สวนของคุณยาย

9.4

เขียนโดย กระบี่ใบไม้

วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557 เวลา 17.40 น.

  1 บท
  7 วิจารณ์
  1,807 อ่าน

แก้ไขเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557 17.42 น. โดย เจ้าของเรื่องสั้น

แชร์เรื่องสั้น Share Share Share

 

1) สวนของคุณยาย

อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความ

ณ สวนหย่อมเล็ก ๆ ของเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีผู้คนมากมายคราคล่ำในวันหยุดสุดสัปดาห์ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ อายุประมาณ 7 – 8 ขวบคนหนึ่ง กำลังนั่งกินขนมอยู่บนตักของคุณแม่ ผมเปียน้อย ๆ ของเธอแกว่งไกวไปตามจังหวะทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหว

 

“คุณแม่ขา ทำไมสวนหย่อมแห่งนี้ถึงเรียกว่าสวนของคุณยายล่ะจ๊ะ”เด็กน้อยเอียงคอถาม ดวงตาคู่น้อยเป็นประกายใสแจ๋วด้วยความใคร่รู้

 

“หนูเห็นต้นไม้ที่อยู่บนเนินนั่นมั้ยจ๊ะ นั่นแหละเคยเป็นที่อยู่ของคุณยาย”คุณแม่ชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพร้อมโอบกระชับร่างเล็ก ๆ นั้นไว้

 

“เอ๋ ทำไมคุณยายต้องไปอยู่ตรงต้นไม้นั้นด้วยล่ะคะ”เด็กน้อยเอียงคอถาม

 

“เรื่องนี้มันมีตำนานจ้ะ ถ้าหนูอยากรู้แม่จะเล่าให้ฟังนะจ๊ะ”

 

 

 

...

 

 

 

ครั้งหนึ่งที่สวนแห่งนี้เคยกว้างใหญ่กว่านี้มาก ดอกไม้เล็ก ๆ ระบายบางสลับกับท้องทุ่งหญ้าที่เขียวขจี หมู่ดาวยังคงพราวพร่างเปล่งประกายหยอกล้อไปกับแสงจันทร์กระจ่างฟ้า เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จอมซนคนหนึ่งหนีคุณแม่ออกมาหาจับหิ่งห้อยในยามค่ำคืน 

 

ขณะที่คนตัวเล็กกำลังค้นหาหิ่งห้อยอยู่นั้นเอง ก็สังเกตเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ร่างหนึ่งกำลังปีนอยู่บนต้นไม้ ด้วยความอยากรู้เจ้าตัวเล็กจึงค่อย ๆ คลานไปยังโคนต้น หวังจะสังเกตดูให้รู้แจ้งว่าสิ่งนั้นคืออะไร?

 

ขณะที่กำลังค่อย ๆ ย่องไปอยู่นั้นเอง ร่างเล็ก ๆ ที่สูงกว่าหน่อยร่างหนึ่งก็กระโดดมายังโคนต้น 

 

“โอ้ย...กระโดดลงมาไม่ดู เกือบจะทับเค้าแล้วนะ”เด็กหญิงร้องโวยวาย

 

“ชู่วววว์ อย่าเสียงดังไปสิ ประเดี๋ยวมันก็ไม่มาหรอก”เด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุไม่เกินสิบขวบ ส่งเสียงกระซิบแผ่วเบา

 

“เอ๋ คุณพี่มาแอบหาอะไรหรือจ๊ะ”เด็กผู้หญิงตัวน้อยกระซิบถามด้วยความอยากรู้

 

“นกการะเวก น่ะ มันอาจจะบินมาเล่นน้ำแถวนี้”เด็กชายร้องตอบ

 

“นกการะเวกมันเป็นอย่างไงหรือจ๊ะ”คนตัวเล็กกว่าเอียงคอถาม

 

“มันเป็นนกสวรรค์จ้ะ พี่เคยอ่านในหนังสือเค้าเขียนไว้ว่านกการะเวกเป็นสัตว์หิมพานต์ บินสูงเหนือเมฆ ไม่ค่อยมีใครเห็นตัว กินลมเป็นอาหาร เสียงของมันไพเราะมากเลยนะ ใครก็ตามได้ยินเสียงร้องของมันจะต้องหยุดชะงักฟังด้วยความจับใจเลยทีเดียวเชียวล่ะ”คนตัวโตกว่ายืดอกตอบด้วยความภาคภูมิ

 

“โอ้โห มันคงสวยมากเลยใช่มั้ยคะคุณพี่”เด็กผู้หญิงส่งเสียงร้องด้วยความทึ่ง

 

“ใช่แล้ว ขนของมันเป็นของวิเศษด้วยนะ พี่กำลังมารอเก็บขนของมันอยู่”

 

“เก็บขน พี่จะไปเก็บมันยังไงเหรอคะ”เด็กผู้หญิงร้องถามด้วยความกระตือรือร้น

 

“เก็บได้สิ พี่เอาขันใส่น้ำไปขัดไว้บนยอดไม้ ประเดี๋ยวตอนดึก ๆ เจ้านกการะเวกก็จะมาเล่นน้ำในขัน แล้วมันจะทิ้งขนเอาไว้หนึ่งเส้นเสมอ ขนของมันถ้าเก็บไว้นาน ๆ จะกลายเป็นทองด้วยนะจ๊ะ”เด็กผู้ชายตอบ

 

“ว้าวววว จริงหรือคะ คุณพี่ต้องแบ่งให้หนูเส้นหนึ่งนะคะ”

 

“ได้สิ แต่พี่ต้องได้สองเส้นก่อนนะจ๊ะ”คนตัวโตกว่าตอบขึ้นด้วยความเอ็นดู

 

“แต่ตอนนี้เราต้องกลับกันก่อนล่ะ ถ้านกการะเวกรู้ว่ามีคนอยู่มันจะไม่มา”

 

“พรุ่งนี้เช้าพี่จะมาเก็บขนนกการะเวกใช่มั้ยจ๊ะ”

 

“ใช่สิจ๊ะ”

 

“คุณพี่ต้องรอหนูด้วยล่ะ หนูขอมาดูด้วยคนนะ นะ นะ.......”

 

 

 

...

 

 

 

คืนวันผันผ่านแม้ไม่มีวี่แววของขนเจ้านกการะเวก แต่ความสัมพันธ์ของเด็กน้อยทั้งคู่กลับมีความผูกพันสืบเนื่องเรื่อยมา เด็กผู้หญิงร่างกายอ่อนแอ บอบบางและเป็นโรคหัวใจ กับเด็กผู้ชายที่รู้ตัวเองมาโดยตลอดว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือด ทั้งคู่มีเวลาให้แก่กันและกันอย่างเต็มที่เพราะไม่ต้องไปเรียนหนังสือให้มากมายเหมือนเด็กคนอื่น ๆ

 

“คุณพี่ขา คุณพี่ว่าเจ้านกการะเวกจะมีจริงไหมคะ?”เด็กสาววัยรุ่นเอ่ยปากถาม

 

“มีสิจ๊ะ เพียงแต่เรายังไม่มีโอกาสเจอมันเท่านั้นเอง”

 

“เสียงมันไพเราะมากไหมคะ”ร่างบอบบางแต่นัยน์ตาเพ้อฝันนั้นนอนหนุนตักพี่ชาย

 

“ไพเราะมากเลยล่ะ แต่มันต้องมีเป็นคู่นะ ถ้าลำพังมันตัวเดียวจะไม่ส่งเสียงร้อง”เด็กผู้ชายร่างสูงโปร่งรุ่นราวคราวเดียวกันส่งเสียงตอบด้วยความเอ็นดู

 

“คุณพี่คะ นกการะเวกนี่เป็นอมตะมั้ยคะ”

 

“นกการะเวกเป็นนกสวรรค์ก็ต้องเป็นอมตะสิจ๊ะ”เด็กชายวัยรุ่นคนเดิมตอบ

 

“หนูอยากให้หนูกับพี่ชายเป็นนกการะเวกค่ะ หนูกับพี่จะได้อยู่คู่กันตลอดไป”

 

เด็กผู้ชายเบือนหน้าหนี ซ่อนน้ำตาของตนไว้ให้พ้นจากแววตาที่ช่างเพ้อฝันคู่นั้น เนื่องด้วยเวลาที่ยังเหลืออยู่ของเขาเหลือน้อยลงทุกวัน

 

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ที่เด็กหนุ่มทะเลาะกับคนที่บ้านเพียงเพราะเขาปฏิเสธที่จะเข้าทำการรักษาตัว ที่โรงพยาบาล เพราะเขาอยากใช้เวลาทุก ๆ นาที ที่เหลืออยู่ใกล้ชิดกับน้องสาวตัวน้อย ๆ ของเขาคนนี้ให้มากที่สุด โรคมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่มีวันรักษาหาย  และทุกลมหายใจของเขาก็ไม่มีวันลืมน้องสาวของเขาคนนี้ได้ด้วย ตลอดกาล!!!

 

 

 

...

 

 

 

ในวันที่สายฝนเพิ่งหยุดตก ริบบิ้นเจ็ดสีทอประกายอยู่ที่บนฟากฟ้า หนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังนั่งมองสายรุ้งเส้นนั้นจากที่โคนต้นไม้ต้นเดิม ชายหนุ่มพยายามข่มมือที่สั่นระริกเพื่อกุมมือน้อย ๆ ข้างนั้นเอาไว้

 

“พี่คะ นกการะเวกกับนกฟีนิกซ์ใช่นกตัวเดียวกันมั้ยคะ”

 

“น่าจะเป็นตัวเดียวกันมั้งจ๊ะ ก็มันเป็นนกสวรรค์เหมือนกันนี่”ชายหนุ่มพยายามข่มเสียงตอบ 

 

“ดีจังนะคะคุณพี่ นกฟีนิกซ์นะเวลามันรู้ว่ามันกำลังจะตาย มันจะบินเข้าไปในกองไฟแล้วเกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง”เจ้าของเสียงที่เพ้อฝันนั้นพยายามเบียดร่างตัวเองเข้าซบกับอ้อมอกของพี่ชาย จึงไม่ทันเห็นเลือดที่เริ่มไหลซึมจากการกัดริมฝีปากของตัวเขาเอง ใบหน้าที่ขาวอันซีดเกิดจากการข่มความรู้สึกให้พ้นจากความเจ็บปวดที่กำลังท่วมท้น เวลาสุดท้ายใกล้จะหมดลงทุกที เขาจะแสดงความเจ็บปวดให้คนที่อยู่ข้าง ๆ นี้เห็นไม่ได้เลย เขาจะยอมให้คนที่เขารักที่สุดเจ็บปวดไม่ได้ เป็นอันขาด

 

นกฟีนิกซ์ตัวนี้บินสู่ไฟแห่งความเจ็บปวดแล้วจะเกิดใหม่ได้อีกฉันใด?

 

“น้องน้อยของพี่...”ชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์เอ่ยขึ้นอย่างยากเย็น

 

“ขา...”คนในร่างน้อยนั้นตอบรับอย่างแผ่วเบา

 

“พรุ่งนี้...พี่จะต้องเดินทางไกลแล้ว...พี่จะไปผ่าตัดรักษาตัวที่ต่างประเทศ”

 

“แล้วพี่จะหายมั้ยคะ”คนน้องหัวใจหายวูบ

 

“หายสิ ก็พี่เป็นนกฟีนิกซ์นี่จ๊ะ”คนเป็นพี่ชายตอบอย่างร่าเริง

 

“พี่จะไปนานแค่ไหนคะ”หญิงสาวถามขึ้นอย่างไร้เดียงสา 

 

“ไม่นานหรอกจ้ะ”ชายหนุ่มพยายามพูดขึ้นพร้อม ๆ กับน้ำเสียงที่กลั้วหัวเราะ

 

“ต่อให้เหลือเพียงวิญญาณ พี่ก็จะกลับมาหาน้องให้ได้อย่างแน่นอน”

 

 

 

...

 

 

 

คืนวันหมุนเวียนเปลี่ยนไป  ใบไม้จากต้นไม้ต้นเดิมร่วงหล่นใบแล้วใบเล่า ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายก็ยังคงหายลับไปไม่หวนคืนมา พ่อแม่และคนรอบข้างของหญิงสาวทุกคนต่างรับรู้โดยทั่วกันว่า ชายหนุ่มตายแล้ว 

 

แต่คนเดียวที่ไม่เคยรับรู้และยอมให้รับรู้ไม่ได้เป็นอันขาด ก็คือหญิงสาวคนนั้น  เป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะให้หญิงสาวคนหนึ่งที่ร่างกายอ่อนแอและเป็นโรคหัวใจต้องมารับรู้ความจริงว่า คนที่เธอรักสุดจิตสุดใจคนนั้นตายแล้ว

 

วันแล้ววันเล่าที่หญิงสาวยังคงเฝ้ารอคอยอย่างโดดเดี่ยว มือน้อย ๆ คู่นั้นมีเอาไว้เพื่อโอบกอดและลูบไล้ต้นไม้ เสมือนพี่ชายของเธอยังคงอยู่ตรงหน้า หูของเธอคู่นั้นมีเอาไว้เพื่อคอยเงี่ยฟังเสียงนกการะเวกที่สุดแสนไพเราะและหวานซึ้ง อีกทั้งแววตาคู่นั้นก็มีเอาไว้เพื่อรอคอยจ้องมองเผื่อคนผู้เป็นที่รักจะหวนกลับมา

 

กว่าสิบปีมาแล้วที่หญิงสาวคนเดิมแวะเวียนมาที่สวนหย่อมแห่งนี้ เฝ้ารอคอยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นนี้ วันเวลาที่เหลืออยู่ ภาพที่ทุกคนเห็นชินตาคือหญิงสาวที่โดดเดี่ยวและรอคอย ผมของเธอค่อย ๆ ซีดขาวและสูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

กว่าสิบปีมานี้เองที่คนทั่วไปพากันเรียกขานสวนหย่อมแห่งนี้ว่า“สวนของคุณยาย”

 

 

 

...

 

 

 

“คุณแม่ขา แล้วตอนนี้คุณยายคนนั้นไปอยู่ที่ไหนแล้วล่ะจ๊ะ”เด็กหญิงเอียงคอถาม

 

“คุณยายไปอยู่ตรงนั้นแล้วล่ะจ้ะ”คุณแม่ชี้นิ้วไปบนท้องฟ้าพร้อมบรรจงหอมแก้มของแม่หนูตัวน้อย

 

 

 

...

 

 

 

ในค่ำคืนหนึ่งที่แสงจันทร์เต็มดวงทอประกายสดใส คุณยายผู้อ่อนวัยค่อย ๆ ทรุดตัวลงนอนใต้ต้นไม้ต้นเดิมอย่างอ่อนล้า ในภาพตระการแห่งความฝัน เส้นผมที่เคยขาวโพลนเปลี่ยนมาเป็นสีดำสนิท ร่างน้อยที่บอบบางเข้าสู่อ้อมแขนของคนที่คุ้นเคย

 

และที่คืนเดียวกันนั้น มีผู้เห็นนกสวรรค์สองตัวพากันบินว่อนเวียนวนมาล้อเล่นกับแสงจันทร์ ขนหางของมันเปล่งประกายสายรุ้งทอดยาวไกล สดใสระยิบระยับ เสียงร้องของมันไพเราะและหวานซึ้งกว่านกตัวใดในแหล่งหล้า

 

ผู้คนมากมายต่างก็พากันเล่าขานถึงตำนาน“สวนของคุณยาย” ตราบจนเท่าทุกวันนี้



 

คำยืนยันของเจ้าของเรื่องสั้น

✓ เรื่องนี้เป็นบทความเก่า ยังไม่ได้ทำการยืนยัน

คำวิจารณ์

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้


รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
คำวิจารณ์เพิ่มเติม...

โหวต

เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
9.2 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
9.5 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
9.5 /10

* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้


แบบสำรวจ

 

ไม่มีแบบสำรวจ

 

 
รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
ข้อความ : เลือกเล่นเสียง
สนทนา