ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  10 บท
  0 วิจารณ์
  84 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 23.39 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

10) รู้ผลแพ้-ชนะ

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

เสียงลมแหวกอากาศดังวูบ แรงปะทะของราห์ซูร์กับคาเรนยังดำเนินต่อ แต่ทันใดนั้น — แซร์ค วาเลน เห็นช่องว่างเพียงเสี้ยววินาที

        “นี่แหละ!” เขากัดฟัน พุ่งเข้าไปจากด้านหลัง หมัดเหล็กกระแทกเข้าที่สีข้างของคาเรนเต็มแรง

เสียง ปัง! ดังสะเทือน

แต่คาเรนขยับเพียงนิดเดียว ราวกับโดนเด็กวิ่งชน ในทางกลับกัน แซร์คกลับสะดุ้งสุดตัว — หมัดชาไปทั้งแขนเหมือนต่อยเข้าก้อนหิน

เขาถอยหลังพลัน สะบัดมือแรง ๆ ด้วยสีหน้าเจ็บปวด

        “โอ้ย!! งานนี้หวยล็อกแน่ ๆ...”

น้ำเสียงปนหงุดหงิดกับยอมจำนน เขาพึมพำขณะบีบฝ่ามือที่อยู่ในถุงมือสนับเหล็กเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม แม้ไม่อยากยอมแพ้ แต่สัญชาตญาณก็บอกชัด — สิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาแล้ว


ราห์ซูร์หอบหายใจ มองคาเรนด้วยดวงตาเข้มจัด เขาร่ายเวทย์ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว — แสงเวทสีเทาเงินแผ่วออกจากม่านตา และในวินาทีนั้น เขาเห็น... พลังสีทองเรืองรองแผ่จากร่างคาเรนออกไปทั่วสนาม สว่างจ้าจนเหมือนทุกสิ่งรอบข้างหายไป เหลือเพียง “สุริยัน” ที่อยู่ตรงหน้า

        “โหดกว่าแก... ฉันก็เคยเจอมาแล้ว” 

ราห์ซูร์กัดฟันแน่น กำหมัดทั้งสองจนโลหะบนถุงมือส่งเสียงครืดเบา ๆ สายฟ้าดำเริ่มแผ่วลงกลายเป็นเส้นพลังแผ่รอบแขน

เขาพุ่งเข้าไปอีกครั้ง — เสียงหมัดปะทะหมัดดังก้องเหมือนค้อนกระแทกทั่ง แรงระเบิดของเวทจากการปะทะแต่ละครั้งทำให้พื้นดินแตกร้าวเป็นเส้น รอบสนามฝุ่นฟุ้งกระจาย เสียงอื้ออึงดังปนเสียงเชียร์

แต่ยิ่งต่อสู้ ราห์ซูร์ยิ่งรู้สึกถึงความสิ้นหวัง หมัดของคาเรนแต่ละหมัดทุบลงบนพื้นได้แรงพอให้ดินแตก
ทุกครั้งที่เขาหลบไม่พ้น — แรงกระแทกส่งทะลุเข้าในร่างจนกระดูกแทบสั่น

เขาพยายามสวนกลับ แต่ไม่ว่าต่อยแรงแค่ไหน คาเรนก็ไม่สะทกสะท้านเลย ไม่มีแม้แต่รอยถลอก ราวกับหมัดทุกหมัดของเขาเป็นเพียง “ลมพัดผ่านร่างทองคำ”

        “บ้าเอ้ย!!... ทำไมถึงไม่สะเทือนเลยสักนิด...”

ราห์ซูร์คิดในใจ แต่ไม่มีเวลาหาคำตอบ หมัดอีกลูกของคาเรนพุ่งเข้ากระแทกหน้าอก เขากระเด็นไปสามก้าว แต่ฝืนยันตัวขึ้นได้ เลือดสีเข้มซึมออกจากมุมปาก เขาเช็ดมันทิ้งแล้วกลับเข้าสู่ท่าต่อสู้


เสียงเชียร์ดังลั่นไปทั่วสนาม บางส่วนตะโกนชื่อคาเรน บางส่วนเรียกราห์ซูร์ สนามทั้งสนามแปรเป็นคลื่นเสียงที่ผสมกันของศรัทธาและความตื่นเต้น

        “คาเรน! คาเรน!”

        “ราห์ซูร์! สุดยอด!”

แซร์คถอยออกมานั่งยองข้างขอบสนาม ยกมือป้องหน้าผาก มองศึกตรงหน้าด้วยความตะลึง

        “ให้ตายสิ...” เขาพึมพำเบา ๆ

        “ถึงจะเห็นทุกการเคลื่อนไหว แต่ฉันไม่มีแรงพอจะต่อยพวกนั้นได้เลย...”

เขาจ้องมองคาเรนอย่างไม่ละสายตา

        “ไม่มีอะไรทำร้ายเขาได้เลยหรือยังไง...” คำถามนั้นวนซ้ำอยู่ในหัว

 


อีกฟากหนึ่งของอัฒจันทร์ เอมิลี่ กำหมัดแน่นจนเล็บจิกมือ แววตาเต็มไปด้วยทั้งความหวาดกลัวและความขัดแย้งในใจ

ร่างของคาเรนกลางสนามช่างสง่างาม เขาคือ “อุดมคติ” ที่เธอเคยเชื่อมั่น แต่ขณะเดียวกัน ชายอีกคนหนึ่ง — ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเดินข้างเธออย่างเงียบ ๆ — ตอนนี้กลับยืนต่อสู้กับคาเรนด้วยพลังมากมาย แต่กลับดูดิ้นรนมากกว่า 

        “รีบแพ้ไปเถอะ... ราห์ซูร์...”

เสียงนั้นเบาจนแทบไม่หลุดจากริมฝีปาก แต่ในใจกลับสั่น — เพราะเธอไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดเพราะห่วงเขา หรือเพราะกลัวเขากันแน่


และที่มุมสูงสุดของอัฒจันทร์ กราวด้า มอร์นไวน์ กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาไม่ละจากสนามแม้แต่วินาทีเดียว เธอรู้ว่าศึกนี้ไม่มีคำว่า “ทดสอบ” อีกต่อไป แรงเวทในสนามกำลังสูงจนแทบทะลุขอบเขตมนุษย์

        “ไม่ใช่แบบนั้น...” เธอพึมพำเบา ๆ

        “ไม่ใช่แบบนั้น เจ้าบ้าเอ้ย...!”

ในใจของราชครูหญิงเต็มไปด้วยความกังวล เธอเชียร์ราห์ซูร์โดยไม่รู้ตัว จนลูกศิษย์ที่นั่งข้าง ๆ แอบอมยิ้มไปตาม ๆ กัน

ไม่นานนัก ราห์ซูร์ถูกต้อนจนเริ่มหมดแรง ร่างเขาเซไปทางขวาก่อนจะถูกหมัดหนักของคาเรนกระแทกเต็มแรง — เสียง ปัง!  ดังสะท้อนไปทั่วสนาม

ร่างของเขากระเด็นล้มลงไปนอนกองกับพื้น ฝุ่นคลุ้งขึ้นรอบตัว
เขาพยายามร่ายคาถารักษา แสงสีทองอ่อนพาดผ่านบาดแผล แต่ถึงอย่างนั้น... ร่างกายก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว

ขณะที่คาเรนเดินเข้ามาช้า ๆ ท่วงท่าของเขาสงบจนดูราวกับเพิ่ง “ก้าวลงสนาม” — ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด ไม่มีแม้แต่รอยข่วน

 


 

        “ยังไม่จบหรอกนะ... ท่านผู้นำ”

        เสียงของ แซร์ค วาเลน ดังขึ้นจากด้านหลัง เขาตัดสินใจพุ่งกลับลงสนามอีกครั้ง ดวงตาเปล่งแสงมั่นใจ ถุงมือสนับเหล็กกระแทกเข้าหากัน แกร๊ก! เสียงโลหะสะท้อนก้องราวกับประกาศศึก

        เหงื่อไหลตามขมับ แต่ริมฝีปากยังคงยิ้ม เขาเหลือบมองเพื่อนของตน — ราห์ซูร์ ที่ยังพยายามจะยันตัวขึ้น
เห็นแบบนั้น... เขาก็รู้ทันทีว่าชายคนนั้น ยังไม่ยอมแพ้

        “งั้นฉันจะซื้อเวลาให้... แล้วลองอะไรสนุก ๆ ดูหน่อย”

คาเรนหันกลับมามอง — สายตาที่สงบนิ่งตลอดศึกเปลี่ยนไปชั่วขณะ มีประกายบางอย่างคล้ายรอยยิ้ม

        “ลูกของอีเรน...” เขาพึมพำ “ดี... มาเลย ฉันจะสอนการต่อสู้ที่แท้จริงให้เอง” คำพูดนั้นเป็นทั้งคำสั่งและคำท้า

 

        เสียง วูบ! ดังขึ้น คาเรนพุ่งเข้าโจมตีทันที — ร่างของเขาเคลื่อนไหวเร็วเกินตา แต่แซร์ค...เร็วกว่าปกติเล็กน้อย เขาหลบหมัดแรกได้เฉียดฉิว หมุนตัวหลีกการเตะ และสวนกลับด้วยหมัดเหล็กตรงปลายคาง เสียง ปัง! ดังสนั่น แต่คาเรนเพียงขยับคอเล็กน้อย — ไม่มีแม้รอยถลอก

 

แซร์คถอยหลัง หัวเราะแห้ง ๆ แต่ยังไม่ถอดใจ

        “ฮะ... อย่างน้อยฉันก็ทำให้คุณหันมาสนใจได้”

 

        การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด คาเรนโจมตีต่อเนื่อง แม้แซร์คจะใช้ความเร็วเข้าช่วย แต่แรงกระแทกจากแต่ละครั้งยังหนักจนร่างเขาสั่นสะเทือน เขาถูกอัดเข้าลำตัวสองสามครั้ง รอยช้ำเริ่มกระจาย แต่ยังฝืนยืน

        ราห์ซูร์ยันตัวขึ้นในที่สุด เขาหายใจแรง แต่แววตาไม่ยอมแพ้ เมื่อเห็นแซร์คยังยืนอยู่ข้างหน้า เขาเริ่มดึงพลังเวทกลับเข้าสู่ร่างอีกครั้ง

แซร์ควิ่งวนรอบสนามแล้วหยุดลงข้าง ๆ เขา แม้จะเจ็บ แต่ยังยิ้ม

        “ไง เพื่อน! นายโอเคไหม?”

ราห์ซูร์หันไปสบตา

        “เกินกำลังไปไหม?” เขาถามพลางขยับข้อมือ — โลหะบนถุงมือสนับแตกร้าวเป็นเส้น

แซร์คหัวเราะในลำคอ

        “จำได้ไหม...? ร่วมกันสู้” เขายักคิ้วให้หนึ่งที มองไปยังประกายสายฟ้าสีดำบนหมัดของราห์ซูร์

        “ขอบ้างสิ” คำพูดสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความเชื่อใจ 

 

ราห์ซูร์ยิ้ม — รอยยิ้มแรกในรอบการต่อสู้นี้

        เวทเสริมพลังไหลออกจากมือของเขา เส้นสายแห่งพลังวิ่งเข้าสู่ร่างของแซร์คในพริบตา ร่ายคาถาสนับสนุนและรักษาต่อเนื่องให้เพื่อนคนเดียวของเขา ถุงมือสนับของแซร์คส่องแสงขึ้น — แต่แทนที่จะเป็นสีดำ กลับกลายเป็น ไอเย็นสีม่วงเข้ม ที่หมุนวนรอบหมัด 

ถึงตอนนี้แซร์คที่ได้รับบัฟจากราห์ซูร์ ทำให้เขาแกร่งกว่า ราห์ซูร์เกือบ 2 เท่าตัว

        อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนไอเย็นแผ่วไปทั่วสนาม สองเพื่อนยืนเคียงกัน — หนึ่งในเปลวไฟสายฟ้าสีดำ และอีกหนึ่งในไอเย็นสีม่วงเข้ม

บนอัฒจันทร์ เสียงฮือฮาดังก้อง กราวด้าเบิกตา — เธอรู้ทันทีว่าพลังนี้ไม่ได้อยู่ในตำราเวทใด ๆ 

เอมิลี่เผลอขยับมือแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว 

และคาเรน... ยกยิ้มเล็กน้อย ราวกับกำลังเผชิญสิ่งที่ “เริ่มน่าสนใจจริง ๆ”

        ในระหว่างที่สนามฝึกกำลังเดือดเป็นไฟ อิเรน วาเลน — นายทหารผู้เป็นพ่อของแซร์ค กำลังเดินทางกลับเข้าเมือง ในรถม้ากลไกติดคริสตัลสื่อสารขนาดเล็ก เขามองจอภาพเวทที่ลอยกลางอากาศตรงหน้า

        ภาพตรงนั้น — คือแซร์ค ลูกชายของเขา กำลังต่อสู้เคียงข้างชายอีกคนหนึ่ง ร่างทั้งคู่ห่อหุ้มด้วยพลังเวทระดับที่แม้แต่นักรบผ่านศึกอย่างเขายังต้องอ้าปากค้าง

 

        ข้างตัวเขามีมือสังหารชั้นยอดสองคนจากหน่วยลับของราชา ทั้งคู่มองจอเงียบ ๆ แต่แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ 

อิเรนไม่พูดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นมีทั้งความเหนื่อย ความโล่ง และ... ความภูมิใจ

“ไอ้ลูกเวร...” เขาพึมพำ “ตอนแรกทำเอาแทบคลั่ง แต่ตอนนี้... แกทำได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?”

ภาพบนจอฉายให้เห็นชัด — แซร์คในถุงมือเหล็กมีไอเย็นสีม่วงพวยพุ่ง และราห์ซูร์ที่ยืนข้างกัน เปลวสายฟ้าสีดำหมุนวนรอบร่าง

ลูกชายของเขา... ถึงขั้นยืมพลังจากจอมเวทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

        “ได้เพื่อนดีเลยนะ แซร์ค...”

อิเรนยิ้ม — รอยยิ้มของพ่อที่ไม่พูดว่า ‘ภูมิใจ’ แต่แสดงทุกอย่างแล้วในแววตา


ตัดกลับมาที่สนาม

        แซร์คยืนหอบ เหงื่อไหลตามขมับ แต่ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขามองพลังไอเย็นสีม่วงที่หมุนวนรอบแขนตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

        “พลังเสริมจากเวทมนตร์มันเป็นอย่างนี้นี่เอง... สุดยอด!!”

        “งั้นขอลองก่อนเลยนะ!”

ยังไม่ทันพูดจบ เขาพุ่งเข้าใส่คาเรนทันที พื้นดินแตกระเบิดจากแรงออกตัว

ราห์ซูร์เห็นดังนั้น ก็เร่งพลังและพุ่งตามเข้าไปโดยไม่ต้องนัดหมาย ทั้งสองเคลื่อนไหวประสานกันราวกับฝึกมาด้วยกันนับปี — หนึ่งใช้ไฟฟ้าสีดำที่แหวกอากาศจนเกิดเสียงแตก อีกหนึ่งใช้หมัดที่ห่อหุ้มด้วยไอเย็นสีม่วงทิ้งรอยน้ำแข็งทุกครั้งที่กระแทก

เสียง ปัง! ปัง! ปัง! ดังรัวไม่ขาดสาย

คาเรนรับทุกหมัดด้วยท่าทีมั่นคง แต่แรงกระแทกหนักพอจะทำให้พื้นดินรอบตัวเขายุบลงเป็นหลุม

เขาเริ่ม “สะเทือน” — แม้จะยังไม่บาดเจ็บ แต่ร่างกายเริ่มสั่นสะเทือนจากแรงปะทะมหาศาล

ราห์ซูร์ตะโกนเสียงต่ำ

“ตอนนี้แหละ แซร์ค!”

แซร์คสวนหมัดขึ้น — ไอเย็นสีม่วงพุ่งทะลวงเป็นลำควัน คาเรนปัดหมัดนั้นได้ แต่หมัดของราห์ซูร์อีกข้างก็เข้าทางตรงกลาง — แรงระเบิดจากสายฟ้าดำและน้ำแข็งม่วงชนกันกลางลำตัวของคาเรน เสียงระเบิดดังสนั่น ตูม!  กลุ่มควันและแรงลมผลักผู้ชมแถวหน้าถอยไปหลายก้าว

 


เสียงเชียร์ของคนดูระเบิดขึ้นทันที

        “สุดยอด!!”

        “สองต่อหนึ่งแล้ว!!”

        “ราห์ซูร์! แซร์ค! เอาเลย!!”

สนามทั้งสนามแทบสั่นจากเสียงโห่ร้อง ธงสีต่าง ๆ โบกสะบัด เหล่าทหารตะโกนสุดเสียงราวกับนี่คือศึกชี้ชะตาแห่งราชอาณาจักร

ท่ามกลางเสียงเชียร์เหล่านั้น

กราวด้า มอร์นไวน์ กลับเป็นคนเดียวที่ไม่ยิ้ม

เธอลุกขึ้นครึ่งตัว มือหนึ่งจับราวอัฒจันทร์แน่น อีกมือกำหมัดจนสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความโกรธที่ปะปนกัน

        “ไม่ใช่แบบนั้น... บ้าเอ้ย...”

        “ไม่มีทางชนะหรอก...”

น้ำเสียงของเธอไม่ดังพอจะกลบเสียงสนาม แต่ลูกศิษย์ข้าง ๆ ได้ยินชัด และแอบอมยิ้มอย่างรู้ดี

        “อาจารย์... อินมากเลย..”

กราวด้าเม้มปากแน่น ไม่ตอบ แต่สายตายังไม่ละจากราห์ซูร์แม้แต่วินาทีเดียว 

 

แรงปะทะสุดท้ายส่งเสียงระเบิดก้อง ตูม!

กลุ่มควันกระจายทั่วลานฝึก — เมื่อมันจางลง ทั้งแซร์คและราห์ซูร์ต่างถอยออกมาพร้อมกัน ทั้งสองยืนหอบ หายใจแรงจนได้ยินชัดในสนามเงียบ

เหงื่อไหลตามขมับทั้งคู่ แต่สิ่งที่หนักกว่าความเหนื่อยคือ “ความจริงที่เริ่มชัดเจนในใจ”

        “ไม่ได้ผลเลย...”

        เสียงของราห์ซูร์แผ่วลง รอยมั่นใจในแววตาเริ่มสั่นคลอน เขามองหมัดของตัวเอง — โลหะบนถุงมือสนับแตกละเอียดเป็นเส้นร้าวทั่วมือ

คาเรนยืนนิ่งอยู่กลางลาน ร่างสูงใหญ่ของเขาปกคลุมด้วยออร่าทองอ่อนเรืองแสง เหมือนไม่มีสิ่งใดแตะต้องได้ — ไม่แผล ไม่เลือด ไม่แม้แต่รอยถลอก

แซร์คกัดฟัน มองภาพนั้นด้วยแววตากึ่งยอมแพ้กึ่งยอมรับ ก่อนจะพูดขึ้นเสียงทุ้มต่ำ

        “พ่อฉันเคยบอกไว้...”

        “แต่ตอนนั้นฉันคิดว่าแกพูดเล่น — ว่ามีแต่อาวุธที่ ‘อาบเลือดของราชา’ เท่านั้น ที่ทำอันตรายเขาได้...”

        “บางที... มันอาจจะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นก็ได้”

ราห์ซูร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ในหัวเขา เส้นใยเวทส่องวาบขึ้น เหมือนจิตกำลังต่อภาพเข้าด้วยกัน

        “อาวุธที่อาบเลือดของราชา... หรือเป็นเชื้อสายราชวงศ์...”

        “นั่นหมายถึง...”

สายตาเขาเฉียบขึ้นทันที — ภายในใจเกิดความเข้าใจแบบฉับพลัน

        “พันธะสัญญาเวทย์อมตะ...”

เขาพึมพำกับตัวเอง เวทย์ในตำนานที่ใช้ได้เฉพาะราชวงศ์  — พันธะสัญญาแห่งเลือด ที่มอบความคงกระพันให้ผู้รับใช้ แลกกับการผูกวิญญาณไว้ในสัญญา มีเพียง “เลือดของผู้เป็นเจ้าของสัญญา” เท่านั้น ที่จะทำลายได้

 

        “ในกรณีนี้... คาเรน ทำสัญญากับองค์ราชา...”

 

ราห์ซูร์เงยหน้ามองตรงไปที่ชายร่างทองที่ยืนนิ่งกลางสนาม ดวงตาเขาเยือกเย็นแต่แน่วแน่

        “ถึงว่า... ถึงจะอัดแรงขนาดนั้น ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย...”

        “ถ่วงเวลาให้หน่อยได้ไหม แซร์ค” ราห์ซูร์พูดขึ้นเสียงเรียบ แต่แววตาเฉียบราวกับมีแผน

แซร์คหอบหายใจแรง สบตาเพื่อนอยู่ครู่หนึ่ง เห็นแววตาแบบนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่าย “กำลังคิดจะทำอะไรบางอย่าง”

        “ก็... ได้อยู่”

เขาตอบพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ตามนิสัย ยักคิ้วให้หนึ่งทีเหมือนจะพูดว่า “คงไม่รอดอยู่แล้วนี่นะ ทำให้สุดไปเลยเพื่อน”

ราห์ซูร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะขยับท่าทาง ลมหายใจของเขาหนักและช้า แต่ดวงตากลับสว่างขึ้นอีกครั้ง — รอยแสงเวทสีฟ้าเงินสะท้อนอยู่ในม่านตา

        เขาเริ่มร่ายเวทตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง และสิ่งที่เห็น... ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น 

        จากกลางหน้าอกของคาเรน — ใต้ชั้นออร่าทองที่ปกคลุมร่างอยู่นั้น มี “ร่องรอยวงเวท” จาง ๆ ปรากฏขึ้น เป็นเส้นสายละเอียดเหมือนรอยสลักโบราณ แสงทองพยายามบดบังมันไว้ แต่เมื่อเพ่งดี ๆ จะเห็น “ปมเวท” รูปทรงกลมซ้อนกันเป็นชั้นนับไม่ถ้วน

        “วงเวทย์... ของพันธะเลือด”

มันเล็ก — แต่แน่นและคงสภาพเกิดกว่าที่เขาเคยเห็นจากที่ไหน ราห์ซูร์รู้ในทันที ว่านี่คือศูนย์กลางของ พันธะสัญญาเวทย์อมตะ

เขากำหมัดแน่น

        “ถ้ารู้ว่ามันอยู่ตรงไหน... ก็ไม่มีอะไรที่ฉันแก้ไม่ได้”

แววตาแน่วแน่ ร่างกายเปล่งพลังคลื่นมืด เขาเริ่มร่าย “เวททำลายพันธะ” — เวทที่ไม่ควรถูกใช้โดยผู้มีชีวิต

เสียงกระซิบของภาษาเวทเก่าแก่ดังลอดออกจากริมฝีปากของราห์ซูร์ ทุกถ้อยคำสั่นสะเทือนอากาศเหมือนเสียงที่ไม่ควรมีอยู่ในโลก

วงเวทย์สีดำปรากฏขึ้นบนพื้นสนาม — บางเบา จนแทบไม่มีใครมองเห็น

ไม่มีใครรู้... ว่ามีบางสิ่ง “ตื่นขึ้น” ใต้ดิน

จอมเวทย์ขั้นสูงทั้งหลายยังคงเชียร์ ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่มีเพียง สองคน เท่านั้นที่สัมผัสได้ —
ราชครูเมธรัส ที่อยู่ในห้องสมุทส่วนตัวภายในวัง และกราวด้า ที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มลูกศิษย์ของตน

ร่างของทั้งสองสะท้านพร้อมกัน

        “พลังแบบนี้มัน...”

        “นั่นมัน... เวทละเอียดระดับโครงสร้างมิติ!”

ใต้พื้นลานประลอง — บางสิ่งเริ่มโผล่ขึ้นมา

ขาแมลง... หรืออาจจะเรียกว่า “ขาแมงมุมยักษ์” ที่ทอด้วยพลังเวทสีดำ มันแผ่ขยายเป็นวงรอบสนามอย่างเงียบงัน
เส้นใยพลังบางเท่าควันโยงกันเป็นตาข่าย — ไม่มีใครเห็น

แต่ในสายตาของกราวด้า หลังจากร่ายเวทตรวจจับในดวงตา ภาพที่เห็นทำให้เธอถึงกับหายใจติดขัด

        “ขาแมลงยักษ์... เขากำลังชักใยพลัง... นี่มัน...!”

เธอเห็นเส้นใยเวทหลายร้อยเส้นพุ่งเข้าหาหน้าอกของคาเรน เส้นใยเหล่านั้นม้วนพันเข้าหาปมเวทตรงกลาง เหมือนมือของนักแก้ปริศนา ราห์ซูร์... กำลัง “แก้ปมเวทย์อมตะ” ด้วยพลังต้องห้าม

 

กราวด้าเบิกตากว้าง เธอรู้ดีว่า ถ้าปมนี้ถูกปลด — พันธะสัญญาของราชา จะถูกทำลายและสิ่งนั้น... จะสั่นสะเทือนทั้งอาณาจักร

        “ไม่นะ... นั่นมันเรื่องที่ไม่มีใครควรแตะต้อง!”

ในสนาม แซร์คยังคงต่อสู้กับคาเรนอย่างไม่รู้เรื่อง เขาเสียเปรียบนิดหน่อย แต่ยังยื้อเวลาได้ — คาเรนต่อยสวนกลับจนแซร์คถอย แต่ก็ยังหัวเราะในลำคอ

        “ฮะ! แรงดีจริงนะ ท่านผู้นำ!”

ไม่มีใครในสนามรู้เลยว่า โลกกำลังเปลี่ยนอยู่ใต้เท้าพวกเขา

กราวด้า... ไม่รออีกแล้ว

                                 “หยุด!”

เสียงของเธอสั่นสะเทือนด้วยแรงเวท เธอคว้าไม้เทาเวทคู่กาย กระโดดลงจากอัฒจันทร์ —
ผ้าคลุมสีเทาปลิวว่อนกลางอากาศ

ไม้เทาถูกปักลงกลางลาน ปัง! แสงสีฟ้าขาวแตกกระจายเป็นวงรอบตัวเธอ สนามทั้งสนามถูกแยกออกจากกัน — แรงเวทจากไม้เทาทำให้เสียงและพลังทั้งหมดหยุดนิ่ง

ทุกสายตาหันมาทางเดียว

เงียบ...

แม้แต่สายลมก็หยุดพัด

กราวด้ายืนอยู่กลางสนาม ใบหน้าเธอซีดเผือด แต่แววตาแน่วแน่

“หยุดเดี๋ยวนี้... ราห์ซูร์!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา