลุมก็เริ่มเจือจางลง สิ่งที่ปรากฏหลังควันจางก็คือหลุมลึกกว้างขนาด 3 เมตร รอบข้างหลุมนั้นปราศจากต้นไม้ใหญ่โดยสิ้นเชิง ดูให้ดีก็จะพบแค่เศษไม้ขนาดย่อมๆที่วางอยู่เพียงสองสามกองเท่านั้น

 

“ โห สุดยอดไปเลย เธอทำได้ไงเนี่ย ” เด็กสาวลืมตาขึ้นมาพร้อมอาการอึ้งกิมกี่กับความร้ายกาจของท่าไม้ตายที่เด็กหนุ่มคิดค้นขึ้นมา

 

“ ฮะๆ ชั้นคือสุดยอดๆ……. ” เด็กหนุ่มยืดอกรับคำชมแบบเต็มภาคภูมิ ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังมัวแต่ปลาบปลื้มยินดีกับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่อยู่นั้นเอง ก็มีชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คนปรากฏตัวขึ้นมาที่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม ชายร่างใหญ่ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มนั้นแผดเสียงดังลั่นสนั่นป่า

 

“ เฮ้ นายคิดว่านายแน่นักรึไง เจ้ามาวิน ”

         

 

        เด็กหนุ่มขอทานหัวเขียวที่น่าจะมีนามว่า มาวิน ค่อยๆหันกลับมามองคนที่มาคุกคามเขาอย่างช้าๆ ดวงตาเล็กเรียวของเด็กหนุ่มประจักษ์ได้ว่ากลุ่มคนที่กล้ามาตอแยเขาในตอนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ แต่ละคนมีร่างกายใหญ่โตแข็งแรงและไว้หนวดเคราดูดุร้าย ทุกคนในที่นั้นสวมใส่เสื้อดำลายแมวป่า กางเกงยีนส์สีขาว ยูนิฟอร์มคล้ายพวกแก๊งวายร้ายในหนังสือการ์ตูนที่ไหนซักแห่ง

 

“ เหอะๆ แล้วพวกนายเป็นใครกันล่ะเนี่ย ” เด็กหนุ่มถามเฉื่อยๆ มือขวาเท้าสะเอว ส่วนมือซ้ายแคะขี้มูกไปเรื่อยๆด้วยท่าทางที่ดูไม่รู้ร้อนรู้หนาว

 

“ พวกเราคือแก๊งแมวป่า ได้ข่าวว่านายแน่มากนี่นะ ขอดูฝีมือหน่อย ” ชายร่างใหญ่สุดซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นหัวโจกก้าวออกมาจากกลุ่มพร้อมกล่าวท้าทายด้วยน้ำเสียงที่ก้าวร้าวดุดันและแฝงแววคุกคามออกมาอย่างชัดเจน

 

“ เฮ้ๆ….. นายน่ะเข้าใจอะไรผิดไปแล้ว ทุกสิ่งที่นายได้ยินมามันผิด ชั้นไม่ได้แน่มากอย่างที่นายเข้าใจเลยซักนิด ” มาวินส่ายหัว พลางตอบกลับด้วยท่าทีเบื่อหน่าย อาการแบบนี้ทำให้กลุ่มวายร้ายเริ่มออกอาการยิ้มเยาะเป็นทำนองว่า “ไอ้นี่มันแหยนี่หว่า” แต่ก่อนที่เจ้าหัวโจกร่างใหญ่จะทันได้พูดอะไร มาวินก็ทุบอกตัวเองสนั่นพร้อมเชิดหน้าตอบกลับมาด้วยท่าทางหยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้

 

“ จริงๆแล้ว ชั้นน่ะเข้าขั้นว่าแน่ที่สุดในโลกเลยต่างหาก ”

 

“ หน็อยๆ……. พวกเอ็งทั้งหลายไปเอาหัวของไอ้เด็กอวดดีคนนั้นมาทีซิวะ ” หัวโจกร่างสูงใหญ่ออกอาการฉุนขาดอย่างรุนแรง เหมือนว่าเขาจะไม่สามารถรับท่าทางที่ดูมั่นเกินเหตุของเด็กหนุ่มหัวเขียวได้ เขาจึงตะโกนสั่งลูกน้องนับสิบคนให้เข้าไปรุมกระทืบเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าในทันที

 

“ ว้ายๆ มันจะเข้ามาแล้ว ทำไงดีมาวิน ” เด็กสาวปริศนาร้องถามเสียงหลง

 

“ จุ๊ๆ…… หลบข้างหลังพี่สิน้อง แล้วเธอจะปลอดภัย ” มาวินหันหลังมาหลิ่วตาตีหน้าทะเล้นพร้อมจุ๊ปากด้วยท่าทางกวนๆให้เด็กสาวผู้ตื่นตระหนก

 

“ จ๊ะๆ ” เด็กสาวรีบรับคำเร็วด้วยสีหน้าตื่นกลัวพร้อมแอบไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของมาวิน

      

 

       ทันใดนั้นเองก็มีชายฉกรรจ์ร่างล่ำสันคนหนึ่งเล่นทีเผลอด้วยการพุ่งเข้ามาประชิดตัวของเด็กหนุ่ม เมื่อเข้าระยะจู่โจมชายผู้นั้นก็ปล่อยหมัดขวาตรงสุดกำลังหมายอัดใบหน้าของเด็กหนุ่มให้น็อคภายในหมัดเดียว แต่เด็กหนุ่มฉากหลบได้อย่างง่ายดายแม้จะไม่ได้หันหลังกลับมามอง จากนั้นเด็กหนุ่มก็สวนกลับด้วยการยกเท้าขวาขึ้นงัดปลายคางชายฉกรรจ์ผู้นั้นเข้าไปเต็มแรง

 

“ พลั๊ก ”

        

 

       เท้าข้างนั้นเข้าปลายคางอันเป็นจุดโฟกัสของชายร่างใหญ่แบบเต็มๆ เล่นเอาชายผู้นั้นถึงกลับตาลอยจนเอ๋ออยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆหมอบลงไปนอนกองกับพื้นในเวลาต่อมา

 

“ อ้าว เฮ้ย โทษทีๆ เผลอตอบโต้แรงไปหน่อย ก็นายดันวิ่งมาต่อยทีเผลอเองนี่นา เฮ้อๆ ” มาวินเกาหัวแกรกๆพลางถอนหายใจเบาๆแบบคนที่กำลังรู้สึกผิด

 

“ หน็อยๆ มันบังอาจอัดพวกเรา เล่นมันให้น่วมเลย ” ชาวแก๊งที่เหลือร้องลั่น พวกมันรีบกรูเข้ามาเพื่อหวังประชาทัณฑ์บาทาเด็กหนุ่มให้จมธรณี

 

“ หึๆ ” มาวินยิ้มมุมปากอย่างใจเย็น ดูท่าทางของเขาดูไม่หวั่นเกรงกับกระบวนท่าสหบาทาของชาวแก๊งกลุ่มนี้เลยแม้แต่น้อย

        

 

       ทันทีที่กลุ่มชาวแก๊งเข้าถึงตัวเด็กหนุ่ม สามคนแรกที่อยู่แถวหน้าก็รุมเข้าไปต่อยเต็มแรงหวังให้เด็กหนุ่มร่างเล็กหงายในหมัดเดียว ปากก็ส่งเสียงคำรามก้องข่มขวัญ

 

“ แกตาย ”

        

 

       เพียงชั่วพริบตาที่ชาวแก๊งคิดว่าพวกตนน่าจะอัดเด็กหนุ่มเข้าแบบเต็มๆ แต่ทั้งสามคนกลับพลาดเป้าจั่วลมจนเซถลาล้มลงไปทั้งสามคน ส่วนอีกหกเจ็ดคนที่วิ่งตามมาติดๆก็ดันสะดุดร่างชายฉกรรจ์ทั้งสามที่ล้มลงก่อนหน้าจนร่วงล้มลงไปนอนวัดพื้นตามๆกัน

 

“ อ๋อย ไอ้เด็กนั่นมันหายไปไหนฟะ ” สมาชิกแก๊งคนที่จั่วลมเป็นคนแรกร้องครางออกมา ในขณะนี้เขากำลังนอนคว่ำหน้าหมดสภาพกับพื้นโดยมีกลุ่มเพื่อนชาวแก๊งนอนทับถมอยู่เบื้องบน

 

“ เฮ้ย มันฉากหลบพวกเอ็งไปด้านขวาแล้วโว้ย ” หัวโจกลูกพี่ใหญ่ของชาวแก๊งที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหลังประกาศก้อง

       

 

        กลุ่มชาวแก๊งหันขวับไปด้านขวากันถ้วนหน้า สิ่งที่ทุกคนได้เห็นคือ เด็กหนุ่มหัวเขียวที่ยืนยิ้มแฉ่งพร้อมเอามือสองข้างเท้าสะเอวและเอาเท้าเคาะพื้นด้วยท่าทางที่ดูยียวนกวนบาทา

 

“ เฮ้ย มันหายไปตรงนั้นได้ไงวะ พวกเราลุกขึ้นไปล้อมมันเอาไว้ ” หนึ่งในกลุ่มคนที่กรูเข้ามาโจมตีร้องบอกพรรคพวก ทำให้กลุ่มชาวแก๊งรีบลุกขึ้นและวิ่งกรูกันเข้ามารุมล้อม มาวิน รอบด้าน

       

 

        แม้ มาวิน จะถูกศัตรูล้อมรอบจนหมดทางหนีแต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงแย้มยิ้มอยู่ดุจเดิม

 

“ พวกเราล้อมเป็นวงกลมแล้วรุมเข้าไปอัดมันเลย อย่างนี้ต่อให้มันไวแค่ไหนก็ไม่มีทางหลบได้แน่ๆ ” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ร้องบอกแผนจู่โจมในลำดับถัดไป

 

“ ได้เลย ลุย ” ชาวแก๊งรับคำพลางลุยเข้าไปโจมตีพร้อมกัน ทุกคนง้างแขนและขาเพื่อเตรียมแจกสหบาทามาแต่ไกล ซึ่งดูยังไงก็ไม่เห็นทางที่มาวินจะสามารถหลบเลี่ยงได้เลย

        

 

       ทว่าเด็กหนุ่มกลับหลบการโจมตีของชาวแก๊งได้อย่างง่ายดายด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ อาวุธต่างๆที่ชนชาวแก๊งประเคนเข้ามาหาได้ระคายเคืองเรือนกายของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“ เฮ้ย ทำไมมันเร็วแบบนี้นะ ” ชนชาวแก๊งบางคนเริ่มเปิดปากบ่น พวกเขาเริ่มเหนื่อยกับการไล่อัดเด็กหนุ่มแล้วเพราะไม่ว่าจะต่อยเข้าไปซักกี่หมัดก็ไม่ต้องกายของเด็กหนุ่มเลยซักนิดราวกับว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าของพวกเขาเป็นเพียงวิญญาณที่ไร้ตัวตน

        

 

       การโจมตีของชนชาวแก๊งเริ่มเชื่องช้าลงเรื่อยๆหลังรุมอัดเด็กหนุ่มจอมพริ้วได้ประมาณ 10 นาที ยิ่งเวลาผ่านไปชนชาวแก๊งก็เริ่มหยุดการโจมตีพร้อมฉากออกมาหอบเหนื่อยทีละคนสองคนจนในที่สุด…ทุกคนก็หยุดโจมตีไปโดยปริยาย

 

“ แฮ่กๆ นี่เราไล่ต่อยลมอยู่รึไงนะ ทำไมอัดมันไม่โดนเลย ” ชนชาวแก๊งหอบไปบ่นไปกันทุกตัวคน

 

“ เฮ้ พวก ทำไมเหนื่อยง่ายจัง ชั้นกำลังมันกับการโชว์สเต็ปการหลบอยู่เลย ” มาวินเอามือสองข้างไขว้หลังไปประสานที่ท้ายทอยพลางยืนขาเดียวและเอียงหน้าถามด้วยท่าทางยียวน

 

“ เก่งจริงก็อย่าเอาแต่หลบสิฟะ โจมตีพวกเราเข้ามาบ้างสิ ” หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์โต้กลับเสียงกร้าวด้วยความโมโห

 

“ โห ถ้าชั้นโจมตี พวกนายทุกคนก็เน่าหมดในทีเดียวดิ แล้วชั้นจะเท่ตรงไหนอ่ะ ” มาวินยักคิ้วหลิ่วตาพร้อมตอบกลับแบบกวนๆ

 

“ โห่ๆ ไอ้เด็กขี้โม้ เหม็นขี้ฟันว่ะ มันจะเป็นไปได้ยังไงที่คนๆเดียวจะอัดคนนับสิบล้มได้ในทีเดียว ” กลุ่มชาวแก๊งโห่ร้องทั่วกันด้วยความหมั่นไส้ในความอวดดีของมาวิน

 

“ พนันกันมั้ยล่ะ ” มาวินร้องท้า

 

“ พนันยังไง ” กลุ่มชายฉกรรจ์เอ่ยถามเงื่อนไข

 

“ ถ้าชั้นทำไม่ได้ ชั้นยอมให้พวกนายกระทืบโดยไม่หลบ ” มาวินบอกเงื่อนไขอย่างไม่ลังเล

 

“ เฮๆ เอาเลย ตกลงเลย พวกเราจะได้ไม่ต้องไล่ตามอัดมันให้เหนื่อย ” ทุกคนในแก๊งพากันเฮสนับสนุนเงื่อนไข แต่ก็มีหนึ่งในกลุ่มคนนั้นที่พอมีไหวพริบ คนๆนั้นไม่ได้รับคำในทีเดียวแต่สอบถามเด็กหนุ่มกลับด้วยน้ำเสียงเครียดขึง

 

“ แล้วถ้าพวกเราแพ้ล่ะ ”

 

“ จะไปยากอะไร พวกนายก็ร้อง มอๆ แบบวัวให้ชั้นฟังทีนึงก็พอ ” มาวินบอกเงื่อนไขบ้าๆบวมๆออกมาให้ชาวแก๊งรับฟังหน้าตาเฉย

 

“ ฮ่าๆ เงื่อนไขปัญญาอ่อนดีว่ะ ตกลงเลย พวกข้าอยากกระทืบไอ้เด็กบ้านี่เต็มแก่แล้ว ” ชาวแก๊งส่วนใหญ่ตอบตกลงพลางหัวเราะก้ากออกมาด้วยความขบขัน แม้แต่เจ้าของคำถามที่ดูสุขุมก็ยังอดยิ้มไม่ได้

 

“ โอเค ตกลงตามนั้น พวกชั้นจะยืนเฉยป้องกันอย่างเดียว เชิญนายโจมตีมาได้เลย ” ในที่สุดคนที่ดูสุขุมก็ตอบกลับมาพร้อมยิ้มเยาะในความติ๊งต๊องของเด็กหนุ่ม

 

“ ดี งั้นเตรียมรับมือ ” เด็กหนุ่มย่อกายลงต่ำ ท่าทางเหมือนเตรียมพร้อมกระโจนเข้าโจมตี

 

“ เฮือก ” ชนชาวแก๊งบางคนถึงกลับกลืนน้ำลาย แม้ทุกคนจะไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มจะสามารถอัดชาวแก๊งทุกคนลงไปนอนกองได้ในหมัดเดียว แต่ถึงกระนั้นพวกมันก็ยังครั่นคร้ามความสามารถของเด็กหนุ่มอยู่ เพราะเมื่อครู่นี้เด็กหนุ่มได้แสดงให้ชาวแก๊งเห็นถึงความเร็วที่เหนือมนุษย์ของตนเอง มันจึงทำให้ทุกคนในวงล้อมล้วนแล้วแต่ยกการ์ดขึ้นป้องกันอย่างเต็มที่

 

“ หึๆ ไม่ว่าโจมตีได้ดีแค่ไหน อย่างเก่งก็อัดร่วงลงไปได้แค่สองสามคนเท่านั้น แกแพ้พนันแน่เจ้าหนู ” หลายคนในกลุ่มเริ่มกระหยิ่มยิ้มย่อง

       

 

        มาวินนิ่งเพื่อตั้งสมาธิอยู่อึดใจ เขาก็กล่าวเรียบๆ

 

“ เอาล่ะนะ เจอนี่ ความไวแสง ”

       

 

       ทันใดนั้นเองทั่วทั้งร่างของมาวินก็เกิดแสงสว่างสีขาวแผ่กระจายออกมารอบกาย หลังจากนั้นร่างเรืองแสงของเด็กหนุ่มก็พุ่งทะยานแหวกวงล้อมของชาวแก๊งออกมาอย่างง่ายดายโดยที่ชนชาวแก๊งทุกคนไม่สามารถมองทัน

 

“ เฮ้ยๆ ไอ้หนูนั่นมันหายตัวไปแล้ว ” ชาวแก๊งทั้งหมดมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อประจักษ์ได้ว่าเด็กหนุ่มที่อยู่กลางวงล้อมได้หายตัวไปแล้ว

 

“ อยู่ทางนี้ ” เสียงเด็กหนุ่มที่อยู่นอกวงล้อมร้องดังขึ้น ชนชาวแก๊งทุกคนหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวผู้นั้นกำลังย่อตัวและง้างหมัดสองข้างไว้ที่ข้างหลัง หมัดคู่ทั้งสองของเด็กหนุ่มส่องประกายสีเขียวออกมาอย่างน่าพิศวง

 

“ ท่าไม้ตาย พายุหะนาคา ” เด็กหนุ่มตะโกนลั่นพร้อมปล่อยหมัดคู่เรืองแสงออกมาพร้อมกัน สิ่งที่พุ่งออกมาจากหมัดคู่ก็คือคลื่นพลังยาวรูปร่างคล้ายมังกรนับสิบตัว

 

“ เหวอ…… ” ชนชาวแก๊งนับสิบคนอ้าปากค้างด้วยความตกใจกับท่าไม้ตายที่เหนือมนุษย์ราวกับถอดออกมาจากท่าไม้ตายในการ์ตูน โดยเฉพาะหนุ่มฉกรรจ์ผู้สุขุมถึงขนาดหน้าบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความขวัญเสียแบบสุดๆ

 

“ ตูมๆ…… ”

       

 

       เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวรุนแรงราวกับโลกจะแตก ควันที่พุ่งออกมาจากคลื่นทำลายล้างฟุ้งกระจายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนมองดูเหมือนทะเลหมอกก็ไม่ปาน

 

“ แค้กๆ ฮัดชิ้ว ” เด็กหนุ่มหัวเขียวผู้ทรงพลังเริ่มไอและจามออกมาเพราะตัวเขาเองมีอาการแพ้ฝุ่น

         

 

      หัวหน้าร่างสูงใหญ่ผู้ยืนอยู่วงนอกได้เห็นท่าไม้ตายที่รุนแรงแบบนี้ เขาก็ถึงกลับหน้าถอดสี ตัวแข็งเกร็งจนแทบขยับตัวไม่ได้ ส่วนเด็กสาวร่างสูงที่ยืนเชียร์อยู่ไม่ห่างก็โดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจ

 

“ เย้ๆ มาวินโคตรเก่ง โคตรเท่เลย ”

       

 

        มาวินทั้งไอทั้งจามอยู่ครู่หนึ่ง ควันก็จางลงเรื่อยๆจนสลายหายไปเหลือไว้แต่เพียงซากมนุษย์กองใหญ่นับสิบคนที่นอนสิ้นสภาพเกือบทุกตัวคน มีเพียงหนุ่มผู้สุขุมเท่านั้นที่ยังสามารถผงกหัวขึ้นมาช้าๆพร้อมกล่าวเบาๆออกมาว่า……

 

“ แกแน่มาก มอๆ ”

        

 

       หนุ่มผู้สุขุมพูดจบ เขาก็ล้มฟุบลงไปกับพื้นกลายเป็นศพตามพลพรรคภายในแก๊งในทันที

 

“ ก็บอกแล้วว่าอย่าให้โจมตี บทตัวประกอบยิ่งมีน้อยๆอยู่ จะรีบตายกันไปทำไม ” มาวินเชิดหน้าพูดด้วยท่าทางที่ดูเซ็งๆ

        

 

       หลังจากไว้อาลัยให้เหล่าสมุนชาวแก๊งนับสิบไปแล้ว เด็กหนุ่มก็หันกลับมาให้ความสนใจกับหัวโจกชาวแก๊งต่อ ซึ่งบัดนี้หัวโจกร่างใหญ่ได้แต่ยืนสั่นเป็นเจ้าเข้า แววตาและสีหน้าฉายประกายหวาดกลัว เหงื่อสีใสไหลย้อยลงไปที่แก้มหยาบกร้านสีดำแดงของหัวโจก

 

“ ตกลง นายจะเอาไงต่อ จะสู้หรือจะถอย ว่ามา ” เด็กหนุ่มถามยิ้มๆด้วยท่าทีสบายๆราวเรื่องที่พูดออกมาเป็นแค่เรื่องเล่นสนุก

 

“ คนอย่างพวกข้ามีหรือจะถอยหนีศัตรู ” หัวโจกร่างยักษ์ผิวดำแดงกัดฟันกรอดใหญ่เพื่อข่มความกลัวและเริ่มตั้งท่าสู้

 

“ เยี่ยม ดีเลย เมื่อกี้ชั้นยังสนุกไม่พอเลย ” มาวินยิ้มรับคำตอบพร้อมเริ่มตั้งท่าสู้บ้าง

       

 

       ทั้งสองประจันหน้ากัน หัวโจกตั้งกระบวนท่าแบบรัดกุม แขนสองข้างที่ใหญ่ล่ำยกการ์ดขึ้นปิดร่างกายช่วงบนแน่น ทำให้ดูไร้ช่องว่างในการเข้าจู่โจม หน้าตาของเขาดูเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังผิดกับ มาวิน ที่ตอนนี้เริ่มกระโดดไปซ้ายทีขวาทีอย่างสนุกสนานราวกับกำลังเดินเที่ยวชมสวนสนุกที่แสนสุขสันต์

         

 

        เด็กหนุ่มโดดวนเวียนไปมาครู่หนึ่ง ฉับพลันเด็กหนุ่มก็หยุดกระโดดพร้อมเตือนคู่ต่อสู้ด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน

 

“ ไปล่ะนะ ”

       

 

       สิ้นคำเด็กหนุ่มก็กระโดดเตะสูงเข้าไปที่ก้านคอหวังน็อคในทีเดียว ทว่าหัวโจกที่ตัวใหญ่ยักษ์แต่กลับไม่ช้าอย่างที่คิด เขาสามารถยกแขนขึ้นบล็อกการเตะที่รวดเร็วได้และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง หัวโจกก็พุ่งหมัดขวาต่อยสวนกลับมาเพื่อหวังอัดลำตัวที่บอบบางของเด็กหนุ่ม

        

 

       มาวินเกิดจวนตัวไม่สามารถหลบได้ทัน เขาจึงต้องยกขาข้างหนึ่งยันปะทะหมัดจรวดที่พุ่งเข้าใส่เขา จากนั้นใช้แรงส่งของหมัดถีบตัวจนตีลังกาถอยหลังลงมาหยุดยืนได้อย่างสวยงาม

       

 

       ทั้งคู่จ้องตากันเงียบกริบ ดูเหมือนว่าคราวนี้ มาวิน จะยิ้มน้อยลงเนื่องจากรู้แล้วว่าคู่ต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ใช่หมูในอวยอย่างที่เขาเข้าใจ ครู่หนึ่งเด็กหนุ่มก็เอ่ยชมคู่ต่อสู้

 

“ นายตัวใหญ่ก็จริงแต่ปฏิกิริยาดีมากนะ ยกแรกนายรอดจากการเตะของชั้นได้ แล้วยกสองล่ะ ” มาวินพูดยิ้มๆแต่พอจบประโยค ร่างเล็กกะทัดรัดของเขาก็หายไปในทันที

 

“ เฮ้ย ” หัวโจกตกใจ แต่ด้วยไหวพริบและประสบการณ์ต่อสู้ที่โชกโชน หัวโจกสัมผัสได้ถึงแรงลมที่ด้านขวาของตัวเอง หัวโจกจึงฉากหลบไปทางซ้ายนิดนึง

 

“ ฟุบ ”

        

 

      แรงลมที่พุ่งปะทะก็คือหมัดของมาวิน แต่ถึงหมัดของเด็กหนุ่มจะจั่วลมเพราะหัวโจกหลบได้ทัน เขาก็ยังพุ่งตัวเข้าประชิดหัวโจกเพื่อปล่อยหมัดชุด แต่หัวโจกก็ชำนาญยุทธ์พอที่จะยกสองแขนขึ้นปัดป้องการรัวหมัดของมาวินได้ทุกกระบวน

 

“ เปรี้ยง ผั้ว พลั๊ก ตุบ ตั้บ ”

        

 

       แม้หัวโจกจะชำนาญยุทธ์ปานใด แต่ก็มีหมัดหลงที่ผ่านการ์ดของเขาเข้าไปอัดตามจุดต่างๆของร่างกายหัวโจกประมาณสี่หรือห้าหมัด ถึงกระนั้นหัวโจกก็ยืนเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับแรงกระแทกจากหมัดที่รุนแรงเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มรัวหมัดใส่หัวโจกที่ตั้งรับอย่างใจเย็นอยู่ร่วมนาที เขาก็ถอยฉากออกมาตั้งหลัก

 

“ ฟู่ๆ….. นายนี่เก่งสมกับเป็นหัวหน้าคนจริงๆ ชั้นรัวหมัดใส่ไปหลายสิบกระบวนท่าแบบนี้ นายยังยืนเฉยอยู่ได้โดยที่สมาธิก็ไม่เสีย แถมยังสามารถทำการตั้งรับได้อย่างรัดกุม ฝีมือดีเลยนะเนี่ย ” เด็กหนุ่มเริ่มจะหุบยิ้ม พลางเป่าปากระบายความร้อน

 

“ เจ้าหนู แกเองก็หมัดไวใช่ย่อย และมีหลายหมัดที่สามารถผ่านการป้องกันเข้ามาอัดชั้นได้ มีไม่กี่คนหรอกที่ทำกับข้าได้ถึงขนาดนี้ ” หัวโจกยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวชมเด็กหนุ่มบ้าง

 

“ อืม ว่าแต่นายทนหมัดของชั้นได้ไง หมัดชั้นมันแรงถึงขั้นต่อยต้นไม้ทะลุได้เลยนะ ” มาวินพยักหน้ารับพลางถามแบบ งงๆ

 

“ ฮ่าๆ เจ้าหนู นายรู้จักวิชาร่างคงกระพันมั้ย ” หัวโจกหัวเราะกว้าง พลางยืดอกโอ้อวด

 

“ ไม่รู้จักหรอก นายจะบอกว่านายใช้วิชานี้ในการรับหมัดของชั้น ” มาวินถามยิ้มๆ

 

“ ใช่ ข้าฝึกวิชานี้ถึงขั้นสุดยอด แม้แต่กระสุนปืนยังเจาะผิวหนังของข้าไม่เข้าเลย ” หัวโจกคุยฟุ้งท่าทางมันดูจะภาคภูมิใจกับวิชาของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

 

“ ฮะๆ ก้ากๆ…… ” พอจบประโยค มาวินก็ลงไปกลิ้งเกลือกกับพื้นพร้อมหัวเราะออกมาอย่างหนักหน่วงราวคนเสียสติ

         

 

        หัวโจกมองสภาพกึ่งบ้ากึ่งบวมของเด็กหนุ่มด้วยอาการหงุดหงิด เหมือนกับว่าเด็กหนุ่มไม่ให้เกียรติเขาเลย มันเลยทำให้หัวโจกตะโกนถามเสียงกร้าวด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

 

“ แกหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ทำไมฟะ ”

 

“ เอิ้กๆ ก็หัวเราะกบในกะลาอย่างนายอ่ะดิ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มยังคงหัวเราะไปพูดไปด้วยท่าทางขบขันอย่างมากมาย

 

“ ที่ว่ากบในกะลา หมายความว่าไง ” หัวโจกถาม

 

“ ก็หมายความว่า…..แม้ร่างกายของนายจะทนกระสุนปืนได้แต่นายคงไม่สามารถทนหมัดของชั้นได้ เพราะถ้าชั้นเอาจริง หมัดของชั้นน่าจะมีความรุนแรงพอๆกับปืนใหญ่ ฮะๆ ” เด็กหนุ่มหัวเราะไปพูดไปราวกับเรื่องที่พูดมันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญ

 

“ บ้าน่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่ต่อยได้หนักขนาดนั้นหรอก ข้าไม่เชื่อ ” หัวโจกยักษ์ใหญ่ตวาดก้อง

 

“ งั้นเรามาลองดูมั้ย ชั้นขอต่อยนายแบบเต็มๆแค่หมัดเดียวเท่านั้น แล้วมาดูกันว่าชั้นจะสามารถล้มนายได้มั้ย ” มาวินยิ้มกริ่มพลางยื่นข้อเสนอ

        

 

       หัวโจกยืนนิ่งเงียบครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยถามเรียบๆ

 

“ แล้วถ้าแกทำอะไรชั้นไม่ได้ล่ะ ”

 

“ ชั้นก็ยอมลดตัวเป็นลูกน้องนายไง ” มาวินตอบกลับแบบไม่ต้องคิด

 

“ อืม…….” หัวโจกยักษ์ใหญ่กุมขมับท่าทางคิดหนัก ไม่นานยักษ์ใหญ่ก็ร้องบอกเสียงดังลั่น

 

“ โอเค ตกลงตามนั้น ” ยักษ์ใหญ่ตอบตกลงพร้อมยื่นมือไปข้างหน้าเจตนาคล้ายจะขอตบมือเป็นสัญญาลูกผู้ชาย

 

“ ได้เลย ชั้นก็ตกลงตามนั้นเหมือนกัน ” มาวินยื่นมือไปตบมือตอบ

        

 

         มาวินถอยหลังไปไกลซักสองก้าว พร้อมกล่าวถามเสียงนิ่มๆด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแบบคนอารมณ์ดี

 

“ พร้อมยัง เจ้ายักษ์ ”

 

“ แวบนึง ” หัวโจกร่างยักษ์ร้องตอบ หลังจากนั้นมันก็ก้มตัวลงและทำท่าเบ่งพลัง สองมือใหญ่หนากำแน่น เส้นเลือดทั่วร่างที่อุดมัดกล้ามเริ่มปูดโปนขึ้นมา ผิวกายที่ดำแดงเริ่มซีดจางลงจนกลายเป็นสีเทาคล้ายสีเหล็ก วินาทีต่อมาหัวโจกยืดกายเต็มส่วนสัดพร้อมร้องคำรามลั่นจนก้องไปทั่วบริเวณ

 

“ อ้าๆ……. ”

         

 

        ทันใดนั้นเองเสื้อแขนกุดที่หัวโจกร่างยักษ์สวมใส่ก็ขาดออกคล้ายเสื้อนั้นกำลังจะถูกฉีกกระชากโดยมือที่มองไม่เห็น เผยให้เห็นร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อคล้าย ฮัค ยักษ์เขียวจอมพลัง เพียงแต่ร่างนั้นกลับเป็นสีเทา

 

“ ว้าวๆ….. เจ๋งโคตร ดูนายตัวใหญ่ขึ้นนะ แถมทั้งตัวนายก็กลายเป็นสีเทาแล้วด้วย เจ๋งชะมัดเลย ” เด็กหนุ่มอุทานดังด้วยความตกใจ

 

“ นี่ไง ร่างคงกระพันขั้นสูงสุดของชั้น ต่อยเข้ามาเลย เวลานี้ต่อให้กระสุนปืนใหญ่ข้าก็ไม่กลัว ฮ่าๆ ” หัวโจกร่างยักษ์หัวเราะร่าอย่างลำพองใจ

 

“ หึๆ อย่าได้ใจไปนัก ” เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆที่มุมปากพลางเดินเข้ามาอย่างช้าๆจนประชิดตัวของหัวโจกร่างยักษ์ หลังจากนั้นเด็กหนุ่มค่อยๆกางฝ่ามือขวาขึ้นแตะที่อกอวบใหญ่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าของหัวโจก

 

“ ฮ่าๆ อะไร แกกลัวจนไม่กล้าต่อยข้าเลยรึไอ้หนู ฝ่ามือเบาๆแบบนั้นจะทำอะไรข้าได้ ” หัวโจกยังหัวเราะก้องป่าอยู่ดุจเดิม

 

“ ใจเย็นๆ แล้วดูนี่ อึ้บ ” เด็กหนุ่มกดฝ่ามือแนบแน่นไปที่อกพร้อมร้องเบาๆออกมา อึดใจต่อมาแสงประหลาดสีเขียวก็เปล่งประกายขึ้นที่ฝ่ามือขวาข้างซึ่งกำลังแตะอกของหัวโจกอยู่ พริบตาต่อมาแสงนั้นก็หายไปพร้อมกับการหันหลังให้ของเด็กหนุ่ม

 

“ อ้าวๆ เฮ้ยๆ เอาฝ่ามือมาแปะแล้วก็เดินจากไป แกยอมแพ้แล้วรึ ไอ้หนู ” หัวโจกทำหน้า งง

 

“ แกแพ้แล้ว อีกเดี๋ยวแกจะล้มลงไปนอนกองและหมดสติ ” เด็กหนุ่มพูดพลางเดินจากไปโดยไม่สนใจหัวโจกเลยแม้แต่น้อย

 

“ ฮ่าๆ พูดอะไรบ้าๆ แค่ฝ่ามือกระจอกๆจะทำอะไรข้าได้ อุ้บๆ อั้กๆ ” หัวโจกหัวเราะเย้ยต่ออีกไม่กี่คำ หัวโจกก็ร้องอุทานในลำคอด้วยความเจ็บปวด สีหน้าดูบิดเบี้ยวราวกับจะตายซะให้ได้ ซักพักร่างกายใหญ่โตของเขาก็เริ่มโงนเงนไปมาครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงเสลดในลำคอของหัวโจกดังขึ้นเป็นลำดับสุดท้าย

 

“ ครอกๆ……. ”

       

 

       สิ้นเสียงครอก ร่างใหญ่ยักษ์ของหัวโจกก็ล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างแรงและหมดสติไปในทันทีตามคำทำนายของเด็กหนุ่ม

       

 

       มาวินเดินตรงมาที่สาวปริศนาที่บัดนี้จับจ้องมาวินด้วยแววตาที่ซึ้งเป็นประกาย พอเด็กหนุ่มมาถึงในระยะสามก้าว เด็กสาวกระโจนเข้ากอดในทันที พลางร้องตะโกนดังด้วยความดีใจ

 

“ เย้ๆ นายวินชนะแล้ว นายเก่งที่สุดในโลกเลย ”

 

“ เฮ้ๆ เดี๋ยวๆ เมื่อกี้เธอเรียกชั้นว่าไงนะ ” ถึงแม้มาวินจะดีใจที่ชนะศึกอย่างสวยงามแต่เขาก็ยังตระหงิดใจกับคำที่เด็กสาวปริศนาพูดเมื่อครู่จนต้องดึงตัวเด็กสาวออกไปนิดแล้วจ้องหน้าเธอแบบไม่วางตา

 

“ ก็นายวินไงเล่า นายฟังไม่ผิดหรอก ” เด็กสาวยิ้มใส

 

“ เอ คนเรียกชั้นแบบนี้มีคนเดียว อย่างนี้ก็แปลว่าเธอคือ…..” มาวินทำหน้าเหรอกับสิ่งที่เขาคาดการณ์

 

“ ใช่ ชั้นคือ….จัน เพื่อนของเธอไง ชั้นตามเข้ามาช่วยเธอ ตอนนี้น้าเดชก็หาทางพาพวกเราออกไปได้แล้วด้วย ” เด็กสาวปริศนาเฉลยตัวตนพร้อมยิ้มกว้าง

       

 

        นี่นับเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิตของมาวินเลยก็ว่าได้ ภายในหนึ่งเดือนเขาสามารถฝึกวิชาสำเร็จจนเก่งขั้นเทพ แถมเด็กสาวที่ช่วยเขามาตลอดก็คือเพื่อนสาวคนสนิทของเขา มิหนำซ้ำเธอยังมาแจ้งข่าวว่าเขาสามารถออกจากโลก The Dark World ได้อีก ถ้าเด็กหนุ่มหัวเขียวไม่ดีใจตอนนี้ก็ไม่รู้ดีใจตอนไหนแล้ว

 

“ เย้ๆ ย้าฮู้ๆ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวกระโดดโลดเต้นสลับกับตีลังกาไปมาเกือบสิบตลบ บางครั้งก็หมุนกายไปมาอยู่หลายรอบคล้ายคนสติแตก ส่วนเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็ร่วมแสดงความดีใจด้วยการตบมือ

        

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองดีใจกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเด็กหนุ่มก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้ ทันใดนั้นเขาเริ่มเอ่ยปากถาม จัน เพื่อนสาวของเขาถึงหนทางที่จะออกจาก The Dark World

 

“ แล้วพวกเราจะออกจากที่นี่ได้ไง น้าเดชจะช่วยเรายังไง ”

 

“ วิธีง่ายๆ เราก็แค่……. ” เด็กสาวยิ้มใสก่อนที่จะเริ่มอ้าปากบอก

 

“ อะไร ว่ามาเลย ” เด็กหนุ่มจ้องเขม็ง หูกางขึ้นเหมือนจะตั้งใจสดับรับฟังชนิดไม่ให้หลุดลอยไปได้เลยซักคำเดียว

        

 

        ทันใดนั้นเองฟ้าที่เคยสดใสก็กลับปรากฏเมฆหมอกขึ้นอย่างฉับพลัน

 

“ เฮ้ยๆ นี่มันคืออะไร ” เด็กหนุ่มเหลียวซ้ายแลขวาอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกงงกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันชนิดที่เขาไม่ทันตั้งตัว เด็กสาวที่ยืนข้างๆก็คล้ายว่าจะเกิดอาการวิตกกังวลด้วยเช่นกัน

 

“ คลืนๆ ” ทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงฟ้าคำรามก้องรุนแรงราวกับฟ้าถล่ม สิ่งที่เกิดทำให้เด็กวัยรุ่นทั้งสองถึงกลับสะดุ้งตกใจขึ้นมาพร้อมกัน

 

“ ฮะๆ สงสัย ฝนจะตก ” มาวินหัวเราะแห้งๆปลอบใจตัวเอง

 

“ ฮะๆ นั่นน่ะสิ หลบฝนก่อนมั้ย ” จันตอบพร้อมหัวเราะแห้งๆเช่นกัน

 

“ อนุมัติ ไปกันเถอะ ” มาวินตอบตกลงในทันที เพราะที่โล่งแจ้งที่เขายืนอยู่ตรงนี้มันเหมาะแก่การเป็นเป้าของสายฟ้าเป็นอย่างยิ่ง

       

 

        เด็กสาวเดินนำมาวินไปยังถ้ำกว้างแห่งหนึ่งเพื่อหลบฝน ระหว่างที่เด็กวัยรุ่นทั้งสองเดินตามกันมาก็ปรากฏเสียงฟ้าคำรามดังสนั่นอย่างรุนแรงคล้ายจะเกิดระเบิดล้างโลก

 

“ เปรี้ยงๆ…… ”

        

 

        อึดใจต่อมาสายฟ้ารูปร่างประหลาดคล้ายมือคนพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าและพุ่งเข้าใส่ มาวิน แบบเต็มๆชนิดที่เด็กหนุ่มไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เธอจันตกใจกลัวจนกรีดร้องเสียงดังออกมา

 

“ ว้าย นายวิน ”

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา