เจ้าหญิงน้ำแข็งและเจ้าชายแกะดำ

-

เขียนโดย NoxTypeG

วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 13.35 น.

  45 ตอน
  1 วิจารณ์
  9,299 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 23.31 น. โดย เจ้าของนิยาย

แชร์นิยาย Share Share Share

 

40) Fight Dot 14

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ
ขนาดตัวอักษร เล็ก กลาง ใหญ่ ใหญ่มาก
 
สนามซ้อม Fight Dot เอกชนแห่งหนึ่งในเมืองไวท์คราวน์ เวลา 23:30
 
เสียงการต่อสู้ปะทะกันยังดังอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว และดูเหมือนมันจะยังดังต่อไปอีกหลายชั่วโมง
        “ตาย...ตายอีกแล้ว” พลัสถอยกลับมายืนนิ่ง ในมือถือพลองรูปทรงประหลาด
        “วันนี้เธอตายไปห้าครั้งแล้วนะ” สายตาของพลัสนิ่งและเย็นจนน่ากลัว
ห่างจากตรงหน้าพลัสไปราวห้าเมตร น้ำแข็งยืนอยู่ตรงนั้น ในมือทั้งสองข้างถือกาตาราน้ำแข็งที่แตกร้าว แขนซ้ายของเธอหักจนแทบใช้การไม่ได้ คิ้วแตก เลือดไหลเป็นทาง เธอยืนแทบไม่อยู่แล้ว
รอบสนามมีหลาวน้ำแข็งกระจายเต็มพื้นที่ ทั้งที่ยังแหลมคม และที่แตกหักไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้นี้กินเวลายาวนานมาก่อนหน้านี้
        “แขนซ้ายหัก ใช้การไม่ได้ ตาซ้ายมองไม่ชัดเพราะเลือดเข้าตา แต่ยังดีกว่าวันแรก ๆ ฉันยังพอสู้ได้”
น้ำแข็งคิด ประเมินสภาพร่างกายของตัวเอง ก่อนการจู่โจมครั้งต่อไปของพลัสจะเริ่มขึ้น
ทันทีที่พลัสเริ่มควงพลองอีกครั้ง หลาวน้ำแข็งจำนวนมากก็พุ่งขึ้นจากพื้น แทงและขวางเส้นทางไม่ให้เธอบุกเข้ามาแต่แทบไม่มีประโยชน์ พลองของพลัสกวาดทุกอย่างแตกกระจาย
ปั่ง!!!
พลองกระแทกเข้ากลางหน้าผากของน้ำแข็งอีกครั้ง ร่างกายของเธอค่อย ๆ ชา ทุกอย่างในสายตาค่อย ๆ มืดลง
        ....
น้ำแข็งรู้สึกตัวอีกครั้งที่ข้างสนาม บนฟูกที่เดิม ที่ที่เธอมักตื่นขึ้น หลังจากหมดสติในการฝึก
พลัสนั่งอยู่ข้าง ๆ ใช้พลังรักษาเธอจนร่างกายค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ แสงสีเขียวอ่อนแผ่คลุมบาดแผล กระดูกที่หักค่อย ๆ ขยับกลับเข้าที่ ใช้เวลาไม่นานนัก
        “วันนี้สลบไปครั้งแรก ถือว่าพัฒนาขึ้น” พลัสพูดพลางรักษาน้ำแข็งต่อไป
น้ำแข็งลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนมองหญิงตรงหน้า
        “คุณเก่งมาก...ทำไมถึงไม่ร่วมมือกับคุณอเล็ก จัดการมังกรดำให้หมดไปคะ?”
        “มังกรดำ...”
พลัสหยุดมือไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังคิดถึงบางอย่าง
        “...พวกเขาไม่ใช่คนที่ควรถูกกำจัด” น้ำเสียงของพลัสเบาลงเล็กน้อย
        “ลึก ๆ แล้ว ฉันคิดว่าโลกยังต้องมีพวกเขาอยู่ เพื่อถ่วงดุลบางอย่าง”
น้ำแข็งเงียบไปครู่หนึ่ง
แสงสีเขียวจากมือของพลัสยังคงไหลผ่านร่างเธออย่างนุ่มนวล ตรงข้ามกับการฝึกอันโหดร้ายก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
        “เพื่อนของฉันเสียสละชีวิตในสนามรบ...คิดแล้วก็ยังเจ็บปวดค่ะ” น้ำแข็งพูดขึ้นช้า ๆ
        “แต่พอฉันเปลี่ยนงานมาอยู่ที่เมืองหลวง ฉันได้เห็นอีกมุมหนึ่งของระบบและเริ่มเข้าใจว่า...ไม่มีใครเสียใจให้พวกเขาจริง ๆ”
เธอกำมือแน่นเล็กน้อย
        “บางที การสละชีวิตในสนามรบกับพวกมังกรดำนั่น อาจยังได้รับเกียรติจากพวกเขามากกว่าจากฝ่ายบริหารทางการเมืองเสียอีก”
พลัสมองน้ำแข็งนิ่ง ๆ คราวนี้สายตาของเธอไม่ได้เย็นชาเหมือนตอนอยู่ในสนาม แต่ลึกและอ่านยากกว่านั้น
        “เธอเห็นทุกอย่างแล้ว” พลัสพูดเบา ๆ
        “เมื่อถึงเวลา เธอจะตัดสินใจเองว่าควรเลือกอะไร”
พลัสลุกขึ้น เธอรักษาน้ำแข็งจนหายเป็นปกติแล้ว
        “ซ้อมต่อได้แล้ว” พลัสหมุนพลองในมืออีกครั้ง
        “เธอต้องเรียนรู้ตัวเองให้ได้มากกว่านี้ ถ้าเธอรู้จักตัวเองดี และควบคุมพลังได้ละเอียดพอ Fight Dot ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับเธอ”
        “ค่ะ” น้ำแข็งลุกขึ้น
เธอจับแขนซ้ายที่ก่อนหน้านี้กระดูกหักจนใช้การไม่ได้ ตอนนี้มันกลับมาเป็นปกติแล้ว จากนั้นเธอเดินลงสนามตามพลัสไปอีกครั้ง
 
 

หลังจากการฝึกโหดลากยาวไปจนถึงตีสาม ทั้งสองคนจึงแยกย้ายกลับไปพักผ่อน
        แต่พักได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง พลัสก็ต้องลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งตัวในชุดเต็มยศอย่างเรียบร้อยไร้ที่ติ เพราะเช้าวันนี้ เธอยังต้องกลับเข้าสู่ห้องสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง และนี่ไม่ใช่วันแรกเธอถูกสอบต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว ห้องสอบข้อเท็จจริงถูกจัดอย่างเป็นทางการ โต๊ะยาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งหกคนนั่งเรียงกันอยู่ฝั่งหนึ่ง นำโดย วินเซนต์ วินเทรส ผู้ซึ่งไม่ได้ปิดบังเลยว่า ต้องการปลดเธอออกจากตำแหน่งให้ได้
        ด้านข้างมีเลขานุการอีกสิบสองคนประจำโต๊ะของตัวเอง ทุกคนก้มหน้าก้มตาพิมพ์คำถาม คำตอบ คำให้การ และค้นข้อมูลประกอบ ส่งต่อให้คณะกรรมการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เสียงแป้นพิมพ์ดังสลับกับเสียงพลิกเอกสาร บรรยากาศในห้องเย็นเฉียบจนคล้ายกับสนามรบอีกแบบหนึ่ง พลัส ไกรเซอร์ เดินเข้ามาอย่างสงบ เธอทำความเคารพตามระเบียบ ก่อนจะนั่งลงตรงเก้าอี้กลางห้อง ไม่หลบสายตาใคร ไม่แสดงความเหนื่อยล้า วินเซนต์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า
        “มาต่อจากประเด็นที่เราซักถามค้างไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ท่านที่ปรึกษาพลัส ไกรเซอร์”
น้ำเสียงของเขาเรียบ แต่แฝงแรงกดดันชัดเจน
        “จำนวนทหารที่เสียชีวิตในสนามรบกรานเวล ระหว่างเหตุการณ์มังกรดำบุก ตามรายงานระบุไว้ราวแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ และเรายังสูญเสียชุดขาวไปถึงห้าคน”
วินเซนต์เงยหน้าขึ้น
        “ตัวเลขนี้มากเกินกว่าจะยอมรับได้ คุณจะอธิบายอย่างไร”
พลัสนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
        “หากพิจารณาจากพื้นฐานความสามารถของศัตรู ปริมาณกำลังรบที่มีในขณะนั้น และสภาพสนามรบจริง ตัวเลขดังกล่าวถือว่าอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ค่ะ”
ห้องทั้งห้องเกิดเสียงฮือฮาทันที กรรมการคนหนึ่งวางแฟ้มลงบนโต๊ะเสียงดัง
        “ยอมรับได้อย่างนั้นหรือ!?”
เลขาหลายคนชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบพิมพ์ต่อ
วินเซนต์ไม่พูดอะไร เพียงมองพลัสนิ่ง ๆ ราวกับรอให้เธอพลาด
กรรมการอีกคนเอนตัวมาข้างหน้า
        “ถ้าเราใช้กำลังมากกว่านี้ บางทีเราอาจเอาชนะได้รวดเร็วกว่านั้น และความเสียหายอาจน้อยลง ท่านที่ปรึกษาไม่คิดเช่นนั้นหรือ”
พลัสหลับตาลงช้า ๆ เธอนิ่งไปหลายวินาที ไม่ใช่เพราะคิดหาคำตอบแต่เหมือนกำลังข่มความรู้สึกบางอย่างไม่ให้หลุดออกมา จากนั้นเธอจึงลืมตาขึ้น
        “ไม่ค่ะ” คำตอบสั้นจนทั้งห้องเงียบลง พลัสพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
        “นี่ไม่ใช่สงครามทั่วไปที่จะใช้จำนวนเข้าข่มได้ ตัวเลขแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์จะไม่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าคุณจะส่งทหารหนึ่งพันคน หนึ่งหมื่นคน หรือหนึ่งแสนคนเข้าสู่สนามรบนั้น”
กรรมการบางคนขมวดคิ้ว พลัสยกมือขึ้นเล็กน้อย เลขาด้านข้างรีบเปิดเอกสารประกอบตามที่เธอระบุ
        “ดูตัวอย่างแนวป้องกันที่สามด้านใต้ แนวนั้นแตกแทบจะทันทีหลังการระเบิดเสียงของมังกรดำทำงาน ถ้าในเวลานั้นมีทหารห้าพันคนประจำอยู่ที่นั่น ผลลัพธ์จะไม่ใช่แนวป้องกันแข็งแรงขึ้น”
เธอเว้นจังหวะ
        “แต่จะเป็นทหารห้าพันคนเสียชีวิตพร้อมกันค่ะ” เสียงพิมพ์ในห้องเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
พลัสยังคงพูดต่อ
        “แนวตะวันออกและแนวตะวันตกก็เช่นกัน ทุกคนในพื้นที่นั้นเสียชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่เพราะเรามีกำลังไม่พอ แต่เพราะลักษณะการโจมตีของศัตรูไม่อนุญาตให้กำลังพลระดับปกติอยู่รอดได้”
เธอมองคณะกรรมการทีละคน
        “สามแนวดังกล่าวคิดเป็นประมาณเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของกำลังทั้งหมดในสนามรบกรานเวล ต่อให้เพิ่มจำนวนคนเข้าไปอีก ผลที่เป็นไปได้มากที่สุด คือจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ใช่โอกาสชนะเพิ่มขึ้นค่ะ”
ไม่มีใครพูดแทรก มีเพียงเสียงแป้นพิมพ์ที่กลับมาดังอีกครั้ง แต่เบากว่าเดิมมาก วินเซนต์เคาะนิ้วลงบนแฟ้มเอกสาร
        “ส่วนชุดขาว” พลัสพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
        “เป็นข้อจำกัดที่เรามีได้เพียงเท่านั้น ท่านรัฐมนตรีเองก็ทราบดีว่า ในสนามรบกรานเวล เราใช้ชุดขาวจากเมืองหลวง ซึ่งเป็นกำลังรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดของวอร์เกนแล้ว”
เธอหยุดเล็กน้อย
        “แต่พวกเขาก็ยังล้มลง”
ไม่มีใครในห้องพูดแทรก
        “ถึงอย่างนั้น การเสียสละของพวกเขาคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เรารักษาชัยชนะไว้ได้”
วินเซนต์มองเธอนิ่ง ๆ ขณะที่กรรมการคนหนึ่งพลิกเอกสารในมือ ก่อนจะถามขึ้น
        “แล้วครูฝึกอเล็กล่ะ”
พลัสหันไปมองเขา
        “ครูฝึกอเล็ก ไกรเซอร์ ผู้เป็นต้นเหตุของกลุ่มกบฏมังกรดำ” กรรมการคนนั้นพูดชัดถ้อยชัดคำ 
        “คุณจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร”
        “มันควรถูกปลด” กรรมการอีกคนพูดขึ้นทันที “ไม่สิ มันควรถูกเนรเทศออกจากวอร์เกน”
        “เห็นด้วย เราควรเสนอเรื่องนี้ไว้ในวาระอื่นของวันนี้ด้วย”
        “ใช่ เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้—”
        “หยุด”
พลัสพูดเพียงคำเดียว เสียงนั้นไม่ดังแต่ต่ำ เย็น และกดลงกลางห้องราวกับคมมีดถูกวางลงบนโต๊ะ
        อุณหภูมิในห้องเหมือนลดลงในพริบตา กรรมการหลายคนที่กำลังพูดอยู่หยุดชะงัก บางคนเผลอกลืนน้ำลาย เลขาบางคนชะงักมือเหนือแป้นพิมพ์ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของกรรมการสองคนโดยไม่รู้ตัว
        พลัสยังคงนั่งหลังตรง ดวงตาของเธอนิ่งสนิท
        “ขณะนี้ ครูฝึกอเล็กกำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อวอร์เกนอย่างมากค่ะ”
วินเซนต์เป็นคนเดียวที่ไม่สะทกสะท้านกับแรงกดดันนั้น เขายังคงมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย
        “เป็นประโยชน์อย่างไร ที่ปรึกษา” เขาถามเสียงเย็น
        “เท่าที่เราเห็น ครูฝึกอเล็กสร้างแต่ความวุ่นวาย และยังไม่มีผลงานใดที่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างปกป้องเขา”
พลัสสบตาเขาตรง ๆ
        “แกะดำ 03 คือหนึ่งในตัวแปรหลักที่ทำให้แนวรบทิศเหนือยังคงมีชีวิตอยู่ค่ะ” เสียงพิมพ์กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง แต่เบากว่าเดิม
        “แนวรบทิศเหนือคือพื้นที่ที่เหลือผู้รอดชีวิตประมาณสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของกองกำลังทั้งหมดในกรานเวล หากไม่มีตัวแปรนั้น ผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้ายอาจไม่มีอยู่ในรายงานฉบับนี้”
กรรมการคนหนึ่งขมวดคิ้ว
พลัสพูดต่อโดยไม่เปิดช่องให้แทรก
        “และหากไม่มีแกะดำ 03 ชุดขาวอีกห้าคน รวมถึงเอลินเซีย วินเทรส ก็คงเสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน”
ชื่อของเอลินเซียทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที
หลายสายตาหันไปทางวินเซนต์ แต่เขายังนิ่ง
พลัสยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ดังนั้น ก่อนที่คณะกรรมการจะเสนอให้ปลดหรือเนรเทศครูฝึกอเล็ก ดิฉันขอให้พิจารณาผลลัพธ์ที่ตามมาด้วยค่ะ”
เธอมองกรรมการทีละคน
        “หรือพวกท่านต้องการให้วอร์เกนผลักพวกเขาออกไปอีกครั้ง ใส่ชื่อกบฏให้พวกเขาด้วยความสะใจ แล้วได้รับศัตรูที่ชื่อว่า Darkmaster และ Black Sheep กลับมาแทน”
ทั้งห้องเงียบสนิท แม้แต่เสียงแป้นพิมพ์ก็หายไป คำว่า Darkmaster ทำให้กรรมการบางคนหน้าเปลี่ยนสี เพราะนั่นไม่ใช่ชื่อที่ใช้ในรายงานราชการทั่วไปแต่มันเป็นชื่อที่คนในสนามรบบางกลุ่มใช้เรียกอเล็ก ไกรเซอร์ ชายผู้เคยสร้างมังกรดำขึ้นมา
วินเซนต์เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย
        “คุณกำลังบอกว่า พวกเขาจะเดินตามมังกรดำอย่างนั้นหรือ” สายตาของเขาคมขึ้น
        “นี่เป็นคำขู่ต่อคณะกรรมการหรือเปล่า ท่านที่ปรึกษา”
พลัสตอบทันที
        “ไม่ใช่คำขู่ค่ะ” เธอเว้นจังหวะสั้น ๆ
        “เป็นการประเมินความเสี่ยง” คำตอบนั้นเรียบจนแทบไร้อารมณ์
        “เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้ทีมแกะดำมีศักยภาพสูงกว่าชุดขาวหลายหน่วย และมีความสามารถเฉพาะตัวที่ระบบทหารของวอร์เกนไม่สามารถผลิตซ้ำได้”
กรรมการบางคนเงียบลงทันที
พลัสกล่าวต่อ
        “ตอนนี้เรามีไพ่ดีอยู่ในมือ แต่ยังใช้มันได้ไม่เต็มที่ นั่นก็แย่พออยู่แล้ว” เธอมองวินเซนต์ตรง ๆ
        “แต่ถ้าเราโยนมันทิ้งเอง อาณาจักรอื่นคงยิ้มให้เราค่ะ”
วินเซนต์ไม่ตอบ
ดวงตาของเขายังคงเย็นชา แต่รอยนิ่งบนใบหน้าลึกลงกว่าเดิมเล็กน้อย เหมือนเขาไม่พอใจ ไม่ใช่เพราะพลัสพูดผิดแต่เพราะเธอพูดถูกเกินไป
กรรมการคนหนึ่งพยายามขยับเอกสารเพื่อกลบความเงียบ
        “ถ้าเช่นนั้น…เราจะบันทึกคำให้การส่วนนี้ไว้ก่อน”
        เลขาหลายคนรีบก้มหน้าพิมพ์ต่อ เสียงแป้นพิมพ์ดังขึ้นอีกครั้งในห้องสอบแต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิมแล้ว ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการพยายามไล่ต้อนพลัสด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต แต่ตอนนี้ พลัสเพิ่งวางคำถามอีกข้อไว้กลางโต๊ะ ถ้าวอร์เกนผลักคนที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกไป สิ่งที่เหลืออยู่จะเป็นความถูกต้องหรือความโง่เขลา
        การซักถามยังดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง คำถามถูกโยนมาอีกหลายชุด เอกสารถูกเปิดแล้วปิด คำให้การถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าและชื่อของอเล็ก ไกรเซอร์ กับทีมแกะดำ ถูกวนกลับมาหลายครั้งราวกับหนามที่คณะกรรมการอยากถอนออก แต่ไม่กล้าจับเต็มมือ
        จนกระทั่งพระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า แสงสีส้มหม่นลอดผ่านหน้าต่างสูงของอาคารสอบข้อเท็จจริงเข้ามาในห้อง ในที่สุด ประธานคณะกรรมการจึงประกาศพักการไต่สวนของวันนั้น พลัสลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างสงบเธอทำความเคารพตามระเบียบ ไม่มีท่าทีเหนื่อยล้า ไม่มีคำพูดเกินจำเป็น แต่เมื่อเธอหมุนตัวเดินออกจากห้อง สายตาของกรรมการหลายคนกลับติดตามแผ่นหลังของเธอไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับเพิ่งรู้ว่า ผู้หญิงที่พวกเขาพยายามซักฟอกมาตลอดทั้งวัน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกสอบสวน แต่เป็นคนที่ยังสามารถเปลี่ยนห้องสอบทั้งห้องให้กลายเป็นสนามรบได้โดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้เลยแม้แต่น้อย.
 
 

 
        แม้การไต่สวนทั้งวันจะไม่สามารถเอาผิดพลัสได้อย่างเป็นรูปธรรม แต่เธอรู้ดีว่านั่นไม่ได้แปลว่าเธอชนะระบบใหญ่เกินกว่าคนคนเดียวจะต้านทานได้
        ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของพลัส ไกรเซอร์ ถูกแต่งตั้งขึ้นในยุครัฐบาลก่อนรัฐบาลชุดนั้นเป็นอีกขั้วอำนาจหนึ่ง และหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ขั้วอำนาจในวอร์เกนก็เปลี่ยนไปแล้ว
        ในสายตาของรัฐบาลชุดใหม่ เธอจึงไม่ใช่คนของพวกเขา ไม่ใช่ศัตรูโดยตรง แต่ก็ไม่ใช่พวกเดียวกัน นั่นทำให้เธอถูกแขวนไว้กลางอากาศมานานพอสมควรแล้วและหลังจากเหตุการณ์กรานเวล ทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น
        อเล็กถูกจับตามองส่งไปอยู่ชายแดน ทีมของเธอถูกตัดออกจากระบบ ช่องทางข่าวกรองถูกปิด คำสั่งถูกชะลอรายงานหลายฉบับไม่ถูกส่งถึงมือเธอ คนที่เคยทำงานด้วยเริ่มถูกย้าย ถูกพักงาน หรือเงียบหายไปทีละคน
        เธอเหลือเพียงตำแหน่ง แต่ไม่มีแขนขา ไม่มีหูตา ไม่มีคนให้สั่ง และแทบไม่มีพื้นที่ให้ขยับ ที่ปรึกษาพิเศษพลัส ไกรเซอร์ กลายเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบในรัฐบาลที่ไม่ต้องการเธออีกต่อไป
        ระหว่างเดินกลับห้องพัก พลัสเงียบมาตลอดทาง เสียงรองเท้ากระทบพื้นทางเดินดังสม่ำเสมอ ท่ามกลางแสงไฟสีขาวเย็นของอาคารราชการ เธอคิดถึงเป้าหมายหลักเพียงอย่างเดียว
        “โรฮาน แห่งอาณาจักรน็อกเทีย ความผิดปกติของยุคสมัยที่ต้องกำจัด”
ไม่ว่าเกมการเมืองของวอร์เกนจะเน่าเหม็นแค่ไหน ไม่ว่าคนพวกนี้จะพยายามตัดแขนตัดขาเธอมากเท่าไร เป้าหมายนั้นต้องไปให้ถึง โรฮานและพวกของมันต้องถูกกำจัด ถ้าวอร์เกนใช้ไม่ได้เธอก็ต้องหาเครื่องมืออื่น พลัสหยุดเดินครู่หนึ่ง ดวงตาเย็นลง
        “ถ้าไม่มีทางเลือก…” เธอพึมพำเบา ๆ
        “คงต้องไปหาพวกงูพิษอย่างเอลดริน อย่างน้อยพวกมันก็ฉลาดกว่าวอร์เกน”
นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดี แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน คำว่า “ดี” เริ่มกลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปแล้ว
พลัสเดินต่อจนถึงห้องพักของตัวเอง เธอปลดล็อกประตูเปิดเข้าไปและปิดมันลงเบา ๆ ห้องพักเงียบสนิท
พลัสถอดเสื้อนอกชุดเต็มยศออก แล้วโยนมันลงบนพนักเก้าอี้อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะยกมือขึ้นคลายปกเสื้อเล็กน้อย
เธอเหนื่อย ไม่ใช่จากการตอบคำถาม แต่เหนื่อยจากการต้องนั่งฟังคนโง่พยายามทำตัวเหมือนเข้าใจสนามรบ
พลัสก้าวเข้าไปอีกสองสามก้าวแล้วหยุดนิ่ง บนโต๊ะกลางห้องมีกล่องใบหนึ่งวางอยู่ กล่องที่ไม่ควรมีอยู่ในห้องของเธอ
ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ไม่มีสัญญาณเตือนภัย ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยใดแจ้งเตือน เหมือนมันถูกวางไว้ตรงนั้นตั้งแต่แรก พลัสมองกล่องใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง บนฝากล่องมีตราสัญลักษณ์เรียบง่าย
มังกร และมังกรตัวนั้นเป็นสีดำ
มุมปากของพลัสแทบไม่ขยับ
        “กล้าดีนี่”
        เธอเดินเข้าไปใกล้ หยิบกล่องขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วเปิดออก ข้างในไม่มีอาวุธล้ำสมัย ไม่มีอุปกรณ์หรูหรา ไม่มีของที่ดูสมกับชื่อมังกรดำ มีเพียงแฟลชไดรฟ์ราคาถูกสี่ห้าอัน วางรวมกันอย่างไม่เป็นระเบียบกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกพับไว้ 
พลัสเขี่ยของในกล่องดูอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบกระดาษขึ้นมาเปิดอ่าน ตัวอักษรบนกระดาษมีเพียงไม่กี่บรรทัด 
        “อย่าไปจากวอร์เกน”
        “เมื่อคุณพร้อมส่งแกะดำไปที่อัลเทรัส”
        พลัสอ่านซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ช้าลง จากนั้นเธอวางกระดาษลงบนโต๊ะ แล้วหยิบแฟลชไดรฟ์อันหนึ่งขึ้นมา เธอไม่ได้เดินไปที่เครื่องหลักแต่เดินไปยังคอมพิวเตอร์สำรองที่แยกออกจากระบบหลักของเธอโดยสิ้นเชิง
เครื่องที่ตั้งไว้เพื่อใช้ทดสอบสิ่งที่ไม่ควรเชื่อใจ พลัสเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าไปหน้าจอสว่างขึ้น ไฟล์จำนวนหนึ่งปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่กระบวนการบางอย่างจะเริ่มทำงานเอง
        ไวรัส
        ไม่สิ
        มันไม่ใช่แค่ไวรัสธรรมดา
        โปรแกรมในแฟลชไดรฟ์เริ่มคัดลอกข้อมูลทั้งหมดในเครื่องสำรองอย่างรวดเร็ว ส่งออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอกหลายชั้น ผ่านเส้นทางที่ถูกซ่อนและสลับเปลี่ยนตลอดเวลา
        ปลายทางไม่แสดงชื่อชัดเจน แต่ไม่จำเป็นต้องแสดงพลัสเดาได้ทันทีว่ามันเป็นของใคร มังกรดำไม่ได้ส่งไวรัสมาให้เธอฟรี ๆ พวกมันยื่นมีดให้เธอ พร้อมกับทดสอบว่าเธอจะยอมให้มีดเล่มนั้นกรีดมือเธอก่อนหรือไม่
        พลัสนั่งลงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ มองข้อมูลที่ถูกดึงออกไปอย่างสงบ เธอไม่ได้ตกใจ ไม่ได้รีบถอดแฟลชไดรฟ์ไม่ได้พยายามหยุดกระบวนการ เพราะเครื่องนั้นไม่มีอะไรสำคัญให้ขโมย มีเพียงข้อมูลปลอม ข้อมูลทดสอบ และกับดักติดตามที่เธอวางไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้
        พลัสมองเส้นทางการเชื่อมต่อที่ปรากฏขึ้นทีละชั้นบนหน้าจอ ดวงตาของเธอค่อย ๆ เย็นลง
        “เข้าใจแล้ว”
        มังกรดำไม่ได้แค่ส่งของมา พวกมันกำลังบอกว่า พวกมันเข้าห้องของเธอได้ เข้าระบบราชการได้ เข้าถึงความลับได้และพร้อมจะเปิดประตูให้เธอใช้ หากเธอยอมเดินเข้าไป
        คำถามมีเพียงข้อเดียวเธอจะเล่นตามเกมของพวกมันหรือไม่ พลัสเอนหลังพิงเก้าอี้ช้า ๆ ในหัวของเธอ เส้นทางหลายเส้นเริ่มเชื่อมต่อกัน
        วอร์เกนกำลังตัดแขนขาเธอ เอลดรินคือพวกงูพิษที่อาจใช้ได้แต่ไม่มีวันเชื่อใจได้ มังกรดำคือปีศาจที่รู้ว่าตัวเองเป็นปีศาจ และกำลังยื่นมีดมาให้เธอถือ โรฮานยังอยู่ข้างหน้า อัลเทรัสยังเป็นปมที่ไม่มีใครกล้าแตะและแกะดำคือหมากที่ทั้งกระดานเริ่มจับตามอง
พลัสหลุบตามองแฟลชไดรฟ์ราคาถูกในมือ ของถูก วิธีสกปรก ข้อความสั้น กับดักโจ่งแจ้งแต่มีประโยชน์ มากพอที่จะทำให้เธอสนใจ
 
        “น่าสน…”
 
        รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ไม่ใช่รอยยิ้มของที่ปรึกษาผู้สุภาพ ไม่ใช่รอยยิ้มของภรรยาที่คอยดุอเล็ก ไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่เพิ่งผ่านการสอบสวนมาทั้งวัน แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่เห็นยาพิษวางอยู่ตรงหน้าและกำลังคิดว่าจะผสมมันลงในแก้วของใครก่อนดี
        “พวกแกกำลังใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้พิษ” พลัสพูดเบา ๆ กับหน้าจอที่ยังคงส่งข้อมูลออกไป
        “และพวกแกก็จะได้พิษตามต้องการ”
เธอถอดแฟลชไดรฟ์ออกช้า ๆ จากนั้นหยิบแฟลชไดรฟ์อีกอันในกล่องขึ้นมามอง ครั้งนี้เธอไม่ได้ยิ้มมากขึ้นแต่แววตาของเธอน่ากลัวกว่าเดิมเพราะมังกรดำอาจคิดว่าพวกมันโยนเหยื่อลงมาให้เธอ 
และถ้าพวกมันต้องการให้เธอใช้มีดเล่มนี้เธอก็จะใช้ เพียงแต่คมมีดจะหันไปทางไหนนั้นคงไม่มีใครในห้องนี้รับประกันได้
 
 

 

คำยืนยันของเจ้าของนิยาย

✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

คุณคิดยังไงกับนิยายเรื่องนี้

* สามารถกรอกแบบสำรวจโดยไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ครับ

 

อ่านนิยายเรื่องอื่น