The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

9.7

เขียนโดย Jalando

วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 19.53 น.

  33 LV
  4 วิจารณ์
  1,849 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2562 19.56 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

7) จุดเปลี่ยนของโชคชะตา

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

LV 7 จุดเปลี่ยนของโชคชะตา

 

…………………….

         

         มอเตอร์ไซด์ฮอนด้าแบบแต่งเคลื่อนล้อมาหยุดอยู่ที่หน้าอนามัยของหมู่บ้าน สถานที่แห่งนั้นเป็นตึกสองชั้นทาสีขาว พื้นที่โดยรอบดูแล้วน่าจะกว้างพอที่จะจอดรถได้สามถึงสี่คัน ชั้นล่างของตัวตึกเป็นห้องใหญ่เพียงห้องเดียวที่มีบานกระจกเลื่อนขวางกั้นแทนประตู ส่วนชั้นสองถูกแบ่งซอยย่อยออกเป็นสามห้องเล็กๆ ซ้ายมือของตัวตึกเป็นแท็งค์น้ำขนาดใหญ่ที่สูงพอๆกับตัวตึก แท็งค์นั้นมีสภาพเก่าจนสนิมเกาะที่ตัวถังอยู่หลายจุด

        

 

         เด็กวัยรุ่นทั้งสองส่องสำรวจสถานีอนามัยอยู่ครู่หนึ่ง เด็กสาวก็ได้ตะเบ็งจนสุดเสียงเพื่อร้องเรียกน้าชายเจ้าปัญหาในทันที

 

“ น้าเดช จันมาหาแล้วค่า ”  

 

“ เบาๆ หนวกหูน่า ยัยบ้า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวร้องห้ามเสียงแหลมพร้อมเบ้หน้าและเอามือปิดหูเพื่อป้องกันพลังเสียงที่รุนแรงของเพื่อนสาว แต่จันไม่สนใจ เธอยังคงตะโกนเรียกต่อไป 

 

“ น้าเดช ออกมาเดี๋ยวนี้ ”

        

 

        ในระหว่างที่เด็กสาวแหกปากตะโกนอยู่นั้น ก็มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นอีกคนก้าวเดินออกมาจากห้องๆหนึ่งบนชั้นสอง เด็กหนุ่มผู้นั้นซ่อนร่างสันทัดในชุดเสื้อฟุตบอลสีเขียว กางเกงบอลขาสั้นสีขาว ตราสัญลักษณ์ตรงหน้าอกเสื้อเป็นตราสัญลักษณ์สโมสรบางกอกกล๊าส เด็กหนุ่มคนนั้นดูสูงวัยกว่า จันและมาวิน ซัก 5-6 ปี ผิวกายของเขาค่อนข้างดำคล้ำ ผมสั้นเกรียน ดวงตากลมโตที่ดูขี้เล่นและใจดีถูกซ่อนไว้ในแว่นตาทรงกลม ใบหน้าเรียวและซูบผอมของเขาเริ่มอมยิ้มนิดๆจนชวนให้ใครก็ตามที่ได้เห็นต้องรู้สึกอบอุ่นใจ เวลาต่อมาเด็กหนุ่มผู้นั้นก็เริ่มเอ่ยปากทัก จันและมาวิน ด้วยน้ำเสียงที่นิ่มนวล

 

“ ไง สองคนนั้นก็คือ จันกับวิน ใช่มั้ยล่ะ ” 

        

 

       ทันทีที่จันเหลือบเห็นบุคคลที่ปรากฏกาย จันก็เกิดอาการขรึมขึ้นมาอย่างฉับพลัน ใบหน้าเรียวยาวรูปไข่ของเธอเริ่มแดงระเรื่อน้อยๆพร้อมก้มหน้าลงมองพื้น ปากของเธอตอบน้ำคำกลับด้วยเสียงที่แผ่วเบา 

 

“ ค่ะ พี่โอม ” 

 

“ เชอะ หวัดดีพี่โอม ” เด็กหนุ่มหัวเขียวทักบ้างด้วยการยกมือทักทายหนุ่มรุ่นพี่ราวกับเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน 

 

“ แหม ไม่เจอตั้งนานโตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว เจอกันครั้งที่แล้วยังเป็นแค่เด็กตัวกะเปื๊ยกคอยวิ่งไล่เตะบอลกับพี่อยู่เลย โดยเฉพาะจัน เธอน่าจะสูงพอๆกับพี่แล้วล่ะมั้ง ” เด็กหนุ่มนามว่า “โอม” กล่าวทักทายต่อด้วยอัธยาศัยอันดี 

 

“ ค่ะ พี่โอม ” เด็กสาวตอบสั้นๆ ใบหน้ายังคงก้มหน้ามองพื้นอยู่นิ่งๆ 

 

“ เออยังไงพี่ขอตัวไปก่อนนะ พอดีพี่กะว่าจะแวบหนีน้าเดชเขาน่ะ ช่วงนี้ถ้าเข้าไปหาเขาก็ระวังกันหน่อยนะ เขากำลังทำการทดลองอะไรแปลกๆอยู่ ช่วงที่ผ่านมาพี่ก็ต้องมาทำหน้าที่เป็นหนูทดลองให้แกทุกทีจนพี่จะกระอักตายอยู่แล้ว ” โอมแอบกระซิบบอกเด็กวัยรุ่นทั้งสองพร้อมเหลือบมองซ้ายทีขวาทีด้วยอาการหวาดระแวง

 

“ การทดลองอะไรหรือคะ ” เด็กสาวเงยหน้าถามในทันที ดูเหมือนว่าความสงสัยจะทำให้เธอลืมความอายไปจนหมดสิ้น         

 

“ ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก พวกเธอต้องลองไปเป็นหนูทดลองเองถึงจะรู้ แต่คาดว่าคงจะไม่ถึงกับอันตรายอะไรมากมายนักหรอก ”  หนุ่มรุ่นพี่แจงเบาๆพร้อมทำสีหน้ากระอักกระอ่วนคล้ายจะไม่อยากพูดถึงสิ่งที่กำลังเขาเล่าเท่าไหร่นัก

         

 

       ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบลงชั่วครู่ ต่างคนก็ต่างมีคำถามที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ ในเวลาต่อมาเด็กหนุ่มรุ่นพี่ก็ออกปากลาเด็กหนุ่มสาววัยรุ่นทั้งสองคนด้วยสีหน้าท่าทางที่บ่งบอกอาการร้อนรน 

 

“ เอาล่ะๆ พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวน้าเดชมา พี่จะอดชิ่งหนีแกอีก ไปแล้ว แล้วเจอกันนะ จันกับวิน ” 

 

“ ค่ะๆ ” จันรับคำอย่างรวดเร็วแต่ไม่ทันจบคำ หนุ่มโอมก็เผ่นทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เด็กหนุ่มสาวมองตามด้วยอาการตะลึง งง สีหน้าและแววตาของจันและมาวินในตอนนี้มีแต่คำถาม คำถามที่ว่า…… 

 

“ น้าเดชกำลังทำอะไร แล้วทำไมพี่โอมต้องกลัวถึงขนาดนั้น ” 

 

……………………..

         

        จันและมาวินพยายามค้นหาน้าชายทั่วทั้งชั้นบนและชั้นล่างของอนามัย ทุกห้องไม่มีการล็อคกุญแจเลยทำให้เด็กหนุ่มสาวสามารถค้นหาน้าชายตัวแสบของเขาได้ทุกซอกทุกมุม แต่พวกเขาก็พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น ทำเอาเด็กวัยรุ่นทั้งสองรู้สึกหงุดหงิดใจ 

 

“ น้าเดชแกหายไปไหนของแกนะ ” เด็กสาวเริ่มโวยวาย 

 

“ นั่นดิ หาจนเหนื่อยแล้วนะ ตาแก่สติเฟื่องมันหายไปไหนกันวะเนี่ย ” มาวินโวยมั่ง นับเป็นครั้งแรกที่เด็กวัยรุ่นทั้งสองมีความคิดเห็นตรงกัน 

          

 

         เด็กวัยรุ่นทั้งสองยืนหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่พักใหญ่ เด็กหนุ่มหัวเขียวก็ตาลุกวาวและตื่นตัวขึ้นมาอย่างฉับพลันพร้อมพูดขึ้นมาว่า 

 

“ รู้แล้วว่าจะหาแกที่ไหน แม่ของเธอบอกว่าน้าเดชมักจะไปคลุกอยู่ที่แท็งค์น้ำของอนามัยใช่มั้ยล่ะ นั่นแหละคือที่ๆเราจะไปหาแกล่ะ ”  

 

“ เออ จริงด้วยซิ  ดี งั้นเราไปหากันเลย ” เด็กสาวหน้าดุร้องอ้อขึ้นมามั่ง

 

…………………….

         

        เด็กหนุ่มหัวเขียวกับเด็กสาวร่างสูงร่วมกันทำการค้นหาคุณน้าผู้ลึกลับที่บริเวณแท็งค์น้ำเก่าและบริเวณรอบๆอย่างละเอียด เด็กหนุ่มถึงกับลงทุนปีนขึ้นไปสำรวจบนยอดของแท็งค์น้ำ แต่จนแล้วจนรอดทั้งสองก็ยังไม่เจอน้าชายจอมป่วน ทำให้พวกเขาเริ่มท้อใจ  

 

“ เฮ้อๆ…… ไอ้น้าบ้านี่มันหายไปไหนกันนะ ” มาวินนอนแผ่หลาท้าแสงแดดยามบ่ายอยู่ตรงระเบียงทางเดินเล็กๆที่รายล้อมรอบตัวถังของแท็งค์น้ำ 

 

“ เอาน่า ชั้นเชื่อว่าแกต้องอยู่แถวนี้แหละ เดี๋ยวก็คงจะเจอ ” เด็กสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับมาวินพูดพลางทอดสายตาที่ฉายแววอ่อนอกอ่อนใจลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง 

 

“ เหรอ แต่จะเจอเมื่อไหร่ล่ะ ชาติหน้าตอนบ่ายๆหรือไง ” มาวินที่ยังนอนอยู่ร้องถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิด 

          

 

       เด็กสาวจนด้วยเกล้าที่จะหาคำตอบใดๆมาประเคน แม้ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอจะหาน้าชายตัวดีของเธอได้เมื่อไหร่ เธอจึงไม่ได้ตอบกลับแต่ประการใด ในขณะที่เธอกำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าอยู่นั้น โสตประสาทของเธอก็แว่วเสียงประหลาดอะไรบางอย่างที่แผ่วเบา 

 

“ ครืด……ตื้ดๆ…… ” 

 

“ เสียงอะไรน่ะ คล้ายเสียงของเครื่องจักรเลยแฮะ ” เด็กสาวนิ่งคิดในใจ พลางสงบกายและใจเพื่อจับที่มาของเสียง 

 

“ ครืดๆ…..ติ้ดๆ….ตื้ดๆ…. ” 

          

 

      เสียงเครื่องจักรเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง เด็กสาวสงบจิตจนสามารถจับที่มาของเสียงได้ว่ามันน่าจะมาจากทางไหน ซึ่งเมื่อรู้ก็ทำให้หน้าอ่อนเยาว์ของสาวรุ่นถึงกับฉงน งงงวย ขึ้นมาในทันทีเพราะเสียงประหลาดนั้นมันดังมาจากภายในตัวถังของ “แท็งค์น้ำ” 

 

“ เฮ้ ยัยจัน เธอเป็นอะไรไป ทำไมถึงยืนนิ่งหน้าเครียดแบบนั้น ” มาวินถามไถ่ด้วยอาการร้อนรน เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเด็กสาว 

 

“ ชู่วๆ…มาทางนี้ซิ นายวิน ” เด็กสาวร้องเรียกเบาๆอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าเสียงประหลาดที่เธอได้ยินมันจะหายไปถ้าเธอส่งเสียงดัง 

        

 

       มาวินสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่ผิดแปลกไปของเด็กสาว มันทำให้เขารู้ด้วยสัญชาตญาณว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล เขาจึงลุกขึ้นไปหาจันโดยเร็ว ด้วยความตื่นเต้นจึงทำให้เขาไม่ได้เอ่ยปากกวนประสาทคู่อริสาวเหมือนทุกที หลังจากที่มาวินมาหยุดยืนที่ข้างกายของเด็กสาว เขาก็เอ่ยปากถามด้วยเสียงที่แผ่วเบา 

 

“ มีอะไรหรือ ยัยจัน ” 

 

“ นายลองเงี่ยหูฟังที่แท็งค์น้ำดูสิ มีเสียงอะไรก็ไม่รู้ดังมาจากข้างใน ” เด็กสาวบอกให้เด็กหนุ่มลองสงบใจเพื่อฟังเสียงประหลาดที่ดังมาจากภายในตัวถังแท็งค์น้ำขนาดใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยม          

 

“ ครืด……ตื้ดๆ……” 

 

“ เฮ้ย นี่มันเสียงอะไรวะเนี่ย ” มาวินถึงกลับกระโดดถอยหลังในทันทีเมื่อรับรู้ได้ถึงเสียงประหลาดที่ดังอยู่ภายใน เด็กหนุ่มหัวเขียวหันกลับไปมองเด็กสาว สีหน้าของเด็กหนุ่มฉายแววฉงน สงสัย

 

“ ไม่รู้แน่ชัดว่านี่คือเสียงอะไร แต่มันฟังคล้ายเสียงเครื่องจักรอะไรซักอย่าง น่าจะมีอะไรหรือใครซ่อนอยู่ข้างใน ” เด็กสาวพูดพลางนิ่งคิด สีหน้าแววตาส่อแววสงสัยสับสนไม่แพ้เด็กหนุ่ม

 

“ เฮื้อกๆ แล้วเราจะทำไงต่อ ” มาวินกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่พร้อมเปิดปากถามเสียงสั่นๆ

 

“ ลองเคาะดูก่อนแล้วกัน ” เด็กสาวเสนอแผนขึ้นมาในทันทีแบบที่ไม่ต้องคิด

 

“ เฮ้ย อย่าเพิ่งเคาะ คิดให้ดีก่อนซิ ยัยจัน ” เด็กหนุ่มหัวเขียวร้องห้ามแต่ไม่ทันการณ์ เด็กสาวได้ขยับกายเข้าไปทุบที่ตัวถังของแท็งค์เก็บน้ำแล้ว

 

“ ปังๆ…… ”

 

“ ใครหรืออะไรข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ” เด็กสาวทุบพลางร้องตะโกนดัง โดยหวังว่าอะไรที่อยู่ข้างในจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด

 

“ เบาๆ เดี๋ยวมันรู้ตัว เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ” เด็กหนุ่มสะกิดไหล่พลางกระซิบบอกสาวห้าวผู้เป็นญาติห่างๆ

 

“ จะเบาทำไม ก็ให้มันรู้กันไปเลยว่ามันคืออะไร นายอย่าปอดน่า ” เด็กสาวหน้าดุหันกลับมาเถียง

 

“ ใครปอดฟะ แค่ขอให้ทำให้รอบคอบหน่อยเท่านั้นเอง รู้จักคำว่าวางแผนมั้ย ยัยทอมบ้าพลัง ” มาวินขึ้นเสียง เขาเริ่มยั้วขึ้นมามั่งแล้วที่ถูกกล่าวหาว่าปอดแหก

 

“ ไม่ต้องวางให้มันยุ่งยากแล้ว ลุยเข้าไปเลย ” เด็กสาวเถียงเสียงดังลั่น

        

 

       ในระหว่างที่เด็กวัยรุ่นทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ตรงตัวถังของแท็งค์น้ำทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์เกิดมีแสงกะพริบขึ้นมาแวบหนึ่ง ในเวลาต่อมาผนังตรงตัวถังสนิมเขรอะซึ่งอยู่ด้านหน้าของเด็กทั้งสองก็ถูกเลื่อนออกมาอย่างช้าๆเหมือนประตูเลื่อนในร้านสะดวกซื้อที่มีอยู่ทั่วไป

 

“ ฟรืดๆ…….. ” 

 

“ เฮ้ย อะไรกัน ” เด็กวัยรุ่นทั้งสองร้องเสียงหลงขึ้นมาพร้อมกัน ทั้งคู่เด้งตัวถอยห่างออกไปเพื่อระวังภัยตามสัญชาตญาณ

        

 

        ทันทีที่ประตูเลื่อนลึกลับตรงตัวถังแท็งค์น้ำแบบเก่าเลื่อนออกมาจนสุด ก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างช้าๆ เขาสวมแว่นสายตาทรงกลมซึ่งปกปิดดวงตาที่ดูขวางและไม่เป็นมิตร ผมของเขายาวยุ่งเป็นกระเซิงแถมยังแซมผมหงอกขาวอยู่เป็นหย่อมๆ ร่างผอมๆของชายผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ในชุดกราวด์สีขาวแบบหมอทั่วไป เสื้อเชิ้ตสีฟ้ากับกางเกงสแล็คสีดำที่เขาใส่ดูรุ่มร่ามและหลุดลุ่ย ใบหน้าหงิกๆแบบโรคจิตของชายกลางคนเหมือนจะปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาจางๆ และในเวลาต่อมาเขาก็เริ่มเอ่ยปากทักสองวัยรุ่นผู้มาเยือน

 

“ ว่าไงไอ้หลานตัวแสบทั้งสองตัว ”

 

“ น้าเดช ” จันและมาวินตะเบ็งเสียงขนานนามบรุษผู้ปรากฏตัวอย่างพร้อมเพรียง

        

 

       หลังผ่านการทักทายกันเสร็จ ชายวัยกลางคนที่ถูกขนานนามว่า “น้าเดช” ได้กวักมือเรียกให้ทั้งสองวัยรุ่นเข้ามาในตัวถังแท็งค์น้ำพร้อมกล่าวเร่งเร้า

 

“ รีบเข้ามาเร็วๆ ไอ้สองแสบ ”

        

 

       สองหนุ่มสาวมองหน้ากันคล้ายว่ากำลังจะปรึกษากันด้วยสายตา วินาทีต่อมาทั้งคู่ก็ตกลงใจที่จะเดินตามน้าตัวแสบเข้าไปในแท็งค์น้ำ ทันทีที่เด็กทั้งสองเข้ามา ทั้งสองก็ถึงกลับตกตะลึงจนตาค้าง เพราะภายในแท็งค์น้ำเก่าทรงโบราณที่สนิมจับกลับมีพื้นที่ภายในที่บุด้วยผนังสีขาวสะอาดตา ตรงพื้นมีการปูกระเบื้องสีเดียวกัน มีโต๊ะเก้าอี้ทำงานจัดวางอยู่สองชุด บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์รูปทรงประหลาดและดูทันสมัยวางอยู่ประมาณสามเครื่อง และมีอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆวางอยู่บนโต๊ะอีกหลายชิ้น บนเพดานมีหลอดไฟนีออนแบบกลมเพียงหลอดเดียวแต่แสงสว่างที่ส่องออกมากลับเจิดจ้ากว่าปกติราวกับมีดวงอาทิตย์ซัก 100 ดวงปรากฏอยู่ในนั้น

 

“ ว้าวๆ…… นี่มันอะไรเนี่ย น้า ” มาวินมองไปรอบๆพลางถามด้วยความสงสัย

 

“ ห้องทดลองลับไง เอ็งสองคนมันเก่งสมกับเป็นหลานรักของข้าเลย สามารถหาที่นี่เจอได้ด้วยตัวเองแบบนี้ เห็นทีน้าต้องบุผนังด้วยวัสดุเก็บเสียงแล้วล่ะมั้ง เพราะเสียงเครื่องคอมในนี้มันดันดังเกินไปจนเสียงหลุดออกไปถึงข้างนอกซะได้ ” น้าเดชกล่าวไปเรื่อยด้วยน้ำเสียงร่าเริง พร้อมเอื้อมมือไปกดปุ่มที่แป้นพิมพ์คอมเพื่อสั่งให้ประตูเลื่อนปิดในทันที

 

“ ทดลองอะไรอยู่เหรอ น้า ” เด็กสาวมองซ้ายมองขวาด้วยอาการตื่นตระหนกพร้อมกล่าวถาม ท่าทางของเธอดูเหมือนจะยังคงฉงนและงุนงงกับบรรยากาศภายในห้องทดลองลับของน้าชายสติเฟื่องอยู่พอสมควร

 

“ ฮะๆ นิดหน่อยน่ะ เออ…นี่ ถ้าอยากจะรู้ก็เข้ามาใกล้ๆเพราะเรื่องนี้คือความลับขั้นสุดยอด ” อยู่ๆน้าชายสติเฟื่องของเด็กทั้งสองก็ลดเสียงลงและกวักมือเรียกให้เด็กวัยรุ่นเข้ามาใกล้ๆราวกับเรื่องที่กำลังจะคุยเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นความลับระดับชาติ

 

“ อืม….เรื่องอะไร ” เด็กวัยรุ่นทั้งสองล้อมวงเข้ามาใกล้ๆพร้อมเตรียมรับฟังสิ่งที่น้าสติเฟื่องกำลังจะเล่าด้วยใจที่เต้นระส่ำ

 

“ น้ากำลังคิดสิ่งประดิษฐ์ที่จะพลิกโฉมของโลกนี้ไปตลอดกาล ” น้าเดชบอกหลานทั้งสองด้วยสีหน้าที่ดูจริงจัง

 

“ ฮ้าๆ…… น้าบ้าไปอีกแล้ว ” เด็กวัยรุ่นทั้งสองร้องขึ้นมาพร้อมกัน

 

“ เฮ้ย เบาๆหน่อย จะตะโกนทำไมฟะ นี่คือความลับสุดยอดนะโว้ย และอีกอย่างน้าไม่ได้บ้า พวกเอ็งอยากดูสิ่งประดิษฐ์นั้นมั้ยวะ ” น้าเดชผู้สติเฟื่องร้องบอกสลับห้ามไม่ให้เด็กวัยรุ่นทั้งสองเสียงดังโดยเร็ว น้ำเสียงของเขาดูตื่นเต้นดีใจราวกับน้ำเสียงของเด็กน้อยที่อยากจะโชว์ของเล่นใหม่ให้เพื่อนๆได้ชม

 

“ แฮะๆ เอาไงดีอ่ะ ” เด็กวัยรุ่นทั้งสองมองหน้ากันเอง ความทรงจำที่แสนแย่จากสิ่งประดิษฐ์พิลึกพิลั่นตัวก่อนๆของน้าเดชยังคงจารึกอยู่ในความทรงจำของเด็กวัยรุ่นทั้งสองอย่างไม่เสื่อมคลาย

 

“ เออ น้าแน่ใจนะว่าคราวนี้มันจะไม่เกิดอะไรที่มันตื่นเต้นๆอีก ” เด็กสาวร่างสูงถามน้าชายจอมเพี้ยน

 

“ แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีก สิ่งประดิษฐ์ตัวนี้ปลอดภัยแบบสุดๆ น้าได้ทดลองกับมนุษย์มาแล้วหลายครั้ง และมันก็ประสบความสำเร็จทุกครั้ง ที่สำคัญเมื่อเช้านี้น้าเองก็เพิ่งทดลองมันกับตัวของน้าเองมาหมาดๆ รับรองไม่มีอันตรายร้อยเปอร์เซ็นต์ เอางี้มั้ยเรามาทดลองร่วมกันทั้งสามคนเลยเป็นไง ” น้าเดช นักวิทยาศาตร์สติเฟื่องรับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะ ใบหน้าที่ขมุกขมัวราวคนเสียสติเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

       

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองแอบสบตากัน ทั้งคู่รู้ได้โดยทันทีว่าหนูทดลองที่ถูกใช้ในการทดลองครั้งก่อนๆคงไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจาก “พี่โอม” นั่นเอง เด็กหนุ่มหัวเขียวรีบส่ายหัวไปมาเป็นเชิงว่าให้เด็กสาวปฏิเสธ แต่เด็กสาวกลับนิ่งตรึกตรองอยู่ภายในใจ

 

“ ถ้าเราปฏิเสธสิ่งประดิษฐ์ของน้า แล้วเราจะเกลี้ยกล่อมให้น้าหายบ้าอีกรอบได้ยังไง ”

         

 

        วินาทีต่อมาเด็กสาวจึงตัดสินใจพยักหน้ารับคำ พร้อมรับคำเสียงเข้ม

 

“ โอเค ส่งไอ้สิ่งประดิษฐ์ที่ว่าเจ๋งของน้าออกมาเลย พวกหนูพร้อมที่จะทดลองแล้ว ”

 

“ เยี่ยมมาก อย่างนี้ถึงจะสมเป็นหลานรักของน้า ฮ่าๆ….. ” คุณน้าจอมเพี้ยนขยับร่างผอมๆไปยังโต๊ะยาวตรงมุมห้อง จากนั้นเขาก็หยิบบางสิ่งที่อยู่ในลิ้นชักเพื่อนำมันออกมาอวด

 

“ เอาอีกแล้วหรือเนี่ย ” เด็กหนุ่มหัวเขียวถึงกลับคอตกที่ต้องพบเจอกับของสิ่งประดิษฐ์บ้าๆบอๆของคุณน้าจอมเพี้ยนอีกครั้ง

       

 

       น้าเดชใช้เวลาเพียงไม่นานก็หยิบสิ่งประดิษฐ์วิเศษของเขาออกมาโชว์ต่อหน้าเด็กวัยรุ่นทั้งสอง สิ่งนั้นมีหน้าตาคล้ายกล้องอินฟราเรดแบบครอบหัวได้ ต่างกันก็แต่เพียงด้านข้างของตัวกล้องมีปุ่มสีสันสวยงามติดตั้งอยู่โดยรอบ ที่สำคัญกล้องประหลาดพวกนั้นมีจำนวนถึงสามชิ้นซึ่งเท่ากับจำนวนคนที่จะเข้าร่วมทดลองในครั้งนี้

 

“ ดีเลย ที่น้าทำเผื่อไว้ถึงสามอัน เมื่อเช้านี้น้าได้ทำการทดลองใช้ไอ้นี่กับคนจำนวนสองคนพร้อมกัน สรุปผลว่าน้าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ” น้าเดชพูดพลางกดโน่นนี่นั่นที่แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานเพื่อทำการเซ็ตระบบ

        

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองรู้ชัดเลยว่าสองคนที่ว่านั่นคงไม่พ้น ตัวน้าเดชเองกับพี่โอม นั่นแหละ ทั้งสองเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเพราะไม่รู้ว่าต่อไปข้างหน้า พวกเขาจะต้องพบเจอกับอะไร ในที่สุดมาวินก็อดรนทนไม่ได้กับความกดดันที่ก่อตัวจนต้องเอ่ยปากถามน้าเดช

 

“ ตกลงไอ้กล้องประหลาดนี่มันคืออะไรอ่ะน้า หรือมันจะเป็นแว่นตาที่ใช้สำหรับถ้ำมองสาวๆ ”

 

“ เฮ้ย ไอ้บ้านี่ ” เด็กสาวปรามพร้อมบิดเนื้อที่แขนของเด็กหนุ่มจนเขาหน้าเบ้ เพราะเธอรู้ดีว่าน้าสติสตังไม่สมประกอบผู้นี้ค่อนข้างเซ้นซิทีฟกับสิ่งประดิษฐ์ของตนเองเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการที่ไปดูถูกสิ่งประดิษฐ์อันล้ำค่า(ในความคิดของเขาคนเดียว)ย่อมเป็นการทำร้ายน้ำใจกันอย่างรุนแรง

 

“ ไม่ใช่ว่ะ ไอ้หลานวิน ไอ้นี่มันเจ๋งกว่านั้นอีก ตอนนี้น้ายังไม่บอกพวกเอ็งหรอก แต่อีกเดี๋ยวพวกเอ็งจะได้รู้ซึ้งถึงพลังของมัน ฮ่าๆ…… ” ไม่เพียงน้าเดชจะไม่โกรธแต่เขากลับหัวเราะชอบใจออกมา น้ำเสียงของน้าเดชดูตื่นเต้นจนดูผิดปกติ อาการแสดงออกดังกล่าวของน้าชายผู้นี้ผิดจากสิ่งที่เด็กสาวคาดไว้ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

 

“ เอ้า ดูนี่ให้ดีนะ ” น้าเดชเปิดคลิปไฟล์ mp 4 ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ทันทีที่เปิด บนจอคอมพิวเตอร์ก็ฉายภาพบรรยากาศในงานเต้นรำแบบลีลาศ ชายและหญิงทุกคนในคลิปต่างพากันสวมใส่เครื่องแบบสากล และชุดราตรีอันดูงามสง่าราวเทพบุตร เทพธิดา หลายคนในนั้นโชว์สเต็ปการเต้นลีลาศใส่กันอย่างสวยงาม โดยมีเพลง “ชื่นชีวิต” ของสุนทราพรดังคลอตามจังหวะการเต้น

 

“ น้า ผมจะหลับแล้วนะ น้ามาเปิดอะไรให้ผมดูเนี่ย ฮ้าว….. ” มาวินเริ่มเปิดปากหาว ซึ่งเขาก็รู้สึกง่วงขึ้นมาจริงๆ

 

“ เหอๆ นี่แค่เปิดโรงเฟ้ย ยังไม่ถึงตาพระเอกออกโรง เอาล่ะถ้าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเอ็งใส่แว่นวิเศษของน้าได้ ” น้าเดชเริ่มติดสาย usb แบบยาวเข้ากับพอรต์ usb ที่แว่นวิเศษทั้งสาม หลังจากนั้นก็ทำการเชื่อมต่อสาย usb นั้นเข้ากับพอรต์ usb ของคอมพิวเตอร์ตัวที่กำลังฉายฉากงานเต้นลีลาศ

 

“ ฮะๆ ” มาวินใส่ไปหัวเราะไปเรื่อยเปื่อย อาการประมาณว่าเริ่มจะเซ็งๆที่ให้เขามาทำอะไรบ้าๆบอๆแบบนี้  ส่วนเด็กสาวก็เริ่มสวมแว่นวิเศษด้วยท่าทางที่ดูเงียบขรึมจนผิดปกติ

        

 

       ทันทีที่หนุ่มสาวทั้งสองคนสวมใส่แว่นวิเศษสีดำเป็นที่เรียบร้อย ทั้งมาวินและจันก็รู้สึกได้ว่าไอ้เลนส์ของแว่นตาประหลาดนี้มันก็คือเลนส์สามมิติธรรมดาดีๆนี่เอง มาวินผิดหวังมากจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามแบบเซ็งๆ

 

“ นี่น้า ไอ้นี่มันก็แค่แว่นตาสามมิติธรรมดาเองไม่ใช่หรือ ”

 

“ ก็จริง ตอนนี้มันแค่แว่นสามมิติธรรมดา แต่ไอ้หลานเอย ลองกดปุ่มสีแดงที่อยู่ด้านบนสุดตรงแถบขวามือของเอ็งดูสิ แล้วเอ็งจะรู้ว่ามันไม่ใช่แค่แว่นตาสามมิติธรรมดาอย่างที่เอ็งเข้าใจ ฮ่าๆ…. ” เสียงหัวเราะแปร่งๆจากปากน้าเดชเริ่มเปล่งออกมา

 

“ เชอะ จะมีอะไรกันนักหนา ” เด็กหนุ่มพูดเบาๆกับตัวเองแบบไม่ใส่ใจนัก แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกตื่นเต้นจนใจแทบจะเต้นเป็นจังหวะรุมบ้าอยู่แล้ว

 

“ เฮื้อกๆ ” เด็กสาวร่างสูงกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่และหันไปสบตากับเด็กหนุ่มอย่างเงียบๆ เหมือนจะส่งกระแสจิตบอกต่อกันว่า “กดพร้อมกันนะ” ทั้งคู่พยักหน้าให้กัน หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็กลั้นใจกดปุ่มแดงที่อยู่บนสุดทางด้านขวามือตามคำบอกของน้าชายจอมเพี้ยน

 

“ ปี้บๆ….. ”

        

 

       เสียงสุดท้ายที่มาวินได้ยินก็คือ….เสียงสัญญาณบอกเวลาของนาฬิกาข้อมือขนาดเล็ก สิ่งต่อมาที่มาวินสัมผัสได้คือความรู้สึกว่างเปล่า เขาไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รู้สึกอะไรราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้อีกแล้ว

 

“ เฮ้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น ” เด็กหนุ่มร้องตะโกนสุดเสียงแต่เขากลับไม่ได้ยินอะไรกลับมาเลยแม้แต่เสียงของตัวเอง

       

 

       ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังหวาดกลัวอยู่นั้น ทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ว่า เขากำลังนั่งอยู่ที่เชิงบันไดทางขึ้นชั้นสองของคฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่ง มีบรรดาไฮโซชายหญิงในชุดสากลและราตรีจับคู่กันเต้นลีลาศตรงลานกว้างเบื้องหน้าของเขาอย่างสนุกสนาน แน่นอนเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่นั้นคือเพลง “ชื่นชีวิต”

 

“ เดี๋ยวๆ นี่มันคุ้นๆ เอ นี่มันฉากงานเต้นรำในคลิปวิดิโอที่เราดูเมื่อครู่นี้นี่หว่า เฮ้ยๆ ดูตัวเราดิ ว้าวๆ….เท่วุ้ย ” เด็กหนุ่ม งง กับสภาพแวดล้อมชั่วครู่ แต่เมื่อหันไปมองตัวเองก็พบว่าตอนนี้เขาอยู่ในชุดสากลสีดำราคาแพง

 

“ เฮ้ นายวิน ” เสียงเด็กสาวร่างสูงดังมาจากทางด้านหลัง เด็กหนุ่มจึงหันหน้ากลับไปมอง

       

 

        สิ่งที่เด็กหนุ่มได้ประสบแทบทำให้เด็กหนุ่มลืมหายใจ เนื่องจากภาพนั้นคือภาพของ…….จันที่อยู่ในชุดราตรีแบบเสื้อกระโปรงสีแดงที่มีชายกระโปรงบานยาวถึงตาตุ่ม เสื้อที่สวมใส่เป็นแบบเปิดไหล่เผยให้เห็นเนื้อนวลขาวผ่องเป็นยองใยตรงหัวไหล่ เรือนผมที่เคยปรกหน้าปิดตาข้างหนึ่งแบบเซอร์ๆของเด็กสาวก็ถูกจัดมวยผมและรวบไว้ด้านหลังด้วยปิ่นปักผมสีทองอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ใบหน้าเนียนใสขาวผ่องไร้สิวฝ้าของเด็กสาวดูแดงระเรื่อและเด่นดวงขึ้นมาถนัดตา ดวงตาคมเข้มถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางทำให้ดวงตาของเธอดูหวานซึ้งน่าค้นหาและชวนมอง จมูกโด่ง ปากเชิดหนาของเธอก็รับกับใบหน้าเรียวรูปไข่อย่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อนำมาผสมกับร่างสูงเพรียวได้สัดส่วนของเธอ ยิ่งทำให้สภาพของเธอในตอนนี้ดูสูงสง่าราวกับเจ้าหญิงสูงศักดิ์ในดินแดนแห่งหนึ่งแห่งใดก็มิปาน

 

“ ฮะแฮ่มๆ จ้องพอยัง นายวิน ” เด็กสาวแกล้งกระแอมเบาๆเพื่อให้มาวินรู้สึกตัว ใบหน้าของเด็กสาวเริ่มแดงระเรื่อมากขึ้นด้วยความเขินอาย

 

“ เอ๊ะ อ้อ พอแล้ว ตกลงที่เห็นนี่คือ จัน จริงๆใช่มั้ยเนี่ย ” มาวินเริ่มรู้สึกตัว ปากก็เริ่มเอ่ยถามออกมา ภายในใจนึกทึ่งกับภาพที่เห็นตรงหน้า ทั้งที่เขาและจันอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กแต่เขาไม่เคยรู้เลยว่าญาติห่างๆของเขาจะสวยสง่าได้ถึงขนาดนี้

 

“ ก็ใช่อ่ะสิ จะใครอีกเล่า ตาบ้านี่ เลิกจ้องชั้นได้แล้ว ” จันตอบกลับ ท่าทางยังคงเขินอายอยู่เล็กน้อย

 

“ ฮ่าๆ เป็นไงหลานรักทั้งสอง แว่นวิเศษของน้าเจ๋งมั้ย นี่แหละคือความสำเร็จสุดยอดของน้า ฮ่าๆ ” วินาทีนั้นเองน้าสติเฟื่องของเด็กทั้งสองก็ปรากฏตัวที่ด้านหลังพร้อมโถมกายเข้ามาโอบกอดเด็กหนุ่มสาวทั้งสอง และเริ่มคุยโวโอ้อวดถึงความสำเร็จของตนด้วยท่าทางที่ดีใจจนสุดกู่

 

“ เออ น้า ตอนนี้พวกเรากำลังอยู่ในคลิปที่น้าเปิดให้เราดูใช่มั้ย ” เด็กสาวรีบถามน้าสติเฟื่องด้วยความตื่นเต้น

 

“ แม่นแล้วหลานเอย ” น้าเดชสติเฟื่องที่ซ่อนร่างผอมของตนในชุดสากลสีเขียวแสบตากล่าวตอบด้วยท่าทางที่ดูภาคภูมิใจ

 

“ น้าทำได้ไง สุดยอดมากเลย ” เด็กหนุ่มหัวเขียวถามมั่ง สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นตกใจไม่แพ้ญาติสาวร่างสูง

 

“ น้าสามารถคิดค้นระบบทางวิทยาศาสตร์บางอย่างที่มีคุณสมบัติในการยักย้ายถ่ายเทจิตวิญญาณของมนุษย์เข้าสู่ระบบดิจิตอลได้ ผลที่ได้ก็คือเราสามารถพาตัวเราเข้าไปท่องเที่ยวในไฟล์ดิจิตอลจำพวกวิดีโอภาพเคลื่อนไหวได้ทุกชนิด และครั้งนี้พวกเราก็ได้เข้าสู่งานเต้นลีลาศที่อยู่ในคลิปไฟล์ MP 4 ได้สำเร็จ ” น้าเดชแจงระบบการทำงานแบบคร่าวๆให้หลานทั้งสองฟัง ท่าทางของเขาทั้งภาคภูมิและดีอกดีใจกับสิ่งประดิษฐ์ที่แสนวิเศษชิ้นนี้เป็นอันมาก

 

“ ว้าว…… สุดยอดเลยน้า ” เด็กวัยรุ่นทั้งสองพูดขึ้นมาพร้อมๆกัน

 

“ เหอๆ ฮี่ๆ ฮ่าๆ ก้ากๆ วุ้ยๆ ข้าคือสุดยอดนักประดิษฐ์ เราจะดัง เราจะรวย ฮ่าๆ ” น้าเดชเริ่มหัวเราะเบาๆ โดยมีสองหลานร่วมหัวเราะดีใจด้วย แต่พอน้าเดชจอมเพี้ยนเริ่มหัวเราะดังขึ้นและเริ่มเต้นเองร้องเพลงเองคนเดียว หนุ่มสาวทั้งสองก็เริ่มฉากออกมาเงียบๆปล่อยให้หนุ่มวัยกลางคนสติเฟื่องสนุกสนานกับตัวเองไปตามลำพังต่อไป ส่วนสาเหตุที่ฉากออกมาเป็นเพราะเด็กวัยรุ่นทั้งสองเริ่มรู้สึกอายที่ผู้คนรอบข้างเริ่มเมียงมองมาทางพวกเขามากขึ้น

       

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองฉากมายืนคู่กันที่มุมห้อง ทั้งคู่หันหน้ามองกัน ใบหน้าของพวกเขาเปื้อนรอยยิ้มจางๆด้วยความดีใจกับความสำเร็จของน้าชายสติเฟื่อง แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไร พวกเขาได้แต่ยืนมองไปยังงานเต้นรำเบื้องหน้าที่ดูสนุกสนาน สีหน้าท่าทางของทั้งคู่ดูกระอักกระอ่วน สับสน ว้าวุ่นผสมดีใจอย่างบอกไม่ถูก ระหว่างที่ยืนอึดอัดกันอยู่ครู่ใหญ่ มาวินก็แกล้งพูดออกมาดังๆเพื่อทำลายบรรยากาศที่แสนสับสน

 

“ เฮ้อๆ หิวน้ำแล้ว ยัยจันเอาน้ำอะไรรึเปล่า ”

 

“ ไม่เอา นายไปเอาเถอะ ” เด็กสาวพูดเรียบๆ หน้างามก้มนิ่งมองพื้น

        

 

       เด็กหนุ่มรีบผลุนไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม พอเจอบาร์เทนเดอร์ เด็กหนุ่มก็สั่งเครื่องดื่มในทันที

 

“ ไวตามิลค์เพียวๆแก้วนึง ”

 

“ ครับๆ ” บาร์เทนเดอร์หัวล้านร่างใหญ่ตอบยิ้มๆ แน่ล่ะตั้งแต่เปิดบาร์มาคงจะมีเพียงมาวินล่ะมั้งที่สั่งไวตามิลค์มารับประทาน

        

 

       เด็กหนุ่มนั่งซดนมเย็นสีขาวได้ถึงสามแก้วรวดเพื่อย้อมใจให้เกิดความกล้า ในใจก็นึกปรึกษากับตัวเอง

 

“ เอาไงดีวะ อยากชวนแต่ใจไม่กล้าน่ะ ทำไงดีนะ ”

        

 

       เด็กหนุ่มนั่งสับสนอยู่กับตัวเองที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มอยู่ครู่ใหญ่ เด็กหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ภายในนึกตัดสินใจ

 

“ เป็นไงเป็นกันฟะ ”

       

 

        เด็กหนุ่มก้าวเดินไปหาจันอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเดินมาถึงจุดหมาย สายตาเรียวยาวของเขาก็เหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้ความมั่นใจของเขาต้องพังทลายลงไปในพริบตา ภาพนั้นคือ……

         

 

        ภาพชายหนุ่มรูปงามสูงสง่าราวกับเจ้าชายในนิยาย ใบหน้าคมเข้มบนเรือนหน้าขาวผ่องของเขาจับจ้องไปยัง จัน ซึ่งกำลังยืนสง่าราวหงส์อยู่ตรงหน้า ใบหน้าของจันประดับรอยยิ้มที่แสนหวาน เจ้าชายหนุ่มนายนั้นค่อยๆพาร่างสูงสมส่วนค้อมตัวลงต่อหน้าของเด็กสาวร่างสูงพร้อมเอ่ยคำเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

 

“ กรุณาเต้นรำกับผมซักเพลง ได้มั้ยครับ ”

       

 

        เด็กหนุ่มหัวเขียวมองเห็นเหตุการณ์ถึงตรงนี้ เขาก็รีบเผ่นทะยานหนีจากจุดนั้นในทันที ความเจ็บปวดรวดร้าวภายในใจเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่รู้เลยว่าเขาได้เดินผ่านใครบ้างและเดินไปที่ไหน รู้สึกตัวอีกทีเขาก็มายืนสงบอยู่ตรงระเบียงรับลมบนชั้นสองของคฤหาสน์หรู

       

 

        เด็กหนุ่มทรุดกายลงนั่งตรงริมระเบียงอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาหมองเศร้า ดวงตาเรียวยาวฉายแววเศร้าเสียใจ น้ำตาน้อยๆเริ่มเอ่อล้นขึ้นมาที่ขอบดวงตา ในใจของเขานึกด่าตัวเองอยู่ตลอดว่า ทำไมเขาถึงได้ไม่ตัดสินใจทำอะไรให้เร็วกว่านี้ บางครั้งก็โกรธเกรี้ยวจนนึกอยากเอาหัวโขกราวปูนกั้นระเบียงเพื่อสำเร็จโทษตัวเองฐานที่ขี้ขลาดเกินไปจนไม่ยอมทำสิ่งที่หัวใจตนปรารถนา แต่ท้ายที่สุดเด็กหนุ่มก็เริ่มคิดได้และยิ้มเศร้าๆให้กับตัวเอง

 

“ ฮะๆ……แบบนี้แหละดีแล้ว เขาทั้งคู่เหมาะสมกันอย่างกับเจ้าชายเจ้าหญิงแหนะ ฮะๆ ส่วนตัวเราล่ะดูยังไงก็ดอกฟ้ากับหมาวัดชัดๆ ไม่สมกับเธอเลยซักนิดเดียว ”

        

 

        ดวงตาเด็กหนุ่มเอ่อล้นไปด้วยน้ำใสๆ แววตาเลื่อนลอยพร้อมเอนหลังพิงราวกั้นระเบียง ในใจล่องลอยไปไกลจนไม่สนใจเสียงหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนานของหนุ่มสาวที่มาร่วมงาน ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเพลงที่บรรเลงเสียด้วยซ้ำ แต่ทันใดนั้นเองหูเขาก็ผึ่งขึ้นมาในทันทีเมื่อได้ยินเสียงกระแอมเบาๆของสาวนางหนึ่งที่เขาคุ้นเคย

 

“ ฮะแฮ่ม มานั่งบื้ออะไรอยู่ตรงนี้ ”

        

 

       เด็กหนุ่มหัวเขียวเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง ภาพนั้นคือภาพสาวสวยร่างสูงในชุดราตรีสีแดงนามว่า “จัน”

 

“ จัน ทะๆ…เธอไม่ได้ไป….กับหนุ่มคนนั้นหรือ ” มาวินถามเสียงสั่น

 

“ ชั้นปฏิเสธหนุ่มรูปงามคนนั้นไปน่ะ น่าเสียดายนะเขาโคตรหล่อเลย แต่ช่างเถอะชั้นกำลังรอคนที่ใช่อยู่น่ะ ” เด็กสาวตอบหน้าตาเฉยเมยเหมือนกับเธอจะไม่รู้สึกเสียดายจริงๆอย่างที่พูด

 

“ เอ่อๆ….แล้วคนที่ใช่ของเธอคือใครล่ะ ” เด็กหนุ่มถามเบาๆ ดวงตาแกล้งเสไปมองที่อื่นแต่ในใจนึกลุ้นอยู่ลึกๆ

 

“ อยากรู้จริงๆน่ะหรือ ” สาวจันตอบกลับด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า

 

“ อืมๆ….. ” เด็กหนุ่มรับคำพลางกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่

 

“ อืม……คนนั้นคือ….” เด็กสาวลากเสียง ใบหน้างามแย้มยิ้ม

 

“ คือๆ…… ” เด็กหนุ่มลุ้นตัวโก่ง ดวงตาของสองหนุ่มสาวสบกันอย่างมีความหมาย

 

“ ไม่บอก ฮะๆ… ” เด็กสาวเฉลยแบบหักมุมพร้อมเสียงหัวเราะใสๆ

 

“ หน็อย ยัยจัน อุตส่าห์ลุ้น ” เด็กหนุ่มเริ่มฉุนที่ถูกล้อเลียน แต่เด็กสาวกลับหัวเราะสดใสร่าเริงแบบไม่ถือสา

 

“ ลุ้นอะไร หือๆ…..” เด็กสาวก้มหน้าลงต่ำจนใบหน้าแทบชิดกับใบหน้าของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ ทำเอาเด็กหนุ่มรีบเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่นเพื่อเลี่ยงการสบตา

 

“ เชอะ ก็ลุ้นให้เธอไม่ต้องขึ้นคานทองยังไงเล่า ” แม้เด็กหนุ่มจะคงอาการเขินอายแต่เขาก็ไม่วายปากเสีย

 

“ ฮะๆ นายนี่มันจริงๆเลย ” เด็กสาวหัวเราะร่วน คราวนี้เธอไม่ถือสากับความเกรียนของเด็กหนุ่มที่มักแสดงออกให้เธอเห็นเป็นประจำ

       

 

       ความเงียบเข้ามาเกาะกุมสองหนุ่มสาวแวบนึง เด็กสาวก็เอ่ยปากออกมาด้วยน้ำเสียงหวานใสพร้อมยื่นมือมาให้เด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเท้าคาง

 

“ ระหว่างที่ชั้นรอคนที่ใช่ นายสนใจจะมาเต้นรำกับชั้นคั่นเวลามั้ยเล่า ”

 

“ เอ่อๆ….” เด็กหนุ่มถึงกับเหวอจนทำอะไรไม่ถูก

 

“ เอ้า เร็ว เดี๋ยวเพลงก็จบซะก่อน เป็นชายแท้ๆทำอะไรให้มันเด็ดขาดหน่อย ” เด็กสาวเร่ง น้ำเสียงของเธอดูแข็งขึ้น

 

“ อะ…..อืม ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำเบาๆ จากนั้นก็ยื่นมือขึ้นไปจับมือเรียวงามแต่แข็งแรงของเด็กสาวอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

       

 

       ทั้งคู่ไปหยุดยืนอยู่กลางระเบียงรับลมที่มีแสงจันทร์สาดสว่างอ่อนๆ เพลงที่บรรเลงในขณะนั้นคือเพลง “หัวใจช้ำๆ” ที่บรรเลงออกมาในทำนองกึ่งช้ากึ่งเร็ว อันเป็นท่วงทำนองที่ถูกดัดแปลงใหม่เล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับจังหวะการเต้นลีลาศ

 

“ แล้วจะเต้นกันยังไงล่ะเนี่ย ” เด็กสาวหันมาถามคู่เต้นแบบงงๆ

 

“ ชวนเต้นรำทั้งที่ตัวเองไม่เคยเต้นนี่นะ เธอนี่มันบ้าชะมัด ” เด็กหนุ่มสบถแต่หน้าดูแดงๆยังไงชอบกล

 

“ แล้วนายเต้นเป็นรึไง ” เด็กสาวเริ่มฉุนขึ้นมานิดๆกับความปากเสียของเด็กหนุ่ม

 

“ เอ่อๆ….เต้นไม่เป็น ” เด็กหนุ่มตอบพลางยิ้มแห้งๆ

 

“ เอางี้ ลองนึกทบทวนความจำที่เห็นในหนังแล้วค่อยๆเต้นตาม โอเคมั้ย ” เด็กสาวตัดสินใจ

 

“ อืม ตามนั้นแหละ ” เด็กหนุ่มรับคำ

       

 

       เด็กวัยรุ่นทั้งสองพยายามทำตามมโนความคิดที่เคยเห็นการเต้นในหนังทีวี แรกๆทั้งคู่ดูเก้ๆกังๆจนมองไม่ออกเลยว่านี่คือการเต้นลีลาศเนื่องจากทั้งคู่ไม่เคยได้ฝึกหัดเต้นรำแบบพวกคนชั้นสูงมาก่อน แต่ด้วยทั้งคู่เป็นคนหัวไวและมีสมรรถภาพทางร่างกายที่ดีเยี่ยมจึงทำให้สามารถเต้นได้บ้างในระยะเวลาอันสั้น ทั้งคู่โอบเอวและหัวไหล่กันพร้อมขยับเท้าก้าวไปตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน

 

“ ก็ง่ายๆนี่นะ ไม่เห็นยากตรงไหนเลย ” เด็กหนุ่มร้องบอก น้ำเสียงดูย่ามใจที่รู้ว่าตัวเองเริ่มจับจังหวะการเต้นได้บ้างแล้ว

 

“ ก็นั่นซิ แต่จริงๆไอ้เต้นแบบนี้มันก็สนุกดีนะ วันหลังน่าจะไปซ้อมเต้นกันอีกนะ ” เด็กสาวร้องบอกไปเต้นไป ใบหน้าสวยของเธอยิ้มใส

 

“ โอ๊ยๆ ไม่เอาหรอก ที่ผ่านมาเธอน่ะเหยียบเท้าชั้นไปตั้งหกเจ็ดทีแล้วมั้ง ” เด็กหนุ่มตอบปฏิเสธเพราะเข็ดรองเท้าส้นสูงหัวแหลมของเด็กสาว

 

“ ทำอย่างกับนายไม่เหยียบชั้น นายน่ะย่ำชั้นไปตั้งแปดครั้งได้แล้วมั้ง ” เด็กสาวเถียง

       

 

        ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเต้นไปเถียงไป เด็กหนุ่มและเด็กสาวก็ได้เสียงตะโกนแหบใหญ่ของชายวัยกลางคนที่ดังมาจากลานเต้นรำชั้นล่าง เสียงนั้นฟังดูคุ้นหูชอบกล ซึ่งทั้งสองรู้ได้ในทันทีเลยว่าเสียงนั้นคือเสียงของ น้าเดช

 

“ เฮ้ยๆ ที่นี่เป็นงานเต้นรำ ชั้นเต้นรำของชั้น มันผิดอะไรฟะ ปล่อยเดี๋ยวนี้นะโว้ย ปล่อยช้านนนน ให้ตายสิ นี่ชั้นต้องโดนลากออกจากงานไปอีกแล้วหรือเนี่ย ”

       

 

        ไม่ต้องให้เด็กวัยรุ่นทั้งสองเหลือบมอง พวกเขาก็นึกภาพออกในทันที ภาพนั้นคือภาพน้าเดชที่กำลังโดนการ์ดร่างยักษ์ในชุดทักซิโด้สีดำจำนวนสองคนประกบข้างพร้อมหิ้วปีกไปคนละข้าง

 

“ ฮะๆ แกพูดว่าโดนอีกแล้ว สงสัยจะไม่ใช่ครั้งแรกของแกนะ ” เด็กสาวพูดไปก็หัวเราะไปด้วยอาการขบขำ

 

“ ก็แกดันเต้นและร้องเพลงแบบประหลาดๆอยู่คนเดียว มันก็ไปป่วนงานเขานี่นา โดนเชิญออกไปก็ไม่แปลกอะไรหรอก ตาแก่นี่เพี้ยนชะมัด ” เด็กหนุ่มพูด สีหน้าท่าทางดูเหยียดๆในความบ้าบอของน้าตนเอง

 

“ แต่ยังไงก็ถือว่าแกก็เก่งสุดยอดแหละ ไม่งั้นเราคงไม่ได้มางานเต้นรำเลิศหรูอลังการแบบนี้หรอก ” เด็กสาวพูดพลางยิ้มชื่นชมในความสามารถเหนือโลกของน้าชายสติเฟื่อง

 

“ อืมๆ…… ” มาวินรับคำเงียบๆ เพราะเขารู้สึกอายดวงตางามซึ้งของเด็กสาวที่สบตากับเขาเป็นระยะ

       

 

        เพลงบรรเลงไปได้ซักพักก็มาถึงเพลงสุดท้ายของงาน เพลงนั้นคือ “คนพิเศษ” ทุกคนเริ่มโอบกอดแนบชิดกันมากขึ้น ทันใดนั้นมาวินก็เกิดอาการตัวเกร็งจนขยับไม่ได้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทว่าเด็กสาวกลับส่งสายตาหวานซึ้งมาจับที่หน้าแดงๆของเด็กหนุ่มแวบนึง รอยยิ้มน้อยๆบนหน้านวลใสของเด็กสาวเริ่มเผยอออกมาเล็กน้อย  มือเรียวบางแต่แกร่งของเด็กสาวเริ่มเอื้อมมาจับมือเล็กๆของเด็กหนุ่ม จากนั้นก็เธอก็ยกมือของมาวินให้เลื่อนมาโอบกอดที่เอวบอบบางของเธอพร้อมยื่นหน้าไปกระซิบที่ซอกหูเบาๆแค่พอให้ได้ยิน

 

“ ทำตามคู่อื่น เอามือมาโอบเอวชั้นไว้ เข้าใจมั้ย ”

        

 

         เด็กหนุ่มก้มหน้านิ่งไม่ตอบอะไร แต่เขาเองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรเช่นกัน เท่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาณตอบตกลงไปโดยปริยาย

        

 

         ทั้งคู่เต้นรำด้วยท่าโอบกอดกันเบาๆภายใต้เพลงช้าหวานซึ้งท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างกลางท้องฟ้าที่มืดสลัว นับบรรยากาศที่สุดแสนคลาสสิกและชวนฝัน

 

“ เธอเท่านั้น เธอคือคนพิเศษ เสกให้ใจของชั้นโบกปีกบินสู่ฟ้า คอย ยังคอยให้เธอมาประคองแล้วพูดว่า เมื่อเธอหลับตาก็ยังคิดถึงกัน ” เสียงเพลงหวานๆจากดนตรีแว่วเข้าสู่หัวใจของหนุ่มสาวทุกคู่ที่อยู่ในงานเต้นรำ

       

 

        เด็กหนุ่มพยายามเบือนหน้าหนีไปมาโดยไม่ยอมมองหน้าของเด็กสาว แต่ในจังหวะหนึ่งเขาได้ยินเสียงของเด็กสาว เสียงนั้นดูหวานซึ้งกินใจผิดกับที่ผ่านมา

 

“ นายวิน ”

       

 

       เด็กหนุ่มหันหน้ามามองพลางจะถามว่า เรียกทำไม เลยทำให้ดวงตาเรียวยาวของเด็กหนุ่มก็เกิดสบเข้ากับดวงตากลมโตที่หวานซึ้งของเด็กสาวเข้าอย่างจัง เด็กหนุ่มถึงกลับชะงักงันไปในทันที เรือนกายที่โอบกอดของทั้งสองเริ่มแนบชิดมากยิ่งขึ้นจนแทบทำให้ทั้งคู่ได้ยินเสียงลมหายใจที่เต้นระส่ำของแต่ละฝ่าย

         

 

       เพลงหวานช้าชวนเคลิ้มบรรเลงได้อย่างแสนซึ้งใจจนเวลา 4 นาทีกว่าผ่านไปอย่างรวดเร็วและนิ่มนวล ในที่สุดพอถึงช่วงจบเพลง เด็กสาวก็ซบศีรษะลงไปที่หัวไหล่ของเด็กหนุ่มอย่างนิ่มนวล แขนเล็กบอบบางของเด็กหนุ่มก็ขยับเข้ามาโอบกอดประคองร่างสูงสมส่วนของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา เรือนร่างของทั้งคู่แนบชิดกันเพื่อสัมผัสถึงหัวใจของกันและกัน ในตอนนี้เวลาทั้งโลกได้กลายเป็นของสองหนุ่มสาวไปเรียบร้อยแล้ว

        

 

         ทั้งคู่หลับตาพริ้มเพื่อรับรู้ความอบอุ่นทางใจที่มอบให้แก่กัน จนไม่รู้สึกตัวเลยว่าในขณะนี้ทั้งคู่ได้มานั่งสงบนิ่งอยู่ในแท็งค์น้ำไฮเทค โดยมีแว่นตาล้ำยุคสุดยอดสิ่งประดิษฐ์สวมครอบดวงตาอยู่ ซึ่งเมื่อทั้งคู่เริ่มรู้สึกตัว พวกเขาก็ค่อยๆแกะมันออกอย่างช้าๆด้วยท่าทีเขินอาย สายตาไม่ยอมสบกัน

       

 

        ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังอยู่ในสภาวะทำตัวไม่ถูกอยู่นั้นเอง น้าเดช ชายกลางคนสติเฟื่องก็กระโดดเข้ามากอดคอเด็กวัยรุ่นทั้งคู่พลางโม้เสียงดังอีกระลอก โดยไม่ดูสถานการณ์ใดๆ

 

“ เจ๋งมั้ยไอ้หลานทั้งสอง เฮ้ย พวกเอ็งเป็นไรวะ หน้าแดงพิกล ป่วยกันหรือไง ”

 

“ เออ ไม่เป็นไรค่ะ น้า เดี๋ยวหนูขอไปรายงานพ่อกับแม่หนูก่อนนะว่า น้ายังไม่เพี้ยน น้ากำลังทำอะไรบางอย่างที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ” จันพูดเร็วปรื้อๆ จุดประสงค์ก็คือต้องการหนีไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด

 

“ เออๆ ไปบอกด้วย คืนนี้น้าจะกลับไปกินข้าวที่บ้านเพื่อฉลองที่หลานรักทั้งสองของน้าอุตส่าห์กลับมาเยี่ยม และฉลองการประสบความสำเร็จในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ของน้าด้วย ฮ่าๆ…. ” ชายวัยกลางคนสติเฟื่องตอบกลับเสียงดังด้วยความดีใจที่แทบจะเก็บไว้ไม่อยู่

 

“ จ้ะ น้า หนูไปก่อนนะ ” เด็กสาวกล่าวจบ เธอก็รีบจากไปในทันที

 

“ เออ เจอกันคืนนี้ หลานจัน ” น้าเดชพูดปนหัวเราะ

   

 

        หลังเด็กสาวหายไปแล้ว ในแท็งค์น้ำไฮเทคก็เหลือแต่เพียง มาวินและน้าเดช แน่นอนว่าเวลาที่เหลืออยู่เป็นเวลาที่น้าเดชพูดพล่ามอธิบายถึงสรรพคุณของแว่นวิเศษและสิ่งประดิษฐ์อื่นๆให้กับเด็กหนุ่มอย่างไม่มีเบื่อหน่าย

 

 

สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจJalandoนักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
10 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
10 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา