The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  46 LV
  5 วิจารณ์
  3,433 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

6) กลับบ้าน

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 6 กลับบ้าน

 

……………………..

         

        เช้าวันรุ่งขึ้น จันได้ปรากฏกายที่หน้าบ้านของมาวิน เธอซ่อนร่างสูงเพรียวสมส่วนของตัวเองในชุดเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าลายทหาร กางเกงยีนส์ขายาวสีดำและรองเท้าผ้าใบสีเดียวกัน ดูจะเป็นการแต่งตัวที่ทะมัดทะแมงเกินกว่าที่เด็กสาวทั่วไปพึงกระทำ ใบหน้าที่ดูมุ่งมั่นของเธอภายใต้หมวกแก๊ปลายทหารเริ่มจะขมวดนิ่วด้วยความรู้สึกหงุดหงิด    

 

“ เมื่อไหร่มันจะมาได้นะเจ้ามาวิน นัด 7 โมงเช้า แต่นี่ปาไป 8 โมงเช้าแล้วยังไม่โผล่หัวเลย มันน่ามั้ยเนี่ย ” เด็กสาวบ่นพึมพำระบายอารมณ์ 

          

 

       ทันใดนั้นเองความอดทนเธอก็ถึงขีดจำกัด เธอสะพายเป้ใบเล็กขึ้นบ่าแล้วพาร่างเพรียวได้สัดส่วนไปประชิดที่หน้าประตูบ้านของ มาวิน อย่างรวดเร็ว 

 

“ หน็อยเจ้าหมอนี่ เห็นทีต้องสอนให้รู้จักเวล่ำเวลาซะมั่ง ” เด็กสาวถกแขนเสื้อท่าทางเอาเรื่อง 

          

 

        เธอเริ่มเคาะประตูแบบรัวๆพร้อมตะเบ็งเสียงร้องเรียกอย่างดุดัน 

 

“ ปังๆ……. ” 

 

“ มาวิน นายจะนอนไปถึงไหน ตื่นซะทีสิ เช้าแล้วนะเจ้าบ้า ” 

         

 

        ทุกสิ่งที่สะท้อนกลับมาคือความเงียบ ในขณะที่เด็กสาวกำลังจะทำการปลุกรอบสองด้วยการถีบประตูเข้าไป ทันใดนั้นเองประตูบ้านก็แง้มเปิดออกมาอย่างช้าๆ เด็กสาวถึงกับยิ้มออกมาได้ด้วยความดีใจที่การปลุกอันรุนแรงของเธอได้ผล แต่ในระหว่างที่เธอกำลังจะออกปากด่าเจ้าจอมแสบโทษฐานที่ผิดนัด เธอก็ต้องตกใจตะลึง งง กับคนที่กำลังก้าวเดินออกมา………. 

         

 

        คนๆนั้นก็คือ มาวิน เด็กหนุ่มหัวเขียวจอมกวน แต่สภาพของเขาที่เห็นนั้นกลับดูยับเยินราวกับถูกรถสิบล้อเหยียบมาหมาดๆ ผมสีเขียวบนหัวยุ่งเหยิงกระเจิงไร้การเซ็ตทำให้ดูไม่เป็นทรง สีหน้าก็ดูอ่อนระโหยโรยแรง แถมขอบตายังหมองคล้ำราวกับคนอดนอน แม้เขาจะอยู่ในชุดเสื้อยืดขาว กางเกงยีนส์ขาสามส่วน รองเท้าผ้าใบที่พร้อมเดินทางแต่จากสารรูปของเจ้าตัวเห็นได้ว่าเขาไม่พร้อมสำหรับการเดินทางเลยแม้แต่นิดเดียว 

 

“ เฮ้ยๆ นายไปทำอะไรมา ทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ ” เด็กสาวถามเสียงตื่นๆ 

 

“ เหอๆ ไม่มีอะไร ไปกันได้ยัง ” เด็กหนุ่มตอบกลับแบบส่งๆ 

 

“ นี่ นายเล่นเกมยันเช้าอีกแล้ว ใช่มั้ย ” เด็กสาวนิ่งคิดแพลบนึง ก่อนที่จะเปิดปากถาม 

 

“ ใช่แล้ว ตอนแรกกะว่าจะใช้เวลาเล่นแค่สองชั่วโมงก็น่าจะเล่นจบ แต่ดันไปตายด่านสุดท้ายตั้งสามรอบ เลยทำให้จบเกมได้ช้าลง สุดท้ายชั้นก็ชนะ ชั้นเพิ่งจะโค่นหัวหน้าใหญ่ของเกมได้เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเอง เหอๆ ” มาวินแจงด้วยท่าทีภาคภูมิใจที่จบเกมแสนหินได้ แม้เขาจะดูอ่อนระโหยโรยแรงอยู่ก็ตามที 

 

“ โป๊ก ” 

        

 

       มะเหงกลูกใหญ่ของเด็กสาวฟาดเข้าไปที่กลางกระบาลเด็กหนุ่มเต็มรัก เล่นเอาเด็กหนุ่มถึงกลับฟื้นจากอาการง่วงเหงาหาวนอนในทันที 

 

“ โอ๊ยๆ เจ็บนะ ยัยจัน นี่ชั้นไปทำอะไรให้เธอนักหนาเนี่ย ทุบตีชั้นอย่างกับลูกไม่มีพ่อแน่ะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวร้องจ้ากพลางโวยวายเสียงดัง 

 

“ ก็นายมันอยากบ้าเอง มีอย่างที่ไหนจะเดินทางตอนเช้า แต่ตัวเองดันไม่ยอมหลับยอมนอน มัวแต่นั่งเล่นเกม อีกซักทีดีมั้ยเนี่ย ” เด็กสาวทำท่าขยับมือเพื่อจะซัดอีกที 

 

“ อย่านะๆ ชั้นกลัวแล้ว ชั้นผิดไปแล้ว ยอมๆ ” มาวินตะโกนลั่นพร้อมถอยหนีด้วยความตื่นกลัว 

         

 

       ทันใดนั้นเองก็มีป้าแก่ๆแถวหมู่บ้านนั้นที่ดูท่าทาง งกๆเงิ่นๆ เดินผ่านมา ทันทีที่ป้าสูงอายุร่างเล็กคนนั้นเห็นเหตุการณ์ชุลมุนของสองหนุ่มสาว เธอจึงรีบร้องห้ามในทันทีด้วยเสียงที่ยานคาง 

 

“ หนูๆทั้งคู่อย่าทะเลาะกันสิจ๊ะ เป็นผัวเมียกันคุยกันดีๆก็ได้ อย่าตบตีกันเลยจ้ะ ” 

         

 

      ทันทีที่สองหนุ่มสาวได้ยินเสียงร้องห้ามของป้าผู้ชรา ทั้งคู่ก็ถึงกลับเกิดอาการสตั๊น หยุดไล่อัดกันอย่างฉับพลัน และอาการถัดมาของทั้งคู่คือ พูดไม่ออก หน้าแดงก่ำ  

 

“ เอ่อๆ….. หนู มะ….ไม่ใช่ ” เด็กสาวปฏิเสธด้วยท่าทางตะกุกตะกัก 

 

“ ผะ…..ผมกะก็ไม่ใช่ ” เด็กหนุ่มก็เอ๋อไม่แพ้กัน 

 

“ ดีแล้วจ้ะ อย่าทะเลาะกันมีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน ชีวิตคู่จะได้ยืนยาว ” ป้าสูงอายุพูดต่อด้วยใบหน้ายิ้มละไมโดยที่ไม่ยอมฟังคำแก้ตัวใดๆ จากนั้นก็เธอเดินจากไป ทิ้งให้สองหนุ่มสาวยืนสงบนิ่งด้วยความมึนงงและเขินอายอยู่ครู่ใหญ่ 

          

 

       หลังจากความเงียบเข้ามาเยือนได้ไม่นาน เด็กหนุ่มก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา 

 

“ เอ่อ ยัยจัน พวกเราไปกันได้รึยัง ” 

 

“ ไป ไปสิ ”  จันรีบตอบกลับในทันที ท่าทางของเธอยังดูเคอะเขินอยู่เล็กน้อย 

          

 

         เด็กหนุ่มหัวเขียวขยับกายไปที่มอเตอร์ไซด์ฮอนด้าคู่โปรดเพื่อเตรียมออกเดินทาง แต่ทว่าเด็กสาวได้ร้องบอกก่อนที่เด็กหนุ่มจะสตาร์ทเครื่อง 

 

“ เดี๋ยวก่อน วันนี้ชั้นขอขับเอง ขืนให้นายขับ มีหวังว่าเราไปไม่ถึงบ้านแน่ๆ ” 

 

“ หา….. อีกแล้วหรือ ” เด็กหนุ่มร้องผวาด้วยท่าทางที่เหมือนจะกลัวเกรงอะไรบางอย่าง 

 

“ เร็ว หรืออยากกินขนมตุ้บตั้บอีกรอบ ” เด็กสาวขยับกาย ท่าทางเอาเรื่อง 

 

“ จ้าๆ ” เด็กหนุ่มทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากยอมแต่โดยดี 

          

 

        หลังจากที่สาวทอมบอยขยับเข้าที่นั่งคนขับแล้ว เธอก็สวมหมวกกันน็อคสีดำ โดยมีเด็กหนุ่มนั่งซ้อนท้ายและสวมหมวกกันน็อคสีเดียวกัน แต่ก่อนที่เธอจะสตาร์ทเครื่องเพื่อออกเดินทาง เด็กหนุ่มได้สะกิดปั้นเอวเด็กสาวพร้อมกล่าวเตือนสติออกมาเบาๆด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา 

 

“ เอ่อ……ขับช้าๆก็ได้นะ ค่อยๆไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ” 

           

 

        พอได้ยินน้ำคำของเพื่อนหนุ่มหัวเขียว เด็กสาวก็ซ่อนยิ้มไว้ภายในพร้อมยกนิ้วโป้งขึ้นมาเป็นการให้เป็นสัญญาณว่ารับทราบ แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็ยังรู้สึกใจเต้นตุ้มๆต่อมๆอยู่ดีเนื่องจากเขามีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักจากการนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ที่เด็กสาวเป็นผู้ขับขี่ ในทันทีที่เริ่มออกตัว มอเตอร์ไซด์ฮอนด้าคันงามก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วแบบสุดกำลัง

 

“ บรื้นๆ…..”

          

 

        เด็กหนุ่มหัวเขียวได้แต่ร้องเหวออยู่ในลำคอพร้อมนิ่งคิดในใจ 

 

“ ตูไม่น่าเล่นเกมยันเช้าเลย ซวยแล้วจะรอดมั้ยเนี่ย ” 

 

………………………

          

        จากชานเมืองกรุงเทพถึงใจกลางเมืองปทุมธานี น่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาที เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลาในช่วงที่นั่งซ้อนท้าย การขับของเด็กสาวนั้นทั้งรุนแรงและรวดเร็ว มีทั้งจังหวะโฉบจังหวะเฉี่ยว แถมในบางครั้งเธอก็ขับแบบฉวัดเฉวียน ซิกแซกซ้ายขวา และถ้าเป็นทางตรงก็เป็นอันว่าบิดคันเร่งมิดข้อจนได้ความเร็วสูงสุดของเครื่องยนต์ทุกที ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองกำลังผจญสงครามในสมรภูมิโหดก็ไม่ปาน 

         

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองพากันควบมอเตอร์ไซด์ฮอนด้าแล่นผ่านถนนเส้นหลักไปอย่างรวดเร็ว พอถึงสี่แยกใหญ่ที่มีป้ายบอกทาง เด็กสาวก็หักรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายรองในทันทีด้วยทักษะการขับขี่ที่ใกล้เคียงนักบิดมืออาชีพทำเอาเด็กหนุ่มหัวเขียวเกือบจะกระเด็นตกรถเพราะตั้งตัวไม่ทัน และเมื่อมอเตอร์ไซด์ฮอนด้าคู่ใจตั้งหลักบนถนนสองเลนของสายรองได้ เด็กสาวก็เริ่มลดความเร็วในการขับขี่ลงเหลือเพียงความเร็วขนาดวิ่งเอื่อยๆเท่านั้น

       

 

       เด็กหนุ่มเริ่มถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ยังสามารถเอาชีวิตรอดจากการบิดมอเตอร์ไซด์ท้ามฤตยูของเด็กสาวไว้ได้ แต่มือไม้ก็ยังคงสั่นเทาอยู่น้อยๆด้วยความหวาดกลัว

         

 

       สภาพรอบด้านในขณะนี้เป็นพื้นที่ชนบท ถนนที่เด็กวัยรุ่นทั้งสองกำลังขี่รถผ่านเป็นถนนลาดยางสองเลนที่ดูทันสมัย แต่ทางด้านซ้ายมือของทั้งคู่กลับเป็นท้องนาเหลืองอร่ามสลับกับบ้านเล็กๆขนาดหนึ่งชั้นและสองชั้นยกพื้นสูงทรงบ้านต่างจังหวัด ด้านขวาเป็นลำคลองทอดยาวไปตลอดทาง ลมเย็นๆพัดโชยให้ความสงบเยือกเย็นจนเป็นผลให้ทั้งคู่ต้องถอดหมวกกันน็อคเพื่อซึมซับบรรยากาศที่แสนสดชื่น 

 

“ พวกเราไม่ได้กลับบ้านมาตั้งนานเลยนะ ” เด็กสาวแหงนหน้ารับลมเย็นยามสาย ผมยาวสลวยสีดำขลับปลิวไสว ใบหน้าของเด็กสาวอมยิ้มน้อยๆด้วยอารมณ์ที่เป็นสุข 

 

“ เชอะ กลับไปก็ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไรเลย จะกลับไปทำไม ” เด็กหนุ่มหัวเขียวสบถ หน้าตาเขาดูบูดบึ้ง 

 

“ นี่ๆ ขอร้อง ถ้ายังคิดจะทำลายบรรยากาศดีๆอีกล่ะก็ ชั้นจะถีบนายตกรถซะเดี๋ยวนี้เลย ” เด็กสาวขู่ด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแข็งกร้าว ส่งผลให้เจ้าลิงหัวเขียวจอมปากเสียถึงกลับเงียบในบัดดล          

        

 

       เวลาผ่านไปไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เดินทางถึงจุดหมายปลายทาง นั่นคือบ้านเรือนไทยสองชั้นยกพื้นสูง พื้นที่รอบบริเวณบ้านค่อนข้างกว้างจนสามารถทำสนามฟุตซอลเล็กๆได้ซักสองสามสนามเลยทีเดียว ด้านข้างของตัวบ้านกั้นเป็นคอกวัว ทั้งคู่ควบฮอนด้าไปจอดที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ภายในบริเวณบ้าน พอจอดรถสนิท ก็ปรากฏสุนัขพันธุ์ไทยตัวหนึ่งวิ่งควบมาทางสองหนุ่มสาว

       

 

       สุนัขตัวนั้นมีขนสีดำ ใบหน้าของมันออกทรงแหลมยาวคล้ายหมาจิ้งจอก มันวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว หางของมันกระดิกสั่นด้วยความดีใจ 

 

“ อ้าว ไอ้ตึก ชั้นมาแล้ว ” เด็กสาวร่างสูงร้องทักสุนัขพันธุ์ไทยร่างเพรียวที่วิ่งมาต้อนรับ ซึ่งพอสุนัขนามว่า “ตึก” ควบมาถึง มันก็กระโดดพรวดขึ้นมาพร้อมเอาสองขาหน้าเกาะที่เอวของเด็กสาวพร้อมครางหงิงๆด้วยอาการดีใจ เด็กสาวปล่อยให้ไอ้ตึกเกาะแข้งขา เธอลูบหัวมันไปมาด้วยความเอ็นดู บางครั้งก็เกาคางให้มัน ซึ่งไอ้ตึกก็ดูจะชอบใจเป็นอย่างยิ่ง 

         

 

        หลังจากเด็กสาวทักทายไอ้ตึกอยู่ครู่ใหญ่ เธอก็ก้าวเดินต่อไปเพื่อขึ้นเรือนยกพื้นสูง ระหว่างนั้นเองไอ้ตึกก็หันไปเหลือบมองมาวินที่กำลังเดินตามเด็กสาว มันเพียงมองมาวินด้วยสายตาลังเลไม่แน่ใจว่าจะเข้าไปหาดีหรือไม่ ปากก็ร้องคราง หงิงๆ อยู่ในลำคอ 

 

“ เชอะ ไอ้หมาบ้า เมื่อไหร่รถจะคาบแกไปกินซักทีฟะ ” เด็กหนุ่มทำหน้าหงิกพลางขู่ตะคอก จากนั้นเขาก็เดินผ่านไอ้ตึกที่นั่งทำหน้าหงอ แต่พอเด็กหนุ่มเดินผ่านมันไปได้ซักสามก้าว เขาก็โยนไส้กรอกที่ซื้อมาจากเซเว่นส่งให้ไอ้ตึก

        

 

        สุนัขพันธุ์ไทยเหลือบมองไส้กรอกที่ตกอยู่ตรงหน้าด้วยอาการฉงนที่ได้รับของขวัญรสเลิศจากเด็กหนุ่มที่มันนึกระแวงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นมันก็เริ่มสวาปามไส้กรอกลงคออย่างเอร็ดอร่อย 

         

 

       ทันทีที่ทั้งสองขึ้นมาบนเรือน พวกเขาก็พบว่าชั้นบนประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ชั้นกลางที่เหมือนบ้านเรือนทั่วๆไป มีทั้งโซฟา โต๊ะรับแขก เคาน์เตอร์บาร์ มีแม้กระทั่ง LED TV ขนาด 52 นิ้วยี่ห้อ Sony มีพัดลมตั้งพื้นชนิดคอยาวหลายตัววางอยู่ทั่วบริเวณบ้านที่กว้างขวางราวศาลาวัด 

         

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งคู่เดินตามๆกันมาจนถึงห้องๆหนึ่ง พอทั้งคู่เปิดเข้าไปก็พบว่าภายในห้องนั้นเป็นห้องที่เก็บของเก่าแก่โบราณหลายชิ้น ขนาดห้องถือว่าไม่กว้างไม่แคบ สุดปลายห้องมีรูปถ่ายขนาดใหญ่ใส่กรอบทองสวยงามแขวนอยู่บนข้างฝา ในรูปถ่ายนั้นเป็นภาพชายแก่ฝาแฝดสองคนที่กำลังยืนกอดคอกันอย่างสนิทสนม ใบหน้าทั้งคู่ยิ้มละไมให้กล้อง ทั้งคู่ดูเป็นชายแก่อารมณ์ดี ผมสั้นเตียนสีขาว หน้าเหี่ยวย่น ดวงตาเล็กเรียวหยี หน้ายาวแหลม มองเผินๆดูละม้ายคล้ายคลึงกับเด็กหนุ่มหัวเขียวอยู่พอสมควร

 

“ หวัดดีค่ะ ปู่ทิม ปู่ทับ ” เด็กสาวร่างสูงยกมือไหว้พร้อมร้องทักรูปชายแก่ฝาแฝด เมื่อเธอยกมือไหว้เสร็จ เด็กสาวก็พยักพเยิดไปทางเด็กหนุ่มในทำนองที่จะบังคับให้เขากระทำตามเธอ 

 

“ ไงปู่ทับ ปู่ทิม ” เด็กหนุ่มหัวเขียวร้องทักบ้าง แต่เขาเพียงยกมือทักตามสไตค์ของเขา ใบหน้าดูเบื่อโลกชอบกล 

          

 

        เด็กสาวส่ายหัวท่าทางระอากับความบ้าบอของเด็กหนุ่ม แต่เธอก็ไม่ได้ตวาดด่าอะไรเพราะถึงด่ายังไง มันก็ไม่ช่วยให้เด็กหนุ่มจอมกวนหายจากอาการขวางโลกอย่างที่เป็นอยู่แน่ๆ ทว่าอึดใจต่อมาเด็กสาวก็เริ่มอมยิ้มน้อยๆเมื่อเธอหันกลับมามองหน้าเด็กหนุ่มหัวเขียวสลับกับมองหน้าชายชราทั้งสองที่อยู่ในภาพ 

 

“ ยิ้มอะไรมิทราบยะ คุณนายจัน ” เด็กหนุ่มหัวเขียวพูดลอยๆ สีหน้าของเขาดูหงุดหงิดนิดๆเพราะเริ่มรู้แล้วว่าเด็กสาวมองเขาทำไม 

 

“ ขำนายน่ะสิ ฮ่าๆ ดูยังไงก็แฝดคนที่สามชัดๆ นี่มันทำให้ชั้นนึกหน้านายตอนแก่ได้เลยทีเดียวนะ ว่าแต่นายน่ะจะได้แก่ตายป่าวก็ไม่รู้ ก็นายมันบ้าขวางโลกซะขนาดนี้ ฮ่าๆ….. ” เด็กสาวร่างสูงอดไม่ได้ที่จะแซวเด็กหนุ่มและหัวเราะชอบใจเพราะมาวินมีหน้าตาที่ละม้ายคล้ายคลึงกับปู่ฝาแฝดทั้งสองคนนั้นจริงๆ 

 

“ ปู่ของชั้นไม่น่ามาเป็นพี่น้องฝาแฝดกับปู่ของเธอเลย ซวยชะมัดที่ต้องมาเป็นญาติห่างๆกับเธอ ” มาวินพูดเซ็งๆ   

 

“ พูดอย่างกะชั้นอยากจะให้เป็นแบบนั้นนักนี่ หยะแหยงจะตายกับการที่ต้องมาเป็นดองกับนาย ” จันตอบกลับด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูหยะแหยง 

 

“ เชอะ นังทอมบอยบ้าพลัง ” เด็กหนุ่มสบถ 

 

“ ว่าไงนะ ไอ้แมลงวันหัวเขียว ” เด็กสาวขึ้นเสียงแข็งบ้าง 

 

“ ไม่มีอะไรครับ คุณนายจันหูแว่วไปเองครับ ” เด็กหนุ่มรีบกลับคำ น้ำเสียงอ่อนลงส่ออาการเอาใจเพราะเขาไม่อยากเจอฝ่าเท้าเบอร์ 43 ของคุณนายจันในตอนนี้

          

 

       เวลาต่อมาทั้งสองก็ไปยังห้องรับแขกเพื่อรอคอยใครบางคน จันนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาพร้อมเปิดหนังสือ “เคล็ดวิชาป้องกันตัว” อ่านอย่างสบายอารมณ์ ส่วนมาวินเจ้าของฉายาแมลงวันหัวเขียวยังคงเดินหมุนไปหมุนมาในห้องตามสไตค์คนที่อยู่ไม่สุข 

 

“ เซ็งๆ ไม่มีไรทำ จะบ้าตายแล้ว ” มาวินเริ่มโวยวาย 

 

“ นอนสิ เมื่อคืนนายไม่ได้นอนเลยนี่นา ” เด็กสาวนอนอ่านหนังสือต่อพร้อมตอบกลับมาด้วยอาการเบื่อหน่าย 

 

“ ก็อยากนอนอ่ะนะ ว่าแต่พวกอาๆเมื่อไหร่จะกลับเนี่ย นี่จะเที่ยงแล้วนะ ” มาวินตอบเรียบๆ แต่สีหน้าท่าทางกลับดูกระวนกระวาย 

 

“ อ้อ เป็นห่วงแม่กับพ่อของชั้นว่างั้นเถอะ ” เด็กสาวตอบเรียบๆ ดวงตายังไม่ละจากกระบวนท่าเด็ดๆในหนังสือ 

 

“ ก็ใช่ เฮ้ยไม่ใช่โว้ย ชั้นแค่หิวข้าว ” เด็กหนุ่มหลุดปากพูดความจริงในใจออกมานิดๆก่อนเฉไฉไปเรื่องอื่นแบบหน้าด้านๆ 

 

“ เดี๋ยวก็มา ไปดูทีวี ดื่มนมนอนไป ชั้นไม่มีเวลามาดูเเลเด็กน้อยหรอก ” เด็กสาวพูดพลางโบกมือไล่ จิตใจส่วนหนึ่งของเธอยังคงหมกมุ่นกับยุทธศาสตร์การต่อสู้ในตำรา 

 

“ เชอะ นังทอมบอยงี่เง่า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวเชิดหน้าสบถดังพร้อมวิ่งหนีเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง จากนั้นก็รีบล็อคประตูเพื่อป้องกันบาทาภัย 

 

“ เฮ้อ…… ไอ้แมลงวันหัวเขียวจอมกวน ” เด็กสาวแหงนหน้ามองแบบเคืองๆ ครู่หนึ่งเธอก็หันเหความสนใจไปที่กระบวนท่าเด็ดในตำราการต่อสู้ต่อไป

          

 

       เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เด็กสาวยังคงอยู่ในโลกส่วนตัวของเธอ ส่วนเด็กหนุ่มผู้อยู่ไม่สุขได้หนีไปเดินวนต่อในห้อง โดยที่เขาไม่ยอมหลับยอมนอนเลยแม้แต่งีบเดียวแม้ว่าเขาจะรู้สึกง่วงปานใดก็ตาม ทันใดนั้นเองก็มีเสียงชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งดังเข้ามาในบ้าน 

 

“ อ้าวลูกจันกลับมาแล้วหรือ ” 

        

 

       เด็กสาวรีบเด้งตัวออกจากโซฟาแล้ววิ่งเข้าไปหาต้นเสียงในทันที หน้านิ่งแข็งกร้าวแนวสาวดุถึงกลับบานออกมาด้วยความดีใจ เมื่อเด็กสาววิ่งไปถึง เธอก็พบกับชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อ กางเกง ม่อฮ่อม ใบหน้าของเขาเรียวยาว ผิวกายสีน้ำตาล คิ้วเข้มดกดำ ดวงตาโต ผมสั้นเกรียนมีผ้าเคียนหัว ส่วนสาววัยกลางนั้นเป็นคนร่างเล็กบาง เธอสวมเสื้อม่อฮ่อมเช่นเดียวกับฝ่ายชาย แต่ท่อนล่างกลับสวมผ้าถุงสีดำ ผิวกายของเธอเป็นสีเหลืองออกไหม้เพราะกรำแดด ใบหน้าเป็นทรงรูปไข่ ดวงตาของเธอดูงามแบบดุๆ ดูไปแล้วใบหน้าของเธอมีความคล้ายคลึงกับจันอยู่มิใช่น้อย 

 

“ หวาดดีค่าพ่อกับแม่ ” เด็กสาวกระโดดกอดหญิงและชายวัยกลางคนแบบแนบแน่น ใบหน้าของเธอยิ้มใสอย่างเป็นสุข 

 

“ แหม เด็กคนนี้ ทำอย่างกับจากกันมาเป็นปีเป็นชาติอย่างงั้นแหละ ” หญิงวัยกลางคนที่คาดว่าน่าจะเป็นแม่ของจับลูบหัวเด็กสาวด้วยความเอ็นดู

 

“ ฮ่าๆ ลูกมันกลับมา คราวนี้จัดหนักดีกว่า เลี้ยงส้มลังหนึ่งเลยเป็นไง ” ชายวัยกลางคนที่คาดว่าเป็นพ่อของจันเปล่งเสียงห้าวใหญ่ตามสไตค์คนตัวโต 

 

“ ฮะๆ พ่อแกท่าทางจะดีใจที่ลูกกลับมาจริงๆนะเนี่ย ดูซิถึงกลับจะเอาส้มที่สวนมาเลี้ยงลูกตั้งลังหนึ่งเลย ” คุณแม่ของจันหัวเราะชอบใจ 

 

“ ก็ลูกเราไม่ได้กลับบ้านมาเกือบสองเดือนแล้วนี่ เราก็ต้องฉลองกันหน่อยสิแม่ ” ผู้พ่อร่างใหญ่หันไปคุยกับหญิงวัยกลางคนร่างเล็ก 

 

“ ฮะๆ ” ทั้งสองสาวแม่ลูกมองหน้ากันเองแต่ไม่กล่าวคำใด ทั้งสองได้แต่หัวเราะชอบใจโดยมีผู้พ่อร่างใหญ่ยืนหัวเราะอยู่ข้างๆ บรรยากาศในยามนี้ดูอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่นที่ทุกคนในครอบครัวได้กลับมาพบกันอีกครั้ง 

        

 

        ระหว่างที่สามพ่อ แม่ ลูกกำลังสุขใจกับการกลับมารวมตัว ทันใดนั้นเองประตูไม้ห้องส่วนตัวของมาวินก็เปิดออก เด็กหนุ่มหัวเขียวก้าวเดินออกมา สีหน้าของเขาดูมุ่ยและบูดบึ้งราวกับหมาหิว  

       

 

        ทุกคนหันมามองเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ หญิงสาววัยกลางคนก้าวเดินเข้ามาสวมกอดเด็กหนุ่มจอมกวนอย่างนิ่มนวล ซึ่งน่าแปลกที่เด็กหนุ่มหัวเขียวไม่ได้ทำท่าทางขัดขืนหรือปล่อยหมาออกจากปากเหมือนที่ผ่านมา เด็กหนุ่มได้แต่ยืนเฉยให้หญิงวัยกลางคนโอบกอดแต่โดยดี 

         

 

       หญิงวัยกลางคนร่างเล็กถอนอ้อมกอดออกมาแล้วยืดตัวขึ้นนิดหนึ่งเพื่อประคองใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มขึ้นมองด้วยแววตาอ่อนโยน ปากก็ร้องถามเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา

 

“ กลับมาแล้วหรือ ลูก หิวข้าวมั้ย กินข้าวกันเถอะ ” 

 

“ ครับ ” มาวินพูดเพราะจนผิดปกติ แต่เขาก็เบือนหน้าหนีและไม่ยอมสบตากับหญิงสาววัยกลางคน ส่วนจันและพ่อของเขาก็ได้ยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอย่างสุขใจ 

 

………………………

         

         วงข้าวแบบคนต่างจังหวัดถูกนำมาเสิร์ฟกลางพื้นบ้าน ในวงข้าวนั้นมีทั้งแกงเผ็ด น้ำพริก ผักต้ม หมูทอด ปลาย่าง แม้จะเป็นสำรับอาหารแบบธรรมดาก็ตาม แต่ก็ชวนเจริญอาหารยิ่งนักเพราะคนที่ร่วมสำรับทั้งหมดคือคนในครอบครัวที่แสนคิดถึง ทั้งสี่คนในวงคุยกันไปคุยกันมาอย่างสนุกสนาน ในตอนแรกมาวินดูจะออกอาการหงุดหงิดและเงียบขรึมอยู่เล็กน้อยแต่หลังจากถูกบรรยากาศในวงข้าวพาไป เขาก็เลิกเก๊กแล้วหันมาสนุกสนานกับวงข้าวหรรษาด้วยการขัดคอเด็กสาวที่เล่าเหตุการณ์ต่างๆในตอนที่อยู่กรุงเทพทุกกระบวน ทำเอาเด็กสาวถึงกลับของขึ้นและทำท่าจะเผ่นทะยานขึ้นมาเล่นงานเด็กหนุ่มอยู่หลายต่อหลายครั้ง ดีที่หญิงวัยกลางคนห้ามทัพได้ทัน

 

“ เออ นี่จัน ไหนๆ ลูกก็มาแล้วแวะไปดูน้าเดช เขาหน่อยสิ ” แม่ของจันหันมาพูดกับสาวห้าวผู้ลูก 

 

“ อ้าว คราวนี้น้าเดชเป็นอะไรไปอีกล่ะ ” จันถามไถ่อย่างรวดเร็ว น้ำเสียงของเธอดูจะกึ่งๆระหว่างเป็นห่วงกับระอา 

 

“ ไม่รู้สิ คราวนี้เหมือนจะอาการหนักกว่าครั้งที่แล้วซะอีก เจ้าเดชมันเอาแต่หมกตัวอยู่ที่แท็งค์น้ำของอนามัย คนไข้ในหมู่บ้านจะไปหาหรือขอยา มันก็ไม่สนใจ จนราชการเขาจะถอดมันออกจากตำแหน่งหมอประจำอนามัยอยู่แล้วเนี่ย ” พ่อร่างใหญ่ของจันแจงบ้าง ดูเหมือนเขาระอากับพฤติกรรมประหลาดของน้องเขยคนนี้อยู่ไม่ใช่น้อย 

 

“ บางวันน้าเดชเขาก็ไม่มากินข้าวที่บ้าน แม่ต้องเอาข้าวไปส่งแล้วบังคับให้กินนั่นแหละถึงจะยอมกิน หลังกินเสร็จก็ไม่พูดจากับใครแต่ปีนกลับไปบนยอดแท็งค์น้ำ แม่ล่ะอ่อนอกอ่อนใจจนไม่รู้จะทำยังไงกับน้าเดชแล้ว ” แม่ของจันเปิดปากพูดบ้าง น้ำเสียงของเธอดูกลัดกลุ้ม 

 

“ อืมๆ…..ค่ะ เดี๋ยวหนูจะไปดูให้หลังกินข้าวเสร็จนะคะ ” เด็กสาวนิ่งคิดพลางรับคำ 

 

“ ดีจ้ะ น่าจะมีแต่จันคนเดียวเท่านั้นล่ะมั้งที่พอจะพูดให้น้าเดชเชื่อได้ ช่วยทีนะลูก ” แม่ของจันฝากความหวังสุดท้ายไว้ที่ลูกสาวจอมห้าวของตนเอง

         

 

        หลังจากนั้นจันก็เริ่มเร่งสปีดในการรับประทานอาหาร ไม่นานเธอก็กินอาหารเลิศรสในวงกับข้าวจนอิ่ม  

 

“ เอาล่ะ กินข้าวเสร็จแล้ว ไปกันได้แล้ว นายวิน ” เด็กสาวหันมาเรียกเด็กหนุ่มหัวเขียว 

 

“ อ้าวๆ แล้วชั้นไปเกี่ยวไรด้วย ชั้นไม่อยากไปหาตาแก่สติเฟื่องนั่นซักหน่อย ” เด็กหนุ่มค้านท่าทางเอาเป็นเอาตาย ปากก็ยังคาบหมูทอดอยู่เต็มปากบ่งบอกว่าเขายังไม่เสร็จสิ้นกับภารกิจสวาปาม

 

“ จะไปหรือไม่ไป ” เด็กสาวยื่นคำขาด 

 

“ แม่ดูสิ จันบังคับผมอีกแล้ว ” เด็กหนุ่มหันมาฟ้องแม่ของจัน 

 

“ ฮะๆ ไปเถอะลูก ยังไงหนูก็เป็นหลานรักอีกคนของน้าเดชเขา ไปช่วยพูดอีกแรงนะ เผื่อน้าเเกจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้บ้าง ” หญิงวัยกลางคนผู้แม่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ 

 

“ ไม่ต้องเยิ่นเย้อแล้ว ไปกันเลยดีกว่า ” เด็กสาวพูดจบก็ลุกขึ้นไปล็อกคอมาวินแล้วลากตัวไปอย่างรวดเร็ว 

 

“ โอ๊ยๆ เบาๆ เจ็บนะ ยัยทอมบ้าพลัง ” เด็กหนุ่มร้องห้ามเสียงหลง แต่หาได้ทำให้เด็กสาวหยุดมือ ตรงกันข้ามเธอกลับออกแรงล็อกคอมากยิ่งขึ้นเพื่อลากเด็กหนุ่มหัวเขียวให้ตามเธอไปเพื่อทำภารกิจที่แม่ของเธอร้องขอ 

           

 

        หลังจากเด็กวัยรุ่นทั้งสองคนหายไปจากบ้าน พ่อร่างใหญ่ของจันก็พูดขึ้นมาเบาๆด้วยท่าทีที่ดูกังวลใจ

 

“ เฮ้อๆ….เด็กสองคนนี้จะไหวมั้ยนะ เจ้าเดช มันยิ่งเพี้ยนๆ บ้าๆ อยู่ด้วย ” 

 

“ ได้อยู่แล้ว หนูจันลูกของเราเก่งอยู่แล้ว รับรองเอาน้าเดชอยู่หมัดแน่ๆ ” แม่ของจันยิ้มสดใส ท่าทางของเธอดูมั่นอกมั่นใจในตัวลูกสาวจอมห้าวของเธอเป็นยิ่งนัก

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา