ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.

  50 บท
  1 วิจารณ์
  1,548 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

43) เจ้าชายแห่งวาเลเธีย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

            หลังจากได้รับการแต่งตั้ง ราห์ซูร์ยังคงต้องรอการทำพิธีอย่างเป็นทางการ แม้เขายังประจำอยู่ค่ายทหาร แต่สิทธิ์ในการเข้า–ออกวังชั้นในทุกระดับถูกเปิดให้เขาเต็มที่ ชื่อของเขาถูกบันทึกไว้แล้วว่าเป็น “ว่าที่ราชวงศ์” แม้พิธีจะยังไม่มาถึงก็ตาม

            วันนั้น เขาถูกกราวด้าเรียกตัวให้มาช่วยยกตำราและบันทึกงานวิจัยทั้งหมดของเธอลงไปเผา ตามคำสัญญาที่เธอให้ไว้กับความตาย ว่าจะ             “ยุติการแตะต้องเวทย้อนเวลาอย่างถาวร”

ชั้นหนังสือเต็มแน่นไปด้วยสมุดกว่าเกินครึ่งเป็นงานวิจัยของเธอ แต่กราวด้าไม่ลังเลเลย เธอไม่ต้องการมันอีกแล้ว
เธอต้องการแค่ เขา อยู่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น

            ระหว่างที่ราห์ซูร์กำลังก้มเก็บเล่มสุดท้ายจากชั้นลึกที่สุด เขาหยุดชะงัก ดวงตาเบิกนิด ๆ ราวกับพบสิ่งที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น

            “กราวด้า!! ทำไมสมุดเล่มนี้ถึงอยู่ที่นี่!?”

เสียงเขาเรียกดังจนทั้งกราวด้าและหุ่นหมายเลข 1 รีบเดินมาหาแทบจะพร้อมกัน

กราวด้ามองสันปกเล่มนั้นแล้วนิ่งไปหนึ่งจังหวะ
            “อ้อ… สมุดชุดแรก ๆ ที่ฉันเขียนเรื่องแนวคิดเวทชั้นละเอียดไง ทำไมล่ะ? ไหนดูหน่อย—อืม เขียนได้ดีนี่ ใช่ไหม?”

เธอยังพูดไม่ทันจบ ก็เหลือบไปเห็นเจ้าหุ่นหมายเลข 1 กำลังควงแขนราห์ซูร์แน่น พร้อมรอยยิ้มสดใสแบบที่เธออยาก—แต่ไม่สามารถ—แสดงออกเองได้ เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อย ๆ ด่าไปก็เท่านั้นแล้วช่วงนี้

ราห์ซูร์พยายามแกะหุ่นออกจากแขน ก่อนจะหันมาบอกกราวด้าเสียงจริงจัง

            “ฉัน…ฝึกเวทจากหนังสือเล่มนี้นะ”

กราวด้าเงียบไปทันทีและคราวนี้—เธอตกใจจริง ไม่ใช่แค่การแกล้งหรือโมโหใส่หุ่น

            “ฉันเก็บเล่มนี้…จากเตาเผาขยะในเมืองนะกราวด้า”

เสียงราห์ซูร์สั่นเล็กน้อยเมื่อความทรงจำเก่าผุดขึ้นมา

            “มันกำลังจะถูกเผา ฉันเห็นมันเลยหยิบขึ้นมา อ่านมัน…ทุกตัวอักษร ทุกบรรทัด ฉันทดลองไปเรื่อย ๆ จน—จนมันพาฉันไปถึงคำตอบสุดท้ายของเวทมนตร์ การย้อนเวลา!”

ดวงตาของกราวด้าสั่นไหววูบหนึ่ง ในที่สุด…เธอกับเขาก็มีจุดเชื่อมโยงจากอนาคตที่ทั้งคู่เคยเดินผ่านมา สมุดเล่มนี้—คือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด และคือจุดเริ่มต้นของ “เขา”

            “น่าเสียดาย…” เธอพูดเสียงเบา แต่เฉียบเหมือนคมมีด

            “แต่มันต้องถูกทำลาย”

ราห์ซูร์อึ้งไป กราวด้ายืนตรง สงบนิ่ง และมองเขาราวกับถ่ายทอดความจริงที่หนักเกินกว่าจะโกหก

            “ราห์ซูร์ ลองคิดดูนะ” เธอพูดช้า ๆ 

            “ถ้าคนทึ่ม ๆ อย่างนาย…ยังย้อนเวลาได้ แล้วคนอื่นล่ะ? ถ้าทุกลัทธิ ทุกอาณาจักร ต่างก็ย้อนเวลากันเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง โลกจะเหลืออะไร?”

ราห์ซูร์ชี้นิ้วใส่ตัวเองทันที

            “ฉันทึ่ม?”

ยังไม่ทันที่เขาจะเถียงต่อ หุ่นหมายเลข 1 ก็โผล่มาคล้องแขนเขาอีกครั้ง ยิ้มฟุ้งระดับเต็มร้อย

            “ถ้าเขาทึ่ม…งั้นฉันขอนะเจ้าคะ ♥”

            “ไม่!!”

กราวด้าตอบทันที สันหนังสือในมือเธอฟาด “กึ๊ก!” ลงบนหัวทั้งร่างจริงและร่างหุ่นแบบไม่เลือกหน้า

            “โอ้ย! แล้วทำไมฉันต้องโดนด้วยเนี่ย!?” ราห์ซูร์ประท้วง

            “หึงหรือเจ้าค่ะ?” เจ้าหุ่นถามตรงๆ และก่อกวน

            “อื่ม!!” กราวด้าตอบกลับแบบที่ทั้งคู่อึ่งไปเหมือนกัน ราห์ซูร์หน้าแดงจนต้องหลบตา

สุดท้าย หนังสือและงานวิจัยทั้งหมดถูกรวมกองกันเป็นภูเขาเล็ก ๆ ที่ลานวังเปลวไฟเผามันจนกลายเป็นขี้เถ้าในเวลาเพียงวันเดียว

            ไม่มีอีกแล้ว—การกระโดดข้ามเส้นเวลา

            ไม่มีอีกแล้ว—อนาคตที่พันกันเป็นวังวน

เมื่อไฟดับลง ราห์ซูร์ยืนมองเถ้ากระดาษที่ปลิวตามลม ใบหน้าค่อย ๆ ผ่อนคลาย เขายิ้ม—ยิ้มที่ยอมรับทุกอย่างในปัจจุบัน และยอมวางอดีตทั้งหมดลงด้วยมือของตัวเอง

เพราะตอนนี้…เขาไม่ได้ต้องการย้อนเวลาอีกแล้วเขาต้องการเพียง “คนที่ยืนอยู่ข้างเขา” ในตอนนี้เท่านั้น

 


เช้าวันงานฉลอง—ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศดี และ…วุ่นวายที่สุดในรอบสิบปีของอาณาจักรวาเลเธีย
งานนี้จัดอย่างอลังการใหญ่โต เพราะเชิญทูตของทั้ง มอร์ดานิส และ อัลเทรนน์ มาร่วมเป็นเกียรติด้วย

แขกเมืองทั้งสองเดินทางมาถึงตั้งแต่เย็นวาน ชาวเมืองตามชายแดนก็ถือโอกาสเดินทางเข้าวาเลเธียเพื่อชมงาน ทำให้ตลาดตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยสินค้าจากต่างถิ่น—ของใช้พื้นเมือง ของจากทะเลทราย และเวทเครื่องรางจากอัลเทรนน์—ไหลเวียนซื้อขายกันอย่างคึกคัก

ในวังหลวง ราห์ซูร์และแซร์คถูกลากเข้าห้องแต่งตัวตั้งแต่ตีห้า ราห์ซูร์สวมชุดสีขาวทองแบบเจ้าชาย ส่วนแซร์คอยู่ในชุดองครักษ์สีครีมทอง ทั้งสองถูกช่างตัดเสื้อกับช่างทำผมรุมล้อมจนแทบเดินไม่ได้

            “ชุดเจ้าชายของนายดูดีนะ แต่ฉันว่ายังไงชุดฉันเท่กว่า!!”

แซร์คเดินวนไปทั่วห้องโถงด้วยความตื่นเต้น ขณะที่เหล่าช่างเสื้อต้องคอยหลบเขากันวุ่น

            “มันก็สวยดี… แต่ฉันว่าฉันไม่เหมาะกับอะไรแบบนี้เลย”

ราห์ซูร์พึมพำพลางปล่อยให้ช่างทำผมหวีผมเปิดหน้าผาก

            “อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็ชิน”

แซร์คตอบหน้าตาเฉย ก่อนหยิบขนมมากินอย่างสบายใจราวกับอยู่บ้านตัวเอง

 


ความวุ่นวายภายนอกวัง

ที่หอคอยเวท อาจารย์ราฟาเพิ่งสืบจนรู้ว่า กราวด้าทำขนมไปให้ใคร ชายวัยกลางคนผู้เปี่ยมความหลงใหลว่าที่ราชครูถึงกับนั่งร้องไห้โฮราวกับว่าวันนี้คือวันแต่งงานของกราวด้ากับราห์ซูร์ เหล่าศิษย์ก็ได้แต่ปลอบใจเขาไปตามมารยาท—บางคนแอบกลั้นขำแทบตาย

ในห้องครัวหลวงวุ่นยิ่งกว่าเดิม เพราะต้องเตรียมอาหารและขนมสำหรับงานเลี้ยงตอนบ่าย แนนซี่ได้ชิมคุกกี้สมุนไพรที่ทูตจากอัลเทรนน์นำมาเป็นของกำนัล—รสชาติคล้ายกับคุกกี้สมุนไพรสูตรแรกของกราวด้าเสียจนเธอเริ่มสนใจจะ “แกะสูตร” อย่างจริงจัง

ฮิวเดอร์และเมล์ฟี่—สองสาวจอมเวทนักร้อง—กำลังเตรียมตัวสำหรับการขึ้นร้องเพลงในงานช่วงเย็น
ฮิวเดอร์พูดโอ้อวดไม่หยุดว่าคืนนั้นเธอ “เกือบได้ราห์ซูร์แล้วด้วยซ้ำ” แต่สุดท้ายก็ต้องยอมยกเขาให้กราวด้าอย่างเสียไม่ได้ ทำให้เมล์ฟี่ได้แต่กลอกตาใส่ทุกสามประโยค

ที่บ้านเด็กกำพร้า พี่เลี้ยงทั้งสามคนฝากเด็ก ๆ ไว้กับกอร์น ก่อนเดินทางเข้าวังเพื่อเข้าร่วมชมพิธีช่วงเช้าอย่างตื่นเต้น

ภาพรวมทั้งเมืองเต็มไปด้วยความสดใส ความชุลมุนแบบงานมงคลแต่…ไม่ใช่สำหรับ เอมิลี่

 


หลังจากกลับมาจากบ้านเด็กกำพร้า เธอดูเหมือนสูญเสียแสงสว่างทั้งหมดในชีวิต ความสุขที่เคยมีจางหายราวกับไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว จนแม้แต่คาเรน—ผู้เงียบขรึมและเย็นชา—ยังถามออกมาตรง ๆ

            “ไง ดูไม่ดีเลยนะ เอมิลี่”

เขาพูดพลางเดินนำเธอไปตามระเบียงเพื่อไปยังห้องเตรียมตัวของราชองครักษ์

            “ไม่มีอะไร ฉันไม่เป็นไร…” เสียงเธออ่อนแรง ไร้ประกายโดยสิ้นเชิง

คาเรนเหลือบตามองเธอแล้วหัวเราะหยัน

            “ดูเหมือนเจ้าหนุ่มราห์ซูร์จะได้ดิบได้ดีไปแล้วนี่สิ เห็นลือกันหนาหูว่าเขาเป็นเด็กของกราวด้า… มาเสียดายตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะ”

เอมิลี่หยุดชะงัก

            “กราวด้า? …เกวน?… ใครมันไม่สำคัญหรอก มันไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันเป็นของคุณแล้ว ของคุณคนเดียว”

คำพูดเธอแน่น แต่สายตากลับสั่นไหว คาเรนยิ้มบาง ๆ เหมือนจะรับฟัง แต่ใบหน้าเขากลับไม่ใส่ใจเท่าไหร่ และเร่งฝีเท้าเดินนำต่อไป

เอมิลี่กำลังก้าวตาม แต่แล้ว…ก็เหลือบเห็นภาพหนึ่งตรงระเบียงอีกด้าน

            กราวด้า—ในชุดคลุมพิธีการสีขาวขอบทอง—กำลังยืนคุยกับสาวใช้ เธอดูสง่า สวย และ…อบอุ่นอย่างประหลาดแม้สีหน้าจะยังเย็นชาแบบเดิม ภาพนั้นแทงใจเอมิลี่ทันที เธอนึกถึงรูปในบ้านเด็กกำพร้า—รูปของ เกวน ใบหน้าที่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเอง “เหนือกว่า” ในทุกด้าน

แต่ตอนนี้…เธอรู้แล้ว เกวนคือกราวด้า และกราวด้า—คือคนที่ยืนตรงที่เธออยากอยู่มากที่สุด แต่ไม่เคยครอบครองได้เลย

เอมิลี่กัดฟันแน่น “นังอสรพิษ…” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนเร่งฝีเท้าเดินตามคาเรนไป

 


พิธีการในช่วงเช้าเปิดฉากขึ้นด้วยการแต่งตั้ง กราวด้า มอร์นไวน์ เป็นราชครูคนใหม่แห่งวาเลเธีย
ท้องฟ้าสดใส แต่ลานพิธีสว่างยิ่งกว่า—เพราะหญิงผู้ก้าวเดินอยู่กลางพรมแดงเป็นศูนย์กลางของสายตาทั้งหมด

กราวด้าสวมชุดคลุมพิธีสีขาวบริสุทธิ์ ขลิบทองละเอียดทั้งชายแขนและชายกระโปรง ลวดลายเวทส่องประกายสะท้อนแสงแดดยามเช้า เธองดงาม สง่า และทรงพลังจนทั้งลานพิธีถึงกับนิ่งค้างไปราวกับถูกสะกด

แถวหลังสุด อาจารย์ราฟาถึงกับปล่อยโฮไม่หยุด นักเรียนที่มาด้วยกันต้องคอยตบหลังปลอบ ขณะที่หลายคนหัวเราะจนเกือบกลั้นไม่อยู่—เขามองกราวด้าราวกับกำลังดู “งานแต่งของเธอกับราห์ซูร์” มากกว่าเป็นพิธีราชครู

เส้นทางสู่บัลลังก์ทอดยาวด้วยพรมแดงสด ทั้งสองฝั่งคือเหล่าทหารราชองครักษ์ในชุดเกราะทองตั้งเรียงรายเหมือนกำแพงทองคำ หมวกทองที่ทุกคนสวมทำให้แถวองครักษ์ดูเป็นหนึ่งเดียว ราวงานศิลป์ที่มีชีวิต—งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

กราวด้าเดินผ่านฝูงชนที่อัดแน่น ทุกสายตา ทุกเสียงลมหายใจ—เธอได้ยิน ได้รู้สึก และที่ปลายทางคือ ราชครูเมธรัส ผู้สวมชุดขาวทองเช่นเดียวกัน เขายืนถือไม้เท้าและขนนกพิธี เตรียมส่งมอบตำแหน่งที่แบกรับทั้งอาณาจักร

ด้านข้างบัลลังก์คือ คาเรน ผู้ยืนอย่างมั่นคงดั่งเสาหลักแห่งวาเลเธีย ส่วนเอมิลี่—ซ่อนตัวอยู่ในแถวมุมหนึ่งของราชองครักษ์—ยืนมองกราวด้าเดินผ่าน แต่ด้วยหมวกทองที่ปิดใบหน้า ไม่มีใครรู้ว่าในสบตาเธอเต็มไปด้วยอะไร 

กราวด้าคุกเข่าเบา ๆ รับมอบไม้เท้าและขนนกจากเมธรัส และเมื่อราชาดัลเทรนน์ทรงประกาศแต่งตั้งเธอเป็นราชครูคนใหม่—เสียงแตรก็ดังก้องทั่วลานพิธี เสียงปรบมือสั่นสะเทือนราวแผ่นดินไหว

ยุคสมัยใหม่ของเวทมนตร์… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 


การประกาศเกียรติคุณของแซร์ค

คนต่อไปคือ แซร์ค วาเลน ผู้ร่วมสู้เคียงข้างผู้วิเศษจนสามารถทำลายฐานลัทธิมืดได้สำเร็จ เขาเดินบนพรมแดงด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม—ความภาคภูมิใจฉายชัดในทุกก้าว

ปลายทางคือ อิเรน พ่อของเขา ชายที่ภายนอกเป็นเพียงทหารลาดตระเวนธรรมดาแต่ในความจริงคือหัวหน้าของกลุ่มสายลับผู้คุ้มกันความลับของอาณาจักรวันนี้…เขาได้รับเกียรติให้ยืนเคียงข้างลูกชายบนลานพิธี สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตเขามาก่อน

แซร์คเดินไปจนถึงพ่อ ทั้งสองกอดกันสั้น ๆ—เพียงเสี้ยววินาที แต่ความอบอุ่นนั้นทำอิเรนยืนตัวแข็งน้ำตาคลอจนแทบขยับไม่ได้ 

จากนั้น แซร์คเดินเข้าไปหน้าบัลลังก์และได้รับมอบ ดาบประจำกายขององครักษ์วาเลเธีย เสียงปรบมือดังขึ้นอีกระลอก ผู้คนต่างรู้—นักฆ่าที่อันตรายที่สุดของวาเลเธีย ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

 


✦ รายการสุดท้ายของช่วงเช้า การแต่งตั้ง “เจ้าชายแห่งวาเลเธีย” 

บรรยากาศเปลี่ยนเป็นหนักแน่นกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะพิธีใหญ่ที่สุดกำลังจะเริ่ม แต่เพราะชื่อที่กำลังจะถูกประกาศ…เป็นชื่อที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อเดือนก่อน

ทุกสายตาเริ่มจับจ้องไปยังประตูทางเดินด้านหลัง ทุกลมหายใจหยุดนิ่ง เพราะชายผู้กำลังจะก้าวออกมา…

ไม่ใช่คนในราชวงศ์

ไม่ใช่ขุนนาง

แต่เป็นชายผู้ย้อนเวลากลับมา ด้วยหัวใจที่อยากปกป้องเพียงคนเดียว

ราห์ซูร์ วาเลเธีย

ว่าที่เจ้าชายแห่งอาณาจักร—

ประตูพิธีการขนาดใหญ่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เบื้องหลังบานประตูอันโอ่อ่า ไม่ใช่เสนาบดี ไม่ใช่ขุนนาง—
แต่คือ กราวด้า มอร์นไวน์ ราชครูแห่งวาเลเธีย ผู้ยืนรออยู่เพียงลำพังในแสงอรุณที่ส่องลอดเข้ามา

ตามขั้นตอนพิธี เธอในฐานะผู้มีศักดิ์สูงสุดด้านเวทมนตร์ต้องเป็นผู้นำพาว่าที่เจ้าชายออกไปสู่พรมแดง
แต่ไม่มีใครบอกว่า “ต้องใกล้ชิดกันขนาดนี้”

เธอเลือกเอง—

เลือกจะยืนข้างเขา 

เลือกจะพาเขาออกไปด้วยมือของเธอ

เลือกช่วงเวลานี้…เพื่ออยู่ใกล้เขาที่สุด

และไม่มีใครในวังกล้าคัดค้านเพราะภาพที่เห็นตรงหน้า—งดงามจนไม่มีใครกล้าพูดอะไรนอกจากปล่อยให้โชคชะตานำพาไป

กราวด้าในชุดราชครูสีขาวขลิบทอง งามสง่าชวนลืมหายใจ 

ราห์ซูร์ในชุดเจ้าชายสีเดียวกัน หล่อจนสาว ๆ แถวนั้นหน้ามืดเป็นแถบ

สองคนเคียงกันราวเทพธิดาและเทพบุตรเดินจากสรวงสวรรค์ลงสู่ผืนดิน

แสงสะท้อนจากชุดทั้งคู่เปล่งประกายเรืองรองจนชุดเกราะทองของราชองครักษ์ตลอดแนวพรมแดง…สว่างตามราวถูกปลุกให้มีชีวิต

เสียงฮือฮาแตกขึ้นเบา ๆ เหมือนลมกระซิบ ลานพิธีเหมือนถูกสะกด—แม้แต่ราชาดัลเทรนน์ยังเคลิบเคลิ้มไปกับภาพตรงหน้า 

แต่ท่ามกลางความงดงามทั้งหมดมีหนึ่งในองครักษ์ทองที่สั่นจนแทบยืนไม่ไหว

เอมิลี่

เธอหายใจไม่ออก กัดริมฝีปากจนเลือดซึม น้ำตาไหลอาบหลังหน้ากากทองจนเปียกชุ่ม เธออยากจะวิ่งหนี…แต่ทำไม่ได้ ร่างกายไม่ขยับ หัวใจถูกบีบจนเกือบแตก

ภาพที่อยู่ตรงหน้าเหมือนความจริงตบหน้าเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สิ่งที่เธอพยายามจะเป็น—

สิ่งที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด—

ทั้งเจ้าชาย ทั้งราห์ซูร์

ตอนนี้กราวด้าได้มันไปทั้งหมด

 


เมื่อเดินถึงปลายพรมแดง กราวด้าหยุดและหันไปมองชายข้างตัว ใบหน้าเรียบนิ่งเหมือนเคย แต่ในดวงตา…มีประกายบางอย่างที่ไม่ใช่ความเย็นชาอีกต่อไป

เธอกระซิบเบา ๆ พอให้ได้ยินกันแค่สองคน

            “ฉันพานายมาได้แค่นี้…ที่เหลือ นายต้องเดินต่อเองนะ—ตาทึ่ม”

น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความอ่อนโยนลึก ๆ ที่ทำให้ราห์ซูร์แทบตั้งสติไม่อยู่

จากนั้น กราวด้าหันกลับไปเผชิญหน้าเบื้องพระพักตร์ราชาดัลเทรนน์ เธอยกไม้เท้าราชครูขึ้นเล็กน้อย ก่อนโน้มตัวลงอย่างสง่างาม

 


            “ข้าพเจ้า กราวด้า มอร์นไวน์ ราชครูแห่งวาเลเธีย ขอถวายตัวแทนต่อพระพักตร์เพื่อเสนอชายผู้ประกอบคุณความดีอันหาที่สุดมิได้ ผู้สละชีพเพื่อรักษาอาณาจักร ผู้มีความซื่อสัตย์บริสุทธิ์และผู้ซึ่งการกระทำพิสูจน์แล้วว่า
คู่ควรแก่เกียรติแห่งแผ่นดินวาเลเธีย

ข้าพเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต

ให้บุรุษนาม ‘ราห์ซูร์’ ได้รับพระราชทานนามสกุล ‘วาเลเธีย’

เพื่อได้เป็นหนึ่งในสายเลือดแห่งอาณาจักรและให้ถือเป็นเกียรติสูงสุดในรอบทศวรรษ

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม.”

 


ถ้อยคำนั้นดังไปทั่วลานพิธี ราชองครักษ์ ทูตต่างเมือง ขุนนาง และชาวเมืองนับพัน—ทุกคนเงียบสนิท

ราห์ซูร์ยังยืนไม่ขยับ กราวด้าก็ยังยืนข้างเขา…สูงสง่าดั่งเสาหลักของอาณาจักร เอมิลี่…ทรุดลงเล็กน้อยหลังแถว
และพรมแดงเบื้องหน้าราห์ซูร์—ยาวไกลเหมือนเส้นทางชีวิตใหม่กำลังรออยู่

นี่คือจุดเริ่มต้นของเจ้าชายลำดับใหม่ผู้ไม่ได้เกิดจากสายเลือด แต่เกิดจาก การเลือกของพระราชา และ หัวใจของราชครู

และที่ปลายพรมแดงนั้น—ราห์ซูร์ต้องเดินคนเดียว เพื่อรับเกียรติที่สูงที่สุดในชีวิต

ทันทีที่กราวด้ากล่าวถ้อยคำสุดท้ายจบลง สายลมเหมือนหยุดพัด ลานพิธีทั้งลานตกอยู่ในความเงียบสงัด
และในเสี้ยววินาทีถัดมา—“ทรงพระปรีชา! ทรงพระเจริญ!!”

เสียงโห่ร้องของประชาชนระเบิดขึ้นราวกับฟ้าคำรน ธงหลวงสีทองปลิวไสว เสียงแตรดังรับพร้อมกับเสียงกลองหนักแน่นเป็นจังหวะสรรเสริญ

ทูตจากมอร์ดานิสหันมามองกันด้วยสีหน้าตื่นตะลึง คนหนึ่งกระซิบเบา ๆ

            “เด็กหนุ่มผู้นั้น…พลังพิเศษอะไรทำให้ราชาให้เกียรติเช่นนี้?”

ทูตจากอัลเทรนน์หัวเราะจาง ๆ แต่เต็มไปด้วยความสนใจ

            “ไม่รู้สิ…แต่ฉันไม่เคยเห็นราชครูเดินควงใครเข้าพรมแดงมาก่อนเลย”

เสียงฝูงชนดังราวคลื่นทะเล แต่สำหรับราห์ซูร์— ทุกอย่างเงียบ เหลือเพียงหัวใจเขาที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

เขาหันไปมองกราวด้า—ราชครูของอาณาจักร

หญิงผู้เดินพาเขามาในทางที่ยาวที่สุด

สายตาเธอที่มองเขาในตอนนี้…ไม่ใช่สายตาของผู้คุม ไม่ใช่นักวิจัย ไม่ใช่เจ้าของอำนาจ

แต่เป็นสายตาของ ใครบางคน ที่ดีใจแทนเขาจากก้นบึ้งหัวใจ

แม้ใบหน้าจะนิ่งเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว

เธอพยักหน้าเบา ๆ

เหมือนบอกว่า

            “ไปสิ…นายทำได้”

ราห์ซูร์สูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวขึ้นพรมแดงชั้นที่สอง—ส่วนของเจ้าชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เดิน ฝูงชนเฮลั่นอีกครั้ง แสงอาทิตย์ตกกระทบชุดสีขาวทองของเขาเหมือนหลอมรวมกับแสงแห่งวาเลเธีย

 


ในแถวองครักษ์ด้านขวามือ เอมิลี่ยืนแข็งเหมือนรูปสลัก เธอมองเขาเดินขึ้นบันไดทีละขั้น ไปสู่ที่…ที่เธอทุ่มเททั้งชีวิตไล่ตาม แต่ไม่มีวันไปถึง

ภาพราห์ซูร์ในชุดเจ้าชาย อยู่ข้างราชครูกราวด้า กำลังรับเสียงสรรเสริญจากทั้งอาณาจักร—มันบีบหัวใจเธอจนปวดแสบเหมือนถูกไฟเผา

            “ฮึก…”

เธอกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซึมผ่านหน้ากาก น้ำตาไหลอาบแก้มจนเปียกเต็มด้านในของหมวกทอง ทหารข้าง ๆ แอบหันมามองด้วยความเป็นห่วง แต่ไม่กล้าพูดอะไร

ถ้าหมวกทองไม่ปิดหน้าไว้…ทุกคนคงเห็นว่าเธอแทบล้มลงตรงนั้น

 


กราวด้ายืนตรงตำแหน่งราชครูด้านซ้ายของบัลลังก์ เธอมองราห์ซูร์ก้าวขึ้นทีละขั้น มือของเธอที่ถือไม้เท้าราชครูแน่นขึ้นเล็กน้อย—เธอไม่แสดง แต่ใจเธอสั่น

เธอคิดในใจ และครั้งหนึ่ง เธอไม่เคยนึกเลยว่าจะรู้สึกภูมิใจ…เพราะใครอีกคน ยิ่งไปกว่านั้น—ในงานพิธีใหญ่หลวง ของอาณาจักรที่เธอรับผิดชอบ

เธอมองเขาแบบเงียบงัน แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยแสงอบอุ่นที่ไม่มีใครเคยเห็นราวกับกำลังมอง คำตอบของสมการที่เธอตามหามาทั้งชีวิต

เพียงแต่…ไม่มีใครรู้ยกเว้นราห์ซูร์ที่เผลอเหลือบตาไปสบกับเธอชั่ววินาทีหนึ่ง

 


ราห์ซูร์คุกเข่าลงเบื้องหน้าบัลลังก์ ราชาดัลเทรนน์ลุกขึ้นยืน จับพระแสงดาบหลวงประจำราชวงศ์
เสียงทั้งเมืองเงียบลงเหมือนโลกหยุดหมุน

ราชาตรัสด้วยเสียงหนักแน่นและเปี่ยมพระเมตตา

            “ราห์ซูร์…เจ้าไม่ใช่ผู้สืบสายเลือดของเรา แต่เจ้าคือผู้ที่พิสูจน์ด้วยหัวใจและการกระทำว่าคู่ควรยิ่งกว่าใครที่ยืน ณ จุดนี้

วันนี้—ในนามแห่งวาเลเธีย เราจะสถาปนาเจ้าเป็น ‘เจ้าชายแห่งวาเลเธีย’ ผู้ถือครองนามสกุลสูงสุดของแผ่นดินนี้”

 เสียงผู้คนสั่นสะเทือนทั่วลานพิธี 

ราห์ซูร์ยกหน้า—ดวงตาเขาสั่นไหวด้วยความไม่เชื่อและความตื้นตัน

ราชาตรัสต่อ

            “เจ้ารับหรือไม่—หน้าที่ในการคุ้มครองอาณาจักร ผู้คน และเส้นทางของโลกใบนี้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของเจ้าเอง?”

ราห์ซูร์หลับตา…หายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง คิดถึงอดีตทั้งหมด ความเจ็บปวด สิ่งที่สูญเสีย และหญิงที่ยืนอยู่ข้างเขาในวันนี้

เขาลืมตา—มองไปที่กราวด้า เธอยังคงนิ่ง แต่สายตานั้นบอกคำตอบให้เขาก่อนที่เขาจะพูดเสียอีก

            “กระหม่อม…ขอสาบานด้วยหัวใจและชีวิตของตนเอง ว่าจะรับใช้วาเลเธียจนลมหายใจสุดท้าย ขอสาบานว่าจะไม่หลีกหนีความรับผิดชอบใดและจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ข้า…รัก”

กราวด้าใจสะดุดวูบเมื่อได้ยินคำสุดท้าย แค่ชั่ววินาที แต่เพียงพอให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ

ราชายิ้ม—และแตะพระแสงดาบเบา ๆ ลงบนไหล่ซ้าย ไหล่ขวา และกลางศีรษะของราห์ซูร์

            “เราขอประกาศต่อหน้าทวยเทพและผู้คนทั้งปวง—ราห์ซูร์ วาเลเธีย คือเจ้าชายแห่งวาเลเธีย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”

เสียงเฮดังขึ้นพร้อมกันทั้งอาณาจักร ระฆังสูงสุดของหอคอยหลวงเริ่มตี ฝูงนกสีทองบินผ่านท้องฟ้า

ส่วนในแถวองครักษ์—เอมิลี่ทรุดลงคุกเข่าอย่างหมดแรง จนถูกหามออกไปจากแภว

และกราวด้า—ยืนมองชายคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียง “นักโทษเวท” ในห้องทดลอง วันนี้…กลายเป็นเจ้าชายซะแล้ว

 

 

 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา