ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
50 บท
1 วิจารณ์
1,619 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
47) สอบสวน
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความสองวันผ่านไปริชชี่ถูกเรียกตัว “เงียบ ๆ” ให้มารายงานตัวที่ค่ายทหารแต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องที่เธอคิดว่าจะเป็นห้องของเซราด—ทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา
ห้องนั้นเต็มไปด้วย กับดักเวทหลายชั้น ตราประทับและวงเวทเรืองแสงซ้อนทับกันจนพื้นสะท้านทันทีที่ริชชี่เหยียบเส้นวงเวทแรก—
แกร๊ก!
โซ่ตรวนจากเพดานพุ่งรัดแขนทั้งสองข้าง โซ่อีกชุดล็อกข้อเท้าจนเธอทรุดลงกับพื้น พลังเวททั้งหมดถูกดูดหายวับราวกับไม่เคยมีอยู่
ก่อนที่เธอจะร้องออกมา ถุงผ้าดำก็ถูกคลุมหัวโดยอัตโนมัติ เสียงโลหะกระทบพื้นดังก้องในความมืด
“อะ…อะไรกัน…? ฉันทำอะไรผิด!!?”
ริชชี่สะดุ้ง ดิ้นเบา ๆ โซ่ตรวนสั่นกระทบกันไม่หยุด
แต่ไม่มีใครตอบ ทหาร 8–9 นายยืนล้อมเธอเป็นวงกลมทุกคนเงียบ…เงียบจนเหมือนรูปปั้น
ไม่กี่อึดใจทหารเหล่านั้นก็เดินออกจากห้องทีละคนเสียงประตูเหล็กปิดสนิท—ทิ้งเธอไว้กับความกลัวล้วน ๆ
ตอนนี้ในห้องเหลือเพียง 4 คน:
กราวด้า—นั่งหัวโต๊ะ ตรงข้ามริชชี่ ใต้แสงตะเกียงเพียงดวงเดียว
อิเรน—ยืนทางซ้าย แขนไขว้ มองนิ่งราวกับอ่านใจเธอได้
แซร์ค—ยืนขวางประตูทางออก ดาบอยู่ในระยะประคองพร้อมใช้
ราห์ซูร์—ยืนอยู่ในมุมมืดด้านหลัง เป็นเจ้าชายมือใหม่ที่ต้องพบความจริงครั้งแรก
ในความเงียบกดดัน อิเรนเอื้อมมือไปดึงถุงผ้าคลุมหัวออก
ดวงตาริชชี่กระพริบถี่ ๆ แสงสลัวจากตะเกียงบนโต๊ะเผยให้เห็นว่า เธอกำลังนั่งอยู่ใน ห้องขังใต้ดินพื้นเป็นหินชื้นเย็น กำแพงเต็มไปด้วยตราประทับสกัดเวทและโซ่ตรวนยังพันแขนขาของเธอแน่นจนเลือดแทบหยุดไหล
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ลอร์ดเซเรสเคยเตือนเธอ…แต่ความจริงตรงหน้า ก็ยังทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น
“ฉัน…กลัว…กลัวจริง ๆ…”
เสียงเธอเบาจนแทบหลุดจากลำคอ
“พวกคุณจะทำอะไรฉัน…?”
กราวด้าไม่ได้หลบสายตา เธอนั่งนิ่ง…ตรง…ไม่ไหวเอน แต่เสียงของเธอหนักจนห้องทั้งห้องเหมือนแคบลง
“ริชชี่… เรารู้แล้วว่าเธอคือสาวกแห่งความมืด ตอนนี้—ตอบความจริงทั้งหมดมา”
เสียงนั้นไม่มีโทนขู่ แต่เป็นเสียงของคนที่ รู้ความจริงมากกว่าอีกฝ่ายทั้งหมด เสียงที่ทำให้หัวใจริชชี่บีบรัดจนหายใจยาก
เธอส่ายหน้าแรงจนแว่นเกือบหลุด
“ฉันไม่ใช่!! ฉันไม่ใช่สาวกความมืด!!”
ริชชี่ร้องลั่นด้วยเสียงสั่น เธอดึงโซ่ตรวนอย่างสิ้นหวัง เสียงเหล็กดังระรัวสะท้อนทั่วห้องหิน
“ฉันไม่ใช่จริง ๆ นะ…ขอร้องล่ะ…เชื่อฉันเถอะ…”
แต่ในสายตาของคนทั้งสี่ ไม่มีใครเชื่อคำพูดนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
อิเรนเหลือบตามองแซร์ค เป็นสัญญาณที่ทั้งคู่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า วันนี้—คือวันแรกที่แซร์คจะได้ “ฝึกสอบสวนผู้ต้องหา” อย่างจริงจัง
อิเรน = ตำรวจเลว
แซร์ค = ตำรวจดี
เมื่อดวงตาของอิเรนเปลี่ยนเป็นนิ่งแข็ง ราวกับล่าเหยื่อ แซร์คก็สูดหายใจเบา ๆ เตรียมตัวเข้าบทบาทของตน
อิเรนเดินเข้าไปหา ริชชี่ อย่างช้า…ช้า ไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกก้าวคือความกดดันที่จงใจจะบดขยี้จิตใจเธอ
จากนั้น—
ปัง!!
มือใหญ่ของอิเรนกดศีรษะริชชี่กระแทกลงกับโต๊ะหินเต็มแรง แรงพอให้เสียงก้องสะท้อนทั้งห้องขังใต้ดินเลือดเริ่มไหลจากหน้าผากของเธอทันที ดวงตาเบลอเหมือนสติจะดับ แว่นหลุดตกลงพื้น
ความโหดร้ายฉับพลันทำให้ทั้งแซร์คและราห์ซูร์สะท้าน แต่กราวด้ายังคงนั่งนิ่ง เธอไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ราวกับควบคุมทั้งสถานการณ์ได้ด้วยสายตาเพียงคู่เดียว
ริชชี่หอบหายใจ
ปากอ้าเหวอ
เสียงของเธอแทบไม่ออกจากลำคอ
อิเรนก้มลง เสียงต่ำและเย็นจนเหมือนลมหนาวกระแทกกลางอก
“ฉันจะไม่ถาม”
“แต่ถ้าแกคิดว่าจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ฉันหยุด…ก็ลองพูดดู”
เขายกศีรษะริชชี่ขึ้นเตรียมจะโขกลงโต๊ะอีกครั้ง—
“ไม่!! ไม่ๆ!! ฉันจะไม่พูดอะไร!!”
เสียงเธอสั่นระรัว แต่คำปฏิเสธนั้น…คือการยอมรับกลาย ๆ ว่าเธอเป็นสาวกความมืดจริง
อิเรนยิ้มนิด ๆ ยิ้มที่ไม่มีความเมตตาปนอยู่เลย
“รู้ใช่ไหมว่า…ต่อให้เธอตายตรงนี้ พวกเราก็ไม่เสียอะไรเลย?”
เขาสอดนิ้วเข้าปากเธอ ลากออกมาจับฟันซี่หนึ่งก่อนจะ—
กระชาก
เลือดพุ่งทันที ริชชี่กรีดร้องสุดเสียง ความเจ็บแล่นขึ้นศีรษะจนตัวสั่นไปทั้งร่าง
แซร์คหน้าเสีย ราห์ซูร์เม้มปากแน่น แต่ไม่มีใครกล้าขัดอิเรน
ริชชี่ร้องไห้สะอึก ๆ เลือดกลบปาก แต่ยังพยายามปฏิเสธ
“ฮะ…ฮือ…ไม่…ฉะ…ฉันไม่พูด…ไม่พูด…”
กราวด้ามองผ่านริชชี่ไปยังราห์ซูร์ เธอถามเสียงนิ่งเหมือนอ่านความคิดทุกคนอยู่แล้ว
“ราห์ซูร์ นายรู้จักเธอไหม?”
ราห์ซูร์มองหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่ตรงหน้า สายตาเขานิ่งขึ้นทีละวินาที สุดท้ายเขาส่ายหน้า
“ไม่ ฉันไม่เคยเห็นเธอ เธออาจเป็นสาวกระดับสูง หรือระดับพิเศษ…และบางที—อาจตายอยู่ในห้องนี้ก็ได้”
อิเรนไม่รอให้สถานการณ์เย็นลง เขาจับมือซ้ายของริชชี่ กดลงกับโต๊ะ—
ฉึก!
มีดปักทะลุหลังมือตรึงไว้กับโต๊ะจนขยับไม่ได้
แล้วเริ่มถอดเล็บเธอออก
ทีละเล็บ…
ทีละเล็บ…
จนทั้งห้านิ้วแดงฉานไปด้วยเลือด
เสียงกรีดร้องของริชชี่ดังสะท้อนทั่วห้อง เจ็บจนร่างเกร็งเหมือนชัก แต่น้ำตา เสียงร้อง ความทรมานทั้งหมด—ยังไม่ทำให้เธอยอมพูด
อิเรนถอนหายใจเบา ๆ เหมือนผิดหวัง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่โหดร้ายที่สุด
“ดูเหมือนเธอชอบความเจ็บปวดสินะ…”
เขาเช็ดเลือดบนมือกับผ้าของเธอ แล้วถอยออกไปสองก้าว เหมือนจะให้ “เวลาพัก” แก่เธอ
หลังจากอิเรนลงมืออย่างโหดเหี้ยมจนห้องขังทั้งห้องสั่นสะเทือนด้วยเสียงกรีดร้องของริชชี่ บรรยากาศถูกกดลงต่ำราวกับอากาศอัดแน่นอยู่ในอกของทุกคน
ตอนนั้นเอง—แซร์คที่พิงประตูอยู่ค่อย ๆ ขยับตัวออกมา
เขาสูดหายใจ “เข้าโหมดจีบสาว” (เขาคิดในใจแบบนั้นจริง ๆ)
แซร์คเดินเข้ามาอย่างสบาย ๆ ทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะตรงหน้าริชชี่ซึ่งกำลังสะอึกสะอื้น มือซ้ายแดงฉานไปด้วยเลือด
เขายิ้มอ่อน ยิ้มแบบที่ใช้ได้ผลกับสาวหลายรายในค่าย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นตรงข้ามกับอิเรนโดยสิ้นเชิง
“สวัสดี ริชชี่… น่าเสียดายนะที่เราเจอกันในสภาพแบบนี้ ฉันเห็นเธอหลายครั้งแถวห้องเก็บของกับลานซักล้างตอนตั้งใจทำงาน เธอดูน่ารักทีเดียว”
แซร์คเอื้อมแตะมือซ้ายอันสั่นเทาของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเหมือน “ยาชาใจ” ทำให้ริชชี่ชะงักเธอเงยหน้าขึ้น…
ดวงตายังคงมีน้ำตา แต่สีหน้าเปลี่ยนทันทีราวกับความเจ็บถูกลบไปชั่วขณะ
“จะ…จริงเหรอ…? นายน่ะ…ชมว่าฉันน่ารัก…? ฉันน่ารัก…?”
เธอหน้าแดง เสียงสั่นเหมือนคนคลั่งรักกะทันหัน จนแซร์คเองถึงกับขนลุกขึ้นมาตามสัญชาติญาณ
แต่เขายังต้องเล่นต่อ เขาคุมสีหน้าไว้ได้ก่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มขึ้นอีกขั้น
“ใช่สิ อยากเป็นเพื่อนกันไหม? ถ้าเธออยาก…ฉันพาเดินเล่นรอบเมืองได้เลย แค่ตอบตามความจริงก็พอ”
คำว่า “เพื่อน” ทำให้ริชชี่ตัวสั่นด้วยความดีใจ ลืมเจ็บ ลืมเลือด ลืมตรวนไปชั่ววินาที
“เ—เพื่อ…เพื่อน!? แบบที่นายเป็นเพื่อนกับราห์ซูร์ใช่ไหม!?”
เธอพูดพลางมองราห์ซูร์แบบตื่นเต้นเกือบโรคจิต
แซร์คค่อย ๆ ใส่แรงจูงใจเพิ่ม เจาะจากจุดอ่อนของเธอที่เขาเพิ่งค้นเจอ
“ใช่…แบบนั้นแหละ เธอเล่าให้ฉันฟังได้นะ อยากรู้จริง ๆ ว่าเธอทำหน้าที่อะไร”
ริชชี่สูดลมหายใจแรงเหมือนตัดสินใจเปิดใจสุดตัว
“ฉัน…ฉันมีหน้าที่จดชื่อทุกคน…เอ่อ…ไม่ใช่หน้าที่หรอก มันเป็นความชอบส่วนตัว ฉันจดหมด—ทหาร จอมเวท พ่อครัว คนส่งของ ว่าพวกเขาเป็นใคร ทำอะไร ชอบอะไร…”
เธอพูดเร็วขึ้น เร็วขึ้นเหมือนกำลังสารภาพเรื่องที่เธอภูมิใจมากกว่ากลัว
“สาวกในลัทธิชมว่าฉันเก่ง…แต่ฉันไม่รู้เลยว่ามันมีประโยชน์อะไร…”
กราวด้าที่ฟังอยู่ตลอด นิ่งจนอ่านสีหน้าไม่ได้แต่แววตาของเธอบอกว่า—ข้อมูลนี้ดูเหมือนจริง… และแปลกเกินคาด
แซร์คยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เข้าบท “ตำรวจดี” เต็มตัว
“ไม่แปลกเลยฉันก็ชอบทำแบบนั้นเหมือนกัน”
ริชชี่กะพริบตาปริบ ๆ รอฟังต่อ
“ฉันก็จดชื่อทุกคนไว้ในสมุดของฉัน เขียนด้วยว่าเขาชอบอะไร—เผื่อว่าจะได้หาของขวัญถูกใจ”
ราห์ซูร์หลุดหัวเราะทันที
“ฉันไม่คิดว่าแกจะโรคจิตไปพร้อมเธอด้วยนะ แซร์ค…”
แซร์คหันขวับมาเถียง
“อะไรเล่า! ฉันใส่ใจคนเว้ย! คิดดูสิ ของขวัญมันต้องเหมาะกับคนไง!”
บรรยากาศในห้องคลายลงเล็กน้อย จนแผลของริชชี่ยังดูเหมือนเจ็บน้อยลงตาม
ริชชี่หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม มือสั่นด้วยความตื่นเต้นไม่ใช่ความเจ็บ
“นะ…นาย…จดชื่อฉันด้วยเหรอ…?”
แซร์คยิ้ม—เล่นตามบท
“ก็ใช่…เหมือนเธอเขียนชื่อนาย ๆ นั่นแหละ”
ริชชี่กลืนน้ำลายเสียงเธอเบา แต่เต็มไปด้วยความดีใจจนแทบล้นห้อง
“งั้น…งั้น…นายต้องวาดรูปหัวใจไว้ตรงชื่อฉันด้วย…ใช่ไหม…?”
“………”
ทั้งห้องเงียบไป 3 วินาที แซร์คขนลุกทั่วหลัง หัวใจวูบจนเหมือนตกจากกำแพงวัง เขาหันไปมองอิเรน—ขอความช่วยเหลือแบบเร็วที่สุด
แต่อิเรน…กลับยืนกอดอก ยิ้มมุมปาก แล้วทำมือ “วน ๆ” แบบลับ…
สื่อว่า — ดีแล้ว ทำต่อไป
แซร์คถึงกับอยากร้องไห้แต่ไม่มีทางเลือกนอกจากเล่นต่อให้เนียนที่สุด
แม้แซร์คจะ ไม่อยากทำ แต่ในฐานะ “ตำรวจดี” และผู้สอบสวนหน้าใหม่ เขาก็ต้องเล่นบทของตนให้แนบเนียนที่สุด เขาสูดหายใจเบา ๆ ก่อนตอบตามหน้าที่—และค่อย ๆ ดึงริชชี่ให้ตกลงลึกกว่าเดิม
เขายิ้มอ่อน น้ำเสียงอบอุ่นจนแทบลืมไปว่านี่คือห้องสอบสวน
“ก็ใช่…การจะเขียนรูปหัวใจให้ใครสักคน—เขาต้องสำคัญกับฉันจริง ๆ ตอนนี้ฉันยังไม่มีใครหรอกแต่ถ้าเสร็จงานนี้…ฉันเขียนให้เธอได้นะ”
ประโยคนั้นเหมือนคำปล่อยเวทสะกดจิต
ริชชี่เบิกตาโต ลมหายใจเธอสะดุดไปหนึ่งครั้ง ก่อนยิ้มกว้างแบบไร้การควบคุม
“จริงหรือ!? ดีจัง… ถามมาเลย…ฉันจะบอกทุกอย่าง…”
มือซ้ายที่ถูกตรึง ใบมีดปักทะลุหลังมือ เล็บทั้งห้านิ้วถูกถอด ยังมีเลือดซึมออก แต่มือกลับกระดิกอย่างดีใจราวกับความเจ็บไม่มีตัวตนอีกแล้ว
กราวด้ามองภาพนั้นเงียบ ๆ เหมือนกำลังประเมินสภาพจิตที่เริ่ม “หลุด” ของริชชี่
แซร์คผ่อนลมหายใจ เข้าใกล้อีกก้าว แล้วเริ่มต้นคำถามหลัก
“ก่อนอื่น…เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ฉันอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้”
ทุกคนในห้องต่างลอบมอง แม้ประวัติจะดูเป็นเรื่องเล็กแต่ทุกคนล้วนอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ ผ่านอะไรมาบ้างถึงได้กลายเป็นสาวกแห่งความมืดที่น่ากลัวนัก
ริชชี่พยักหน้ายิ้มแหย ๆ เหลือเพียงฟันหลอที่ถูกอิเรนถอนออกเมื่อครู่ทำให้แซร์คกลืนน้ำลายแรงหนึ่งที—หนักใจกว่าเดิม
แต่เธอก็เริ่มเล่า…
“ฉันเกิดในตระกูลนักรบ…ที่มอร์ดานิส”
เสียงสั่น แต่ชัด เหมือนเปิดประตูอดีตที่ปิดตายไว้นาน
“เดิมฉันไม่ได้ชื่อริชชี่…แต่ฉันจำชื่อเดิมไม่ได้แล้ว…”
เธอก้มหน้า น้ำตาไหลพราก
“ครอบครัวเกลียดฉัน…บอกว่าฉันทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสียแล้วก็ขับไล่ฉันตั้งแต่ยังเด็ก”
เธอกลืนน้ำลาย มือที่ถูกตรึงสั่นระริก
“ฉันเร่ร่อน…แล้วก็เริ่มขายตัวเอง…จนกลายเป็นทาส เป็นแค่เศษเนื้อที่ยังมีลมหายใจ…ถูกทรมานโดยเจ้านายวิปริต ใช้งานจนไม่เหลือความเป็นคน…”
แซร์คเม้มปาก
ราห์ซูร์หลุบตาลง
แม้แต่กราวด้ายังโคลงศีรษะเล็กน้อย
ริชชี่เล่าต่อโดยไม่ต้องมีใครบังคับ
“และสุดท้าย…ฉันถูกขายเป็นทาสราคาถูก พวกสาวกความมืดกำลังกว้านซื้อทาสแบบฉัน—ทาสที่แทบขยับไม่ได้แล้ว…”
คำต่อไปทำให้ทั้งห้องเปลี่ยนสีหน้า
“พวกเขาเอาเราไปบูชายัญ”
กราวด้าขยับสายตาเล็กน้อยเป็นครั้งแรกที่สีหน้าของเธอเปลี่ยนเธอรู้คำนี้ดี—และรู้ว่ามันหมายถึงอะไร
ริชชี่พูดต่อทั้งที่น้ำเสียงสั่นหนักขึ้น
“ทุกคนถูกกรีด…ถูกแทง…เลือดของเราถูกปล่อยให้ไหลลงบนหน้ากากสีขาว…แล้วพวกมันก็มีชีวิตขึ้นมาจากเถ้าธุลี เป็นทหารที่ไร้ความรู้สึก…ที่ตื่นมาเพื่อฆ่าอย่างเดียว…”
แซร์คถามเสียงเบาแต่กดลึก
“แล้วเธอล่ะ…รอดมาได้ยังไง?”
ริชชี่ส่ายหน้า น้ำตาร่วงพรืด
“ไม่…ฉันไม่ได้รอด…”
ทั้งห้องเงียบกริบ
“ฉันถูกกรีดจนเลือดหมดร่าง…ร่างที่เหี่ยวแห้ง หนังติดกระดูก…ตอนแสงสุดท้ายดับลง…”
เธอหอบหายใจ ภาพความตายดูเหมือนยังติดอยู่ในดวงตาเธอ
“ฉันเห็นความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด…ไม่มีร่าง ไม่มีเสียง แต่ฉันรู้…มันเห็นฉัน มันเลือกฉัน…”
เธอหันขึ้น ร่างสั่นด้วยทั้งกลัวและตื่นเต้นลึก ๆ
“แล้วมันส่งฉันกลับมา ให้ร่างใหม่…ให้เนื้อใหม่… ให้ชีวิตใหม่…”
ราห์ซูร์พึมพำเบา ๆ คล้ายพูดกับตนเอง
“ความมืด…จะเลือกมอบพลังให้สาวกระดับสูง…”
ภาพของเอมิลี่ในอนาคตผุดขึ้นในหัวเขา เขาเข้าใจทันทีว่า—ริชชี่ก็เป็นเพียง หุ่นเชิดของความมืด อีกคนหนึ่งไม่ต่างอะไรกับเอมิลี่ที่เขาเคยเห็นในอนาคตอันโหดร้าย
แซร์คมองริชชี่ด้วยสายตาอ่อนโยน เขารู้แล้วว่าเธอไม่ได้ผูกพันกับลัทธิความมืดเลย เธอเพียง “ถูกเลือก” และ “ถูกบิดจิตใจ” มากกว่าที่จะจงรักภักดีจริง ๆ เขาจึงยื่นมือสุดท้าย—หวังดึงเธอออกจากเหวลึกนั้น
แซร์คพูดเสียงนุ่ม เหมือนกำลังชวนเด็กสาวให้กลับบ้านมากกว่าชวนศัตรูร่วมมือ
“มันจบแล้วริชชี่…ความกลัว ความทรมานที่พวกนั้นทำกับเธอ เธอมาพัก…อยู่กับพวกเราก็ได้ นี่เป็นโอกาสเดียวที่เธอจะรอด เพราะอีกไม่นาน ลัทธิความมืดจะถูกกวาดล้างจนไม่เหลืออะไรแล้ว”
ทุกคนคิดว่าริชชี่จะลังเล…แต่คำตอบที่ออกมาทำให้เลือดในห้องเย็นวาบทันที
ริชชี่เงยหน้าขึ้นสีหน้า เรียบสนิท จนน่ากลัว
“ไม่… ไม่มีทางหรอก แซร์ค ลัทธิความมืดยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกทำลายได้”
ก่อนใครทันขยับ—เธอดึงมือซ้ายที่ถูกมีดตรึงออกจากโต๊ะ
ฉึก—!
มือเธอขาดเป็นสองซีก เลือดสาดลงบนพื้นหิน แต่น่าเหยียดที่สุดคือ…
เธอไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว
ริชชี่ยื้น “มือที่ขาด” ของตัวเอง ให้แซร์คเหมือนกำลังมอบดอกไม้
ดวงตาที่พร่าเลือน—ตอนนี้กลับว่างเปล่าอย่างไม่ใช่มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
“นายต่างหาก…ควรมาร่วมกับเรา มาเข้าลัทธิความมืดกับฉันสิ เราจะได้อยู่ด้วยกัน…ตลอดไป…”
ทั้งห้องเย็นลงราวกับห้องชันสูตรศพ ทุกคนเพิ่งรู้—ริชชี่ไม่ใช่เพียงเหยื่อ แต่เป็น “ศพที่ยังเดินได้”
อิเรนขยับตัวทันที ต้องการสังหารก่อนที่ทุกอย่างจะสาย แต่แซร์คยกมือห้าม เขายังถามไม่จบ เขาต้องดึงข้อมูลสุดท้ายให้ได้
แซร์คยิ้ม—แบบที่ตึงจนแทบไม่เป็นธรรมชาติ แต่ยังทำหน้าที่ต่อไป
“น่าสนใจนะ… ถ้าฉันจะเข้าลัทธิความมืดนั่นจริง ๆ ฉันจะได้ตำแหน่งอะไรล่ะ…ชายผู้น่ารัก?”
ริชชี่ขยับตัวอย่างเขิน—แต่น่ากลัว เหมือนตุ๊กตาใส่จิตวิญญาณผิดดวง
“แซร์ค… แซร์ค… แซร์ค…
นาย…อย่างนาย…
แน่นอน…
นายต้องได้เป็น ขุนพลแห่งความมืด…
เหมือนฉัน!!”
ทันทีที่คำนี้หลุดปาก—
ราห์ซูร์ชูวงเวทขึ้นที่มือ
อิเรนคว้ามีดสั้นขึ้นมา
กราวด้าลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
แววตาของทั้งสาม บอกได้ชัดเจนว่า—นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป
แสงของกับดักเวทเรืองขึ้นรอบห้อง พร้อมระเบิดได้ทุกวินาที
แต่แซร์ค—กลับยังคงนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ราห์ซูร์ระเบิดเสียงออกมาก่อน ดังชัดเจนที่สุดในห้อง
“ไม่จริง! เธอโกหก!! ขุนพลแห่งความมืดไม่มีผู้หญิง!
อาบิสเป็นอสูรยักษ์
บาโฟเมตเป็นชายแก่แต่งตัวสุภาพ
ด็อปเปลแกงเกอร์เป็นชายหนุ่มเจ้าสำอาง
และโอซิริส—นักรบหุ้มเกราะที่โหดเหี้ยมที่สุด!
เธอไม่ใช่! ไม่ใกล้เคียงเลย!!”
ริชชี่หันไปมองราห์ซูร์สายตาเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองจนผิดธรรมชาติ
“กะ…ก็…ฉันมีร่างกายเป็นผู้ชาย…
ตระกูลนักรบของฉันรับไม่ได้
นี่แหละ…คือเหตุผลที่ฉันถูกขับไล่…”
ทั้งห้องชะงักกึก แซร์คถึงกับหน้ามืด—เกือบเป็นลม
เขาอุทานออกมาเบา ๆ
“งั้น…เรียกริชคุงได้ไหม…?”
ริชชี่เงยหน้าขึ้นทันที
“หยาบคายยยยย!!”
แล้วเธอก็นั่งลงอย่างสงบ เงียบสนิท
เหมือนไม่คิดจะหนี
เหมือนยอมรับชะตา—
เพราะคิดว่าตนเองไม่มีวันตายจริง ๆ
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเจอ “โอซิริส” ในร่างสาวใช้ขี้อาย ในเมื่อเธอเปิดปากยอมรับสถานะเองว่า
“คือหนึ่งในขุนพลแห่งความมืด”
หลังจากนั้น การซักถามยังคงดำเนินต่ออีกพักใหญ่ คำถามถูกยิงเข้าใส่ริชชี่ทั้งด้านกิจกรรมลัทธิ สถานที่ ประมวลคำสั่ง และโครงสร้างการสั่งงาน แต่ไม่ว่ากราวด้า แซร์ค หรืออิเรนจะวกถามมุมไหน—
ไม่มีคำตอบใดพาไปถึงตัวผู้บงการได้เลย
ริชชี่ตอบทุกคำถามด้วยสีหน้า “ใสซื่อเหมือนเด็ก” แต่ความใสซื่อนั้นกลับไม่ช่วยอะไรเลย เพราะทุกข้อมูลที่เธอพูด—กระจัดกระจาย บิดเบี้ยว และไร้เส้นโยงถึงเซเรสอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งถามมากเท่าไร ก็ยิ่งชัดเจนว่า ริชชี่ไม่มีความทรงจำด้านการวางแผน ไม่รู้ระดับชั้นของลัทธิ ไม่รู้ว่าคำสั่งใหญ่ส่งมาจากใครและไม่มีแม้แต่ “รหัส” หรือ “สัญญาณลับ” ที่จะใช้ตามรอยผู้นำได้
สิ่งเดียวที่เธอรู้—คือหน้าที่เล็ก ๆ อย่างการ “จดชื่อคน” และ “รายงานพฤติกรรมประจำวัน” ซึ่งเป็นข้อมูลที่แทบไม่ชี้ไปหาผู้นำตัวจริงเลย
สุดท้าย กราวด้าต้องยกมือให้สัญญาณหยุดการสอบสวน เสียงเธอนิ่งและคมเหมือนเดิม
“พอแค่นี้ก่อน…เราคงได้ข้อมูลเท่านี้จริง ๆ วันนี้”
กราวด้าจึงประกาศคำสั่งทันที—เสียงนิ่งแต่แรงราวคำพิพากษา
“จองจำเธอไว้อย่างหนาแน่น หยุดการสอบสวนเพียงเท่านี้ เราจะวางแผน…ใช้ประโยชน์จากเธอต่อไป”
ประตูเหล็กใต้ดินปิดลงช้า ๆ
ห้องนั้นเต็มไปด้วย กับดักเวทหลายชั้น ตราประทับและวงเวทเรืองแสงซ้อนทับกันจนพื้นสะท้านทันทีที่ริชชี่เหยียบเส้นวงเวทแรก—
แกร๊ก!
โซ่ตรวนจากเพดานพุ่งรัดแขนทั้งสองข้าง โซ่อีกชุดล็อกข้อเท้าจนเธอทรุดลงกับพื้น พลังเวททั้งหมดถูกดูดหายวับราวกับไม่เคยมีอยู่
ก่อนที่เธอจะร้องออกมา ถุงผ้าดำก็ถูกคลุมหัวโดยอัตโนมัติ เสียงโลหะกระทบพื้นดังก้องในความมืด
“อะ…อะไรกัน…? ฉันทำอะไรผิด!!?”
ริชชี่สะดุ้ง ดิ้นเบา ๆ โซ่ตรวนสั่นกระทบกันไม่หยุด
แต่ไม่มีใครตอบ ทหาร 8–9 นายยืนล้อมเธอเป็นวงกลมทุกคนเงียบ…เงียบจนเหมือนรูปปั้น
ไม่กี่อึดใจทหารเหล่านั้นก็เดินออกจากห้องทีละคนเสียงประตูเหล็กปิดสนิท—ทิ้งเธอไว้กับความกลัวล้วน ๆ
ตอนนี้ในห้องเหลือเพียง 4 คน:
กราวด้า—นั่งหัวโต๊ะ ตรงข้ามริชชี่ ใต้แสงตะเกียงเพียงดวงเดียว
อิเรน—ยืนทางซ้าย แขนไขว้ มองนิ่งราวกับอ่านใจเธอได้
แซร์ค—ยืนขวางประตูทางออก ดาบอยู่ในระยะประคองพร้อมใช้
ราห์ซูร์—ยืนอยู่ในมุมมืดด้านหลัง เป็นเจ้าชายมือใหม่ที่ต้องพบความจริงครั้งแรก
ในความเงียบกดดัน อิเรนเอื้อมมือไปดึงถุงผ้าคลุมหัวออก
ดวงตาริชชี่กระพริบถี่ ๆ แสงสลัวจากตะเกียงบนโต๊ะเผยให้เห็นว่า เธอกำลังนั่งอยู่ใน ห้องขังใต้ดินพื้นเป็นหินชื้นเย็น กำแพงเต็มไปด้วยตราประทับสกัดเวทและโซ่ตรวนยังพันแขนขาของเธอแน่นจนเลือดแทบหยุดไหล
ทุกอย่างเป็นไปตามที่ลอร์ดเซเรสเคยเตือนเธอ…แต่ความจริงตรงหน้า ก็ยังทำให้เธอกลัวจนตัวสั่น
“ฉัน…กลัว…กลัวจริง ๆ…”
เสียงเธอเบาจนแทบหลุดจากลำคอ
“พวกคุณจะทำอะไรฉัน…?”
กราวด้าไม่ได้หลบสายตา เธอนั่งนิ่ง…ตรง…ไม่ไหวเอน แต่เสียงของเธอหนักจนห้องทั้งห้องเหมือนแคบลง
“ริชชี่… เรารู้แล้วว่าเธอคือสาวกแห่งความมืด ตอนนี้—ตอบความจริงทั้งหมดมา”
เสียงนั้นไม่มีโทนขู่ แต่เป็นเสียงของคนที่ รู้ความจริงมากกว่าอีกฝ่ายทั้งหมด เสียงที่ทำให้หัวใจริชชี่บีบรัดจนหายใจยาก
เธอส่ายหน้าแรงจนแว่นเกือบหลุด
“ฉันไม่ใช่!! ฉันไม่ใช่สาวกความมืด!!”
ริชชี่ร้องลั่นด้วยเสียงสั่น เธอดึงโซ่ตรวนอย่างสิ้นหวัง เสียงเหล็กดังระรัวสะท้อนทั่วห้องหิน
“ฉันไม่ใช่จริง ๆ นะ…ขอร้องล่ะ…เชื่อฉันเถอะ…”
แต่ในสายตาของคนทั้งสี่ ไม่มีใครเชื่อคำพูดนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
อิเรนเหลือบตามองแซร์ค เป็นสัญญาณที่ทั้งคู่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า วันนี้—คือวันแรกที่แซร์คจะได้ “ฝึกสอบสวนผู้ต้องหา” อย่างจริงจัง
อิเรน = ตำรวจเลว
แซร์ค = ตำรวจดี
เมื่อดวงตาของอิเรนเปลี่ยนเป็นนิ่งแข็ง ราวกับล่าเหยื่อ แซร์คก็สูดหายใจเบา ๆ เตรียมตัวเข้าบทบาทของตน
อิเรนเดินเข้าไปหา ริชชี่ อย่างช้า…ช้า ไม่ได้รีบร้อน แต่ทุกก้าวคือความกดดันที่จงใจจะบดขยี้จิตใจเธอ
จากนั้น—
ปัง!!
มือใหญ่ของอิเรนกดศีรษะริชชี่กระแทกลงกับโต๊ะหินเต็มแรง แรงพอให้เสียงก้องสะท้อนทั้งห้องขังใต้ดินเลือดเริ่มไหลจากหน้าผากของเธอทันที ดวงตาเบลอเหมือนสติจะดับ แว่นหลุดตกลงพื้น
ความโหดร้ายฉับพลันทำให้ทั้งแซร์คและราห์ซูร์สะท้าน แต่กราวด้ายังคงนั่งนิ่ง เธอไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ราวกับควบคุมทั้งสถานการณ์ได้ด้วยสายตาเพียงคู่เดียว
ริชชี่หอบหายใจ
ปากอ้าเหวอ
เสียงของเธอแทบไม่ออกจากลำคอ
อิเรนก้มลง เสียงต่ำและเย็นจนเหมือนลมหนาวกระแทกกลางอก
“ฉันจะไม่ถาม”
“แต่ถ้าแกคิดว่าจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อทำให้ฉันหยุด…ก็ลองพูดดู”
เขายกศีรษะริชชี่ขึ้นเตรียมจะโขกลงโต๊ะอีกครั้ง—
“ไม่!! ไม่ๆ!! ฉันจะไม่พูดอะไร!!”
เสียงเธอสั่นระรัว แต่คำปฏิเสธนั้น…คือการยอมรับกลาย ๆ ว่าเธอเป็นสาวกความมืดจริง
อิเรนยิ้มนิด ๆ ยิ้มที่ไม่มีความเมตตาปนอยู่เลย
“รู้ใช่ไหมว่า…ต่อให้เธอตายตรงนี้ พวกเราก็ไม่เสียอะไรเลย?”
เขาสอดนิ้วเข้าปากเธอ ลากออกมาจับฟันซี่หนึ่งก่อนจะ—
กระชาก
เลือดพุ่งทันที ริชชี่กรีดร้องสุดเสียง ความเจ็บแล่นขึ้นศีรษะจนตัวสั่นไปทั้งร่าง
แซร์คหน้าเสีย ราห์ซูร์เม้มปากแน่น แต่ไม่มีใครกล้าขัดอิเรน
ริชชี่ร้องไห้สะอึก ๆ เลือดกลบปาก แต่ยังพยายามปฏิเสธ
“ฮะ…ฮือ…ไม่…ฉะ…ฉันไม่พูด…ไม่พูด…”
กราวด้ามองผ่านริชชี่ไปยังราห์ซูร์ เธอถามเสียงนิ่งเหมือนอ่านความคิดทุกคนอยู่แล้ว
“ราห์ซูร์ นายรู้จักเธอไหม?”
ราห์ซูร์มองหญิงสาวที่ถูกมัดอยู่ตรงหน้า สายตาเขานิ่งขึ้นทีละวินาที สุดท้ายเขาส่ายหน้า
“ไม่ ฉันไม่เคยเห็นเธอ เธออาจเป็นสาวกระดับสูง หรือระดับพิเศษ…และบางที—อาจตายอยู่ในห้องนี้ก็ได้”
อิเรนไม่รอให้สถานการณ์เย็นลง เขาจับมือซ้ายของริชชี่ กดลงกับโต๊ะ—
ฉึก!
มีดปักทะลุหลังมือตรึงไว้กับโต๊ะจนขยับไม่ได้
แล้วเริ่มถอดเล็บเธอออก
ทีละเล็บ…
ทีละเล็บ…
จนทั้งห้านิ้วแดงฉานไปด้วยเลือด
เสียงกรีดร้องของริชชี่ดังสะท้อนทั่วห้อง เจ็บจนร่างเกร็งเหมือนชัก แต่น้ำตา เสียงร้อง ความทรมานทั้งหมด—ยังไม่ทำให้เธอยอมพูด
อิเรนถอนหายใจเบา ๆ เหมือนผิดหวัง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่โหดร้ายที่สุด
“ดูเหมือนเธอชอบความเจ็บปวดสินะ…”
เขาเช็ดเลือดบนมือกับผ้าของเธอ แล้วถอยออกไปสองก้าว เหมือนจะให้ “เวลาพัก” แก่เธอ
หลังจากอิเรนลงมืออย่างโหดเหี้ยมจนห้องขังทั้งห้องสั่นสะเทือนด้วยเสียงกรีดร้องของริชชี่ บรรยากาศถูกกดลงต่ำราวกับอากาศอัดแน่นอยู่ในอกของทุกคน
ตอนนั้นเอง—แซร์คที่พิงประตูอยู่ค่อย ๆ ขยับตัวออกมา
เขาสูดหายใจ “เข้าโหมดจีบสาว” (เขาคิดในใจแบบนั้นจริง ๆ)
แซร์คเดินเข้ามาอย่างสบาย ๆ ทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะตรงหน้าริชชี่ซึ่งกำลังสะอึกสะอื้น มือซ้ายแดงฉานไปด้วยเลือด
เขายิ้มอ่อน ยิ้มแบบที่ใช้ได้ผลกับสาวหลายรายในค่าย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นตรงข้ามกับอิเรนโดยสิ้นเชิง
“สวัสดี ริชชี่… น่าเสียดายนะที่เราเจอกันในสภาพแบบนี้ ฉันเห็นเธอหลายครั้งแถวห้องเก็บของกับลานซักล้างตอนตั้งใจทำงาน เธอดูน่ารักทีเดียว”
แซร์คเอื้อมแตะมือซ้ายอันสั่นเทาของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเหมือน “ยาชาใจ” ทำให้ริชชี่ชะงักเธอเงยหน้าขึ้น…
ดวงตายังคงมีน้ำตา แต่สีหน้าเปลี่ยนทันทีราวกับความเจ็บถูกลบไปชั่วขณะ
“จะ…จริงเหรอ…? นายน่ะ…ชมว่าฉันน่ารัก…? ฉันน่ารัก…?”
เธอหน้าแดง เสียงสั่นเหมือนคนคลั่งรักกะทันหัน จนแซร์คเองถึงกับขนลุกขึ้นมาตามสัญชาติญาณ
แต่เขายังต้องเล่นต่อ เขาคุมสีหน้าไว้ได้ก่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มขึ้นอีกขั้น
“ใช่สิ อยากเป็นเพื่อนกันไหม? ถ้าเธออยาก…ฉันพาเดินเล่นรอบเมืองได้เลย แค่ตอบตามความจริงก็พอ”
คำว่า “เพื่อน” ทำให้ริชชี่ตัวสั่นด้วยความดีใจ ลืมเจ็บ ลืมเลือด ลืมตรวนไปชั่ววินาที
“เ—เพื่อ…เพื่อน!? แบบที่นายเป็นเพื่อนกับราห์ซูร์ใช่ไหม!?”
เธอพูดพลางมองราห์ซูร์แบบตื่นเต้นเกือบโรคจิต
แซร์คค่อย ๆ ใส่แรงจูงใจเพิ่ม เจาะจากจุดอ่อนของเธอที่เขาเพิ่งค้นเจอ
“ใช่…แบบนั้นแหละ เธอเล่าให้ฉันฟังได้นะ อยากรู้จริง ๆ ว่าเธอทำหน้าที่อะไร”
ริชชี่สูดลมหายใจแรงเหมือนตัดสินใจเปิดใจสุดตัว
“ฉัน…ฉันมีหน้าที่จดชื่อทุกคน…เอ่อ…ไม่ใช่หน้าที่หรอก มันเป็นความชอบส่วนตัว ฉันจดหมด—ทหาร จอมเวท พ่อครัว คนส่งของ ว่าพวกเขาเป็นใคร ทำอะไร ชอบอะไร…”
เธอพูดเร็วขึ้น เร็วขึ้นเหมือนกำลังสารภาพเรื่องที่เธอภูมิใจมากกว่ากลัว
“สาวกในลัทธิชมว่าฉันเก่ง…แต่ฉันไม่รู้เลยว่ามันมีประโยชน์อะไร…”
กราวด้าที่ฟังอยู่ตลอด นิ่งจนอ่านสีหน้าไม่ได้แต่แววตาของเธอบอกว่า—ข้อมูลนี้ดูเหมือนจริง… และแปลกเกินคาด
แซร์คยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย เข้าบท “ตำรวจดี” เต็มตัว
“ไม่แปลกเลยฉันก็ชอบทำแบบนั้นเหมือนกัน”
ริชชี่กะพริบตาปริบ ๆ รอฟังต่อ
“ฉันก็จดชื่อทุกคนไว้ในสมุดของฉัน เขียนด้วยว่าเขาชอบอะไร—เผื่อว่าจะได้หาของขวัญถูกใจ”
ราห์ซูร์หลุดหัวเราะทันที
“ฉันไม่คิดว่าแกจะโรคจิตไปพร้อมเธอด้วยนะ แซร์ค…”
แซร์คหันขวับมาเถียง
“อะไรเล่า! ฉันใส่ใจคนเว้ย! คิดดูสิ ของขวัญมันต้องเหมาะกับคนไง!”
บรรยากาศในห้องคลายลงเล็กน้อย จนแผลของริชชี่ยังดูเหมือนเจ็บน้อยลงตาม
ริชชี่หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม มือสั่นด้วยความตื่นเต้นไม่ใช่ความเจ็บ
“นะ…นาย…จดชื่อฉันด้วยเหรอ…?”
แซร์คยิ้ม—เล่นตามบท
“ก็ใช่…เหมือนเธอเขียนชื่อนาย ๆ นั่นแหละ”
ริชชี่กลืนน้ำลายเสียงเธอเบา แต่เต็มไปด้วยความดีใจจนแทบล้นห้อง
“งั้น…งั้น…นายต้องวาดรูปหัวใจไว้ตรงชื่อฉันด้วย…ใช่ไหม…?”
“………”
ทั้งห้องเงียบไป 3 วินาที แซร์คขนลุกทั่วหลัง หัวใจวูบจนเหมือนตกจากกำแพงวัง เขาหันไปมองอิเรน—ขอความช่วยเหลือแบบเร็วที่สุด
แต่อิเรน…กลับยืนกอดอก ยิ้มมุมปาก แล้วทำมือ “วน ๆ” แบบลับ…
สื่อว่า — ดีแล้ว ทำต่อไป
แซร์คถึงกับอยากร้องไห้แต่ไม่มีทางเลือกนอกจากเล่นต่อให้เนียนที่สุด
แม้แซร์คจะ ไม่อยากทำ แต่ในฐานะ “ตำรวจดี” และผู้สอบสวนหน้าใหม่ เขาก็ต้องเล่นบทของตนให้แนบเนียนที่สุด เขาสูดหายใจเบา ๆ ก่อนตอบตามหน้าที่—และค่อย ๆ ดึงริชชี่ให้ตกลงลึกกว่าเดิม
เขายิ้มอ่อน น้ำเสียงอบอุ่นจนแทบลืมไปว่านี่คือห้องสอบสวน
“ก็ใช่…การจะเขียนรูปหัวใจให้ใครสักคน—เขาต้องสำคัญกับฉันจริง ๆ ตอนนี้ฉันยังไม่มีใครหรอกแต่ถ้าเสร็จงานนี้…ฉันเขียนให้เธอได้นะ”
ประโยคนั้นเหมือนคำปล่อยเวทสะกดจิต
ริชชี่เบิกตาโต ลมหายใจเธอสะดุดไปหนึ่งครั้ง ก่อนยิ้มกว้างแบบไร้การควบคุม
“จริงหรือ!? ดีจัง… ถามมาเลย…ฉันจะบอกทุกอย่าง…”
มือซ้ายที่ถูกตรึง ใบมีดปักทะลุหลังมือ เล็บทั้งห้านิ้วถูกถอด ยังมีเลือดซึมออก แต่มือกลับกระดิกอย่างดีใจราวกับความเจ็บไม่มีตัวตนอีกแล้ว
กราวด้ามองภาพนั้นเงียบ ๆ เหมือนกำลังประเมินสภาพจิตที่เริ่ม “หลุด” ของริชชี่
แซร์คผ่อนลมหายใจ เข้าใกล้อีกก้าว แล้วเริ่มต้นคำถามหลัก
“ก่อนอื่น…เล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ฉันอยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้”
ทุกคนในห้องต่างลอบมอง แม้ประวัติจะดูเป็นเรื่องเล็กแต่ทุกคนล้วนอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ ผ่านอะไรมาบ้างถึงได้กลายเป็นสาวกแห่งความมืดที่น่ากลัวนัก
ริชชี่พยักหน้ายิ้มแหย ๆ เหลือเพียงฟันหลอที่ถูกอิเรนถอนออกเมื่อครู่ทำให้แซร์คกลืนน้ำลายแรงหนึ่งที—หนักใจกว่าเดิม
แต่เธอก็เริ่มเล่า…
“ฉันเกิดในตระกูลนักรบ…ที่มอร์ดานิส”
เสียงสั่น แต่ชัด เหมือนเปิดประตูอดีตที่ปิดตายไว้นาน
“เดิมฉันไม่ได้ชื่อริชชี่…แต่ฉันจำชื่อเดิมไม่ได้แล้ว…”
เธอก้มหน้า น้ำตาไหลพราก
“ครอบครัวเกลียดฉัน…บอกว่าฉันทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสียแล้วก็ขับไล่ฉันตั้งแต่ยังเด็ก”
เธอกลืนน้ำลาย มือที่ถูกตรึงสั่นระริก
“ฉันเร่ร่อน…แล้วก็เริ่มขายตัวเอง…จนกลายเป็นทาส เป็นแค่เศษเนื้อที่ยังมีลมหายใจ…ถูกทรมานโดยเจ้านายวิปริต ใช้งานจนไม่เหลือความเป็นคน…”
แซร์คเม้มปาก
ราห์ซูร์หลุบตาลง
แม้แต่กราวด้ายังโคลงศีรษะเล็กน้อย
ริชชี่เล่าต่อโดยไม่ต้องมีใครบังคับ
“และสุดท้าย…ฉันถูกขายเป็นทาสราคาถูก พวกสาวกความมืดกำลังกว้านซื้อทาสแบบฉัน—ทาสที่แทบขยับไม่ได้แล้ว…”
คำต่อไปทำให้ทั้งห้องเปลี่ยนสีหน้า
“พวกเขาเอาเราไปบูชายัญ”
กราวด้าขยับสายตาเล็กน้อยเป็นครั้งแรกที่สีหน้าของเธอเปลี่ยนเธอรู้คำนี้ดี—และรู้ว่ามันหมายถึงอะไร
ริชชี่พูดต่อทั้งที่น้ำเสียงสั่นหนักขึ้น
“ทุกคนถูกกรีด…ถูกแทง…เลือดของเราถูกปล่อยให้ไหลลงบนหน้ากากสีขาว…แล้วพวกมันก็มีชีวิตขึ้นมาจากเถ้าธุลี เป็นทหารที่ไร้ความรู้สึก…ที่ตื่นมาเพื่อฆ่าอย่างเดียว…”
แซร์คถามเสียงเบาแต่กดลึก
“แล้วเธอล่ะ…รอดมาได้ยังไง?”
ริชชี่ส่ายหน้า น้ำตาร่วงพรืด
“ไม่…ฉันไม่ได้รอด…”
ทั้งห้องเงียบกริบ
“ฉันถูกกรีดจนเลือดหมดร่าง…ร่างที่เหี่ยวแห้ง หนังติดกระดูก…ตอนแสงสุดท้ายดับลง…”
เธอหอบหายใจ ภาพความตายดูเหมือนยังติดอยู่ในดวงตาเธอ
“ฉันเห็นความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด…ไม่มีร่าง ไม่มีเสียง แต่ฉันรู้…มันเห็นฉัน มันเลือกฉัน…”
เธอหันขึ้น ร่างสั่นด้วยทั้งกลัวและตื่นเต้นลึก ๆ
“แล้วมันส่งฉันกลับมา ให้ร่างใหม่…ให้เนื้อใหม่… ให้ชีวิตใหม่…”
ราห์ซูร์พึมพำเบา ๆ คล้ายพูดกับตนเอง
“ความมืด…จะเลือกมอบพลังให้สาวกระดับสูง…”
ภาพของเอมิลี่ในอนาคตผุดขึ้นในหัวเขา เขาเข้าใจทันทีว่า—ริชชี่ก็เป็นเพียง หุ่นเชิดของความมืด อีกคนหนึ่งไม่ต่างอะไรกับเอมิลี่ที่เขาเคยเห็นในอนาคตอันโหดร้าย
แซร์คมองริชชี่ด้วยสายตาอ่อนโยน เขารู้แล้วว่าเธอไม่ได้ผูกพันกับลัทธิความมืดเลย เธอเพียง “ถูกเลือก” และ “ถูกบิดจิตใจ” มากกว่าที่จะจงรักภักดีจริง ๆ เขาจึงยื่นมือสุดท้าย—หวังดึงเธอออกจากเหวลึกนั้น
แซร์คพูดเสียงนุ่ม เหมือนกำลังชวนเด็กสาวให้กลับบ้านมากกว่าชวนศัตรูร่วมมือ
“มันจบแล้วริชชี่…ความกลัว ความทรมานที่พวกนั้นทำกับเธอ เธอมาพัก…อยู่กับพวกเราก็ได้ นี่เป็นโอกาสเดียวที่เธอจะรอด เพราะอีกไม่นาน ลัทธิความมืดจะถูกกวาดล้างจนไม่เหลืออะไรแล้ว”
ทุกคนคิดว่าริชชี่จะลังเล…แต่คำตอบที่ออกมาทำให้เลือดในห้องเย็นวาบทันที
ริชชี่เงยหน้าขึ้นสีหน้า เรียบสนิท จนน่ากลัว
“ไม่… ไม่มีทางหรอก แซร์ค ลัทธิความมืดยิ่งใหญ่เกินกว่าจะถูกทำลายได้”
ก่อนใครทันขยับ—เธอดึงมือซ้ายที่ถูกมีดตรึงออกจากโต๊ะ
ฉึก—!
มือเธอขาดเป็นสองซีก เลือดสาดลงบนพื้นหิน แต่น่าเหยียดที่สุดคือ…
เธอไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว
ริชชี่ยื้น “มือที่ขาด” ของตัวเอง ให้แซร์คเหมือนกำลังมอบดอกไม้
ดวงตาที่พร่าเลือน—ตอนนี้กลับว่างเปล่าอย่างไม่ใช่มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
“นายต่างหาก…ควรมาร่วมกับเรา มาเข้าลัทธิความมืดกับฉันสิ เราจะได้อยู่ด้วยกัน…ตลอดไป…”
ทั้งห้องเย็นลงราวกับห้องชันสูตรศพ ทุกคนเพิ่งรู้—ริชชี่ไม่ใช่เพียงเหยื่อ แต่เป็น “ศพที่ยังเดินได้”
อิเรนขยับตัวทันที ต้องการสังหารก่อนที่ทุกอย่างจะสาย แต่แซร์คยกมือห้าม เขายังถามไม่จบ เขาต้องดึงข้อมูลสุดท้ายให้ได้
แซร์คยิ้ม—แบบที่ตึงจนแทบไม่เป็นธรรมชาติ แต่ยังทำหน้าที่ต่อไป
“น่าสนใจนะ… ถ้าฉันจะเข้าลัทธิความมืดนั่นจริง ๆ ฉันจะได้ตำแหน่งอะไรล่ะ…ชายผู้น่ารัก?”
ริชชี่ขยับตัวอย่างเขิน—แต่น่ากลัว เหมือนตุ๊กตาใส่จิตวิญญาณผิดดวง
“แซร์ค… แซร์ค… แซร์ค…
นาย…อย่างนาย…
แน่นอน…
นายต้องได้เป็น ขุนพลแห่งความมืด…
เหมือนฉัน!!”
ทันทีที่คำนี้หลุดปาก—
ราห์ซูร์ชูวงเวทขึ้นที่มือ
อิเรนคว้ามีดสั้นขึ้นมา
กราวด้าลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้
แววตาของทั้งสาม บอกได้ชัดเจนว่า—นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป
แสงของกับดักเวทเรืองขึ้นรอบห้อง พร้อมระเบิดได้ทุกวินาที
แต่แซร์ค—กลับยังคงนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
ราห์ซูร์ระเบิดเสียงออกมาก่อน ดังชัดเจนที่สุดในห้อง
“ไม่จริง! เธอโกหก!! ขุนพลแห่งความมืดไม่มีผู้หญิง!
อาบิสเป็นอสูรยักษ์
บาโฟเมตเป็นชายแก่แต่งตัวสุภาพ
ด็อปเปลแกงเกอร์เป็นชายหนุ่มเจ้าสำอาง
และโอซิริส—นักรบหุ้มเกราะที่โหดเหี้ยมที่สุด!
เธอไม่ใช่! ไม่ใกล้เคียงเลย!!”
ริชชี่หันไปมองราห์ซูร์สายตาเปลี่ยนเป็นเศร้าหมองจนผิดธรรมชาติ
“กะ…ก็…ฉันมีร่างกายเป็นผู้ชาย…
ตระกูลนักรบของฉันรับไม่ได้
นี่แหละ…คือเหตุผลที่ฉันถูกขับไล่…”
ทั้งห้องชะงักกึก แซร์คถึงกับหน้ามืด—เกือบเป็นลม
เขาอุทานออกมาเบา ๆ
“งั้น…เรียกริชคุงได้ไหม…?”
ริชชี่เงยหน้าขึ้นทันที
“หยาบคายยยยย!!”
แล้วเธอก็นั่งลงอย่างสงบ เงียบสนิท
เหมือนไม่คิดจะหนี
เหมือนยอมรับชะตา—
เพราะคิดว่าตนเองไม่มีวันตายจริง ๆ
ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเจอ “โอซิริส” ในร่างสาวใช้ขี้อาย ในเมื่อเธอเปิดปากยอมรับสถานะเองว่า
“คือหนึ่งในขุนพลแห่งความมืด”
หลังจากนั้น การซักถามยังคงดำเนินต่ออีกพักใหญ่ คำถามถูกยิงเข้าใส่ริชชี่ทั้งด้านกิจกรรมลัทธิ สถานที่ ประมวลคำสั่ง และโครงสร้างการสั่งงาน แต่ไม่ว่ากราวด้า แซร์ค หรืออิเรนจะวกถามมุมไหน—
ไม่มีคำตอบใดพาไปถึงตัวผู้บงการได้เลย
ริชชี่ตอบทุกคำถามด้วยสีหน้า “ใสซื่อเหมือนเด็ก” แต่ความใสซื่อนั้นกลับไม่ช่วยอะไรเลย เพราะทุกข้อมูลที่เธอพูด—กระจัดกระจาย บิดเบี้ยว และไร้เส้นโยงถึงเซเรสอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งถามมากเท่าไร ก็ยิ่งชัดเจนว่า ริชชี่ไม่มีความทรงจำด้านการวางแผน ไม่รู้ระดับชั้นของลัทธิ ไม่รู้ว่าคำสั่งใหญ่ส่งมาจากใครและไม่มีแม้แต่ “รหัส” หรือ “สัญญาณลับ” ที่จะใช้ตามรอยผู้นำได้
สิ่งเดียวที่เธอรู้—คือหน้าที่เล็ก ๆ อย่างการ “จดชื่อคน” และ “รายงานพฤติกรรมประจำวัน” ซึ่งเป็นข้อมูลที่แทบไม่ชี้ไปหาผู้นำตัวจริงเลย
สุดท้าย กราวด้าต้องยกมือให้สัญญาณหยุดการสอบสวน เสียงเธอนิ่งและคมเหมือนเดิม
“พอแค่นี้ก่อน…เราคงได้ข้อมูลเท่านี้จริง ๆ วันนี้”
กราวด้าจึงประกาศคำสั่งทันที—เสียงนิ่งแต่แรงราวคำพิพากษา
“จองจำเธอไว้อย่างหนาแน่น หยุดการสอบสวนเพียงเท่านี้ เราจะวางแผน…ใช้ประโยชน์จากเธอต่อไป”
ประตูเหล็กใต้ดินปิดลงช้า ๆ
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ