ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
50 บท
1 วิจารณ์
1,530 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 14.53 น. โดย เจ้าของนิยาย
41) รวมตัวความมืด
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความคฤหาสน์เฟลวิส
โถงหินอ่อนสีขาวสะอาดราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว ทุกอย่างเงียบสงัดเกินปกติ ที่มุมหนึ่งของโถง
เกอร์—อดีตขุนพลแห่งความมืดที่เอาตัวรอดจากการต่อสู้กับกราวด้า—นั่งพิงผนังอย่างหมดสภาพ เข่าชันขึ้นชิดอกมือทั้งสองประคองแซนด์วิชที่ แม็ตช์ ทำมาให้อย่างซื่อสัตย์ เขากัดทีละคำ เล็ก ช้า และ…อับอาย สง่าราศีของขุนพลแห่งความมืดหายไปหมด เหลือเพียงชายหนุ่มที่ถูกทำลายจิตใจอย่างไม่เหลือรูป
สายตาของเขามองไปยังความว่างเปล่าเหมือนจิตวิญญาณยังค้างอยู่ในวงเวทของกราวด้า
ไม่ไกลกัน เซเรส เฟลวิส นั่งไขว่ห้างอย่างสงบ จิบไวน์สีอำพันเบา ๆ ขณะในมืออีกข้างหมุนแก้วอย่างคนกำลังใช้ความคิดลึก ส่วน แม็ตช์ ยืนอยู่เคียงข้างด้วยท่าทางเป็นผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์และไร้น้ำใจอย่างสมบูรณ์แบบ
เสียงของแม็ตช์ดังขึ้นก่อน เรียบ นิ่ง แต่เชือดเฉือน
“ดูเหมือนผู้วิเศษกราวด้า…จะทำลายได้แม้กระทั่ง ‘สภาพจิตใจ’ ของคนได้นะครับ”
เกอร์ตอบทันที แสดงว่าเขายังมีสติอยู่…บ้าง
“ผมโดนระเบิดบิ๊กแบงสักสามครั้งน่ะครับ…ควรได้ตายอย่างสงบไปแล้วด้วยซ้ำ คุณรู้ไหม…ผมยังฝันถึงมันทุกคืนสะดุ้งตื่นกลางดึก…ทุกคืน…”
แม็ตช์พยักหน้าเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บยิ่งกว่าเวทโจมตี
“ใช่ครับ…ได้ยินชัดมาก เสียงคุณร้องลั่นทุกคืนดังจนผมนอนไม่หลับเลย”
เกอร์ฟุบลงกว่าเดิมเหมือนโดนความจริงกรอกปาก
เซเรสละสายตาจากแก้วไวน์
“เสียงร้องทุกคืน” ดูเหมือนจะสะกิดความสนใจของเขา
เกอร์พึมพำด้วยน้ำเสียงที่ผสมทั้งสำนึกผิดและความกลัว
“ฉัน…พลาด พลาดมากจริง ๆ ที่ไปแตะต้องความรักของกราวด้า…”
คำว่า ความรักของกราวด้า ทำให้ทั้งเซเรสและแม็ตช์หันมามองเขาพร้อมกัน—เกือบจะประสานเสียง
เซเรสขยับตัวลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านเล็กน้อยให้แสงลอดเข้ามา เงาบนพื้นสะท้อนแววตาเขาที่ตอนนี้จริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“กราวด้า…มีความรักงั้นหรือ?”
เขาพูดช้าแต่หนักแน่นเหมือนวิเคราะห์ข้อมูลชิ้นสำคัญที่สุดของปีนี้
“เล่ามา—เล่าให้ละเอียดที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น”
เสียงของเซเรสไม่ดังแต่แทงทะลุไปถึงไขสันหลังของเกอร์อย่างง่ายดาย
เพราะเขารู้ดี—ประโยคนี้…คือจุดเริ่มต้นของ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเงามืด
คำสั่งของเซเรส—สั้น แต่กดดันหนักพอที่จะ “ดึงวิญญาณ” ของเกอร์กลับเข้าร่าง เลือดที่แทบหยุดไหลในใจเขาค่อย ๆ ไหลเวียนอีกครั้ง
เกอร์ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ในมือยังถือแซนด์วิชที่บอบบางเหมือนสภาพจิตใจเจ้าของ เขาเริ่มเล่า…ทั้งที่เสียงยังสั่น
“มันเริ่มจาก…เด็กสามคน พวกมันบุกเข้ามาแล้วฆ่าทหารปีศาจของเราเหมือน…เด็กเหยียบหนอน ฉันกับเลโอออกไปหยุดมัน…”
เขากลืนน้ำลาย สายตาเซเรสกับแม็ตช์จับจ้องราวกับมีมีดกดอยู่บนต้นคอ
“เจ้าหนุ่มผมสีฟ้านั่น…แยกไปสู้กับเลโอตัวต่อตัวและ—ไม่น่าเชื่อ—มันฆ่าเลโอได้ด้วยตัวคนเดียว”
แม็ตช์อุทานทันที
“เด็กคนเดียว? ผมนึกว่าพวกมันรุมเสียอีก…”
“ไม่!!” เกอร์ตอบเร็วมาก “มันคนเดียวจริง ๆ”
เขาสูดลมหายใจลึกก่อนพูดต่อ
“กราวด้าปรากฏตัวในร่างเด็ก ตอนแรกฉันคิดว่าพวกมันเป็นแค่เด็กที่เก่งเกินวัย แต่แล้ว…”
เกอร์หยุด สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนที่ไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำตัวเองแม้แต่น้อย
เซเรสถอนหายใจแต่ยังใช้เสียงนิ่งเหมือนผู้คุมสายสืบ
“พูดมาเถอะ นายไม่ใช่คนเดียวที่อับอายหรอก เกอร์ แผนที่ฉันทำมากว่าสิบปี…พังในไม่กี่สัปดาห์ ไม่มีอะไรเสียหน้ากว่านี้อีกแล้ว”
ถูกกระตุ้นแบบนั้น เกอร์จำใจเล่าต่อ
“ไอ้เด็กผมดำที่ยืนข้างกราวด้าในร่างเด็ก…มันแค่เห็นหน้าฉันครั้งเดียวก็รู้ทันทีว่า ‘ฉันคือขุนพลแห่งความมืด’ ”
แม็ตช์เลิกคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ มันจะเป็นไปได้ยังไง?
เกอร์กัดฟันแน่น
“มันบอกว่า ถ้ามันร่วมมือกับกราวด้า…มันจัดการฉันได้แน่นอนและที่โคตรเจ็บคือนะ…กราวด้าดูเหมือนจะเชื่อมันด้วย”
เขาพูดเสียงห้วนแต่เต็มไปด้วยยอมรับความจริงที่เจ็บร้าว
“…และตอนนี้คิดดูดี ๆ มันไม่ได้พูดเกินเลยเลยสักนิด”
เซเรสพึมพำเบา ๆ
“บางที…มันอาจรู้จักพวกเราทุกคนอยู่แล้วก็ได้”
บรรยากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นก่อนเสียงเคาะประตูที่แผ่วเบาและไม่มั่นใจจะดังขึ้น
ทุกคนหันไปและคนที่ก้าวเข้ามา…
คือ ริชชี่ —ทหารหญิงตัวเล็ก ไหล่ห่อ แว่นสั่น (โอซิริส ผู้แฝงตัว)
เธอทำความเคารพแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
“ฉะ…ฉันออกมาจากค่าย เพื่อมาซื้อของ…แล้วแอบมาที่นี่ค่ะ ได้ยินว่า…ฐะ…ฐานของพวกเราถูกทำลาย…”
เซเรสมองเธอด้วยสายตาเหนื่อยล้า
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน…ริชชี่ และใช่—ฐานเราถูกทำลายหมดสิ้น กำลังพลเราก็หายไปเกือบทั้งหมดตอนนี้…เราคงเหลือกันแค่นี้จริง ๆ”
ริชชี่หน้าเสียเหมือนโลกแตกอยู่ตรงหน้า
“ไม่นะ…ลอร์ดเซเรส…ปะ…โปรดอย่ายุบลัทธิเลยนะคะ…ฉัน…ฉันไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ”
เธอพูดไปน้ำตาก็จะไหล เซเรสกลับยิ้มบาง ๆ เหมือนเรื่องนี้อยู่ในแผน
“ไม่หรอก…ฉันไม่ยุบลัทธิ”
เธอเงยหน้า ตาเป็นประกายอ่อน ๆ
“ถ้าแผนเดิมล้ม…ก็แค่วางแผนใหม่เท่านั้นเอง”
คำพูดนั้นทำให้ริชชี่ดีใจจนเผลอขยับเข้าไปหาเกอร์ แต่เขารีบกระโดดถอยเหมือนเจอระเบิด
“อะ—อย่ามาใกล้ฉันมากเกินไปนะ!! ฉันยังไม่พร้อมตายรอบสอง!!”
ริชชี่หน้าเจื่อนก่อนจะรายงานเรื่องสำคัญด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
“ฉะ…ฉันได้ข่าวว่า…ที่วังหลวงกำลังเตรียมงานฉลองใหญ่ค่ะ มะ…มีการแต่งตั้งกราวด้าเป็นราชครู…”
เธอยื่นข้อมูลให้แม็ตช์ที่รีบเปิดภาพบนเครื่องมือสื่อสารฉายขึ้นบนจอ
ภาพแรก—แซร์ค ถ่ายภาพหน้าตรง ดูหล่อและนิ่งแบบผิดคน ตรงคำบรรยายเขียนว่า
“แต่งตั้งเป็น องครักษ์คุ้มกันเจ้าชายแห่งวาเลเธีย”
เกอร์พุ่งตัวไปชี้จอทันที
“ไอ้นี่แหละ!! มันฆ่าเลโอคนเดียว!! ไอ้นี่เลย!!!”
แม็ตช์อ่านข้อความต่อเสียงเรียบ แต่แฝงความตื่นเต้น
“ตำแหน่งนี้…ใหญ่เกินเด็กธรรมดาไปมากนะครับ”
เซเรสพึมพำ
“ดูเหมือน…มันไม่ได้มาเพราะโชคช่วยเลยจริง ๆ”
ภาพต่อไปค่อย ๆ เลื่อนขึ้น ใบหน้าของชายผมดำที่ทำให้เกอร์ตัวสั่นไม่เลิก
ราห์ซูร์
เกอร์ชี้ทันที ด้วยเสียงสูงเหมือนคนเสียสติ
“และไอ้นี่!!! ไอ้หนุ่มที่อยู่ในใจของกราวด้า!! ใช่แล้ว—มันคนนั้นแหละ!!!”
แม็ตช์อ่านข้อความด้านล่าง
“พระราชทานนามสกุลวาเลเธีย…แต่งตั้งเป็น ‘เจ้าชายแห่งวาเลเธีย’ ”
ห้องเงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน
"นายได้ปะทะกับมันไหม?"
เซเรสถามด้วยแววสงสัยที่ปนความระแวงเล็ก ๆ
เกอร์ส่ายหน้า
"ไม่… แต่ฉันเห็นมันกับตา… มัน—ความตาย—กำลังไล่ตาม"
เม็ตช์หรี่ตา หันขวับมามองเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
"ความตาย? นั่นมันมีตัวตนด้วยหรือ? หรือเป็นชื่อคนสักคน?"
เกอร์สูดหายใจลึก ก่อนตอบช้า ๆ ทีละคำราวกับต้องการให้ทุกคนเข้าใจความสยองที่เขาเห็น
"ไม่ใช่คน… ความตายจริง ๆ… ยมทูตตัวเป็น ๆ มันปรากฏตัวตรงนั้น เลโอ—ไอ้หมอนั่นที่โหดจนคนยังกลัว—ยังต้องถอยเหมือนหมาจนมุม"
เขาหยุดเล็กน้อย เหมือนความทรงจำกำลังกัดกินเขา “มันเก็บทุกชีวิตในหุบเขา… เพื่อเสริมพลังของมันเอง และทันทีที่เจ้าหนุ่มผมดำคนนั้นหนีออกไป— ความตาย…ก็ไล่ตามไปทันที”
เกอร์พูดจบโดยไม่สนเลยว่าใครจะเชื่อเขาหรือไม่ เพราะสำหรับเขา… ภาพนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
เซเรสยืนเงียบแต่แววตาฉายประกายเดียวกับนักล่าที่เจอเป้าหมายใหม่
สุดท้าย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เป็นคำสั่งที่ไม่อาจโต้แย้ง
“ริชชี่…เธอกลับไปที่ค่ายทหารเดี๋ยวนี้ พวกมันอาจจับได้แล้วว่าเธอคือใคร ถ้าโดนจับ…ให้ยอมจำนนและรอคำสั่งต่อไป”
ริชชี่โค้งตัวแล้วรีบออกไปทันที
เซเรสหันกลับมายกแก้วไวน์ขึ้นเล็กน้อยเหมือนอวยพรให้ตัวเองก่อนเริ่มแผนใหม่
“ดูเหมือน…เราคงต้องไปร่วมงานฉลองให้เจ้าชายคนใหม่สักหน่อยแล้ว”
รอยยิ้มของเขา—คือรอยยิ้มของความมืดที่กำลังวางหมากใหม่ทั้งหมด
โถงหินอ่อนสีขาวสะอาดราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว ทุกอย่างเงียบสงัดเกินปกติ ที่มุมหนึ่งของโถง
เกอร์—อดีตขุนพลแห่งความมืดที่เอาตัวรอดจากการต่อสู้กับกราวด้า—นั่งพิงผนังอย่างหมดสภาพ เข่าชันขึ้นชิดอกมือทั้งสองประคองแซนด์วิชที่ แม็ตช์ ทำมาให้อย่างซื่อสัตย์ เขากัดทีละคำ เล็ก ช้า และ…อับอาย สง่าราศีของขุนพลแห่งความมืดหายไปหมด เหลือเพียงชายหนุ่มที่ถูกทำลายจิตใจอย่างไม่เหลือรูป
สายตาของเขามองไปยังความว่างเปล่าเหมือนจิตวิญญาณยังค้างอยู่ในวงเวทของกราวด้า
ไม่ไกลกัน เซเรส เฟลวิส นั่งไขว่ห้างอย่างสงบ จิบไวน์สีอำพันเบา ๆ ขณะในมืออีกข้างหมุนแก้วอย่างคนกำลังใช้ความคิดลึก ส่วน แม็ตช์ ยืนอยู่เคียงข้างด้วยท่าทางเป็นผู้ติดตามผู้ซื่อสัตย์และไร้น้ำใจอย่างสมบูรณ์แบบ
เสียงของแม็ตช์ดังขึ้นก่อน เรียบ นิ่ง แต่เชือดเฉือน
“ดูเหมือนผู้วิเศษกราวด้า…จะทำลายได้แม้กระทั่ง ‘สภาพจิตใจ’ ของคนได้นะครับ”
เกอร์ตอบทันที แสดงว่าเขายังมีสติอยู่…บ้าง
“ผมโดนระเบิดบิ๊กแบงสักสามครั้งน่ะครับ…ควรได้ตายอย่างสงบไปแล้วด้วยซ้ำ คุณรู้ไหม…ผมยังฝันถึงมันทุกคืนสะดุ้งตื่นกลางดึก…ทุกคืน…”
แม็ตช์พยักหน้าเหมือนไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เจ็บยิ่งกว่าเวทโจมตี
“ใช่ครับ…ได้ยินชัดมาก เสียงคุณร้องลั่นทุกคืนดังจนผมนอนไม่หลับเลย”
เกอร์ฟุบลงกว่าเดิมเหมือนโดนความจริงกรอกปาก
เซเรสละสายตาจากแก้วไวน์
“เสียงร้องทุกคืน” ดูเหมือนจะสะกิดความสนใจของเขา
เกอร์พึมพำด้วยน้ำเสียงที่ผสมทั้งสำนึกผิดและความกลัว
“ฉัน…พลาด พลาดมากจริง ๆ ที่ไปแตะต้องความรักของกราวด้า…”
คำว่า ความรักของกราวด้า ทำให้ทั้งเซเรสและแม็ตช์หันมามองเขาพร้อมกัน—เกือบจะประสานเสียง
เซเรสขยับตัวลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่านเล็กน้อยให้แสงลอดเข้ามา เงาบนพื้นสะท้อนแววตาเขาที่ตอนนี้จริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“กราวด้า…มีความรักงั้นหรือ?”
เขาพูดช้าแต่หนักแน่นเหมือนวิเคราะห์ข้อมูลชิ้นสำคัญที่สุดของปีนี้
“เล่ามา—เล่าให้ละเอียดที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น”
เสียงของเซเรสไม่ดังแต่แทงทะลุไปถึงไขสันหลังของเกอร์อย่างง่ายดาย
เพราะเขารู้ดี—ประโยคนี้…คือจุดเริ่มต้นของ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเงามืด
คำสั่งของเซเรส—สั้น แต่กดดันหนักพอที่จะ “ดึงวิญญาณ” ของเกอร์กลับเข้าร่าง เลือดที่แทบหยุดไหลในใจเขาค่อย ๆ ไหลเวียนอีกครั้ง
เกอร์ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ในมือยังถือแซนด์วิชที่บอบบางเหมือนสภาพจิตใจเจ้าของ เขาเริ่มเล่า…ทั้งที่เสียงยังสั่น
“มันเริ่มจาก…เด็กสามคน พวกมันบุกเข้ามาแล้วฆ่าทหารปีศาจของเราเหมือน…เด็กเหยียบหนอน ฉันกับเลโอออกไปหยุดมัน…”
เขากลืนน้ำลาย สายตาเซเรสกับแม็ตช์จับจ้องราวกับมีมีดกดอยู่บนต้นคอ
“เจ้าหนุ่มผมสีฟ้านั่น…แยกไปสู้กับเลโอตัวต่อตัวและ—ไม่น่าเชื่อ—มันฆ่าเลโอได้ด้วยตัวคนเดียว”
แม็ตช์อุทานทันที
“เด็กคนเดียว? ผมนึกว่าพวกมันรุมเสียอีก…”
“ไม่!!” เกอร์ตอบเร็วมาก “มันคนเดียวจริง ๆ”
เขาสูดลมหายใจลึกก่อนพูดต่อ
“กราวด้าปรากฏตัวในร่างเด็ก ตอนแรกฉันคิดว่าพวกมันเป็นแค่เด็กที่เก่งเกินวัย แต่แล้ว…”
เกอร์หยุด สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนที่ไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำตัวเองแม้แต่น้อย
เซเรสถอนหายใจแต่ยังใช้เสียงนิ่งเหมือนผู้คุมสายสืบ
“พูดมาเถอะ นายไม่ใช่คนเดียวที่อับอายหรอก เกอร์ แผนที่ฉันทำมากว่าสิบปี…พังในไม่กี่สัปดาห์ ไม่มีอะไรเสียหน้ากว่านี้อีกแล้ว”
ถูกกระตุ้นแบบนั้น เกอร์จำใจเล่าต่อ
“ไอ้เด็กผมดำที่ยืนข้างกราวด้าในร่างเด็ก…มันแค่เห็นหน้าฉันครั้งเดียวก็รู้ทันทีว่า ‘ฉันคือขุนพลแห่งความมืด’ ”
แม็ตช์เลิกคิ้วอย่างไม่อยากเชื่อ มันจะเป็นไปได้ยังไง?
เกอร์กัดฟันแน่น
“มันบอกว่า ถ้ามันร่วมมือกับกราวด้า…มันจัดการฉันได้แน่นอนและที่โคตรเจ็บคือนะ…กราวด้าดูเหมือนจะเชื่อมันด้วย”
เขาพูดเสียงห้วนแต่เต็มไปด้วยยอมรับความจริงที่เจ็บร้าว
“…และตอนนี้คิดดูดี ๆ มันไม่ได้พูดเกินเลยเลยสักนิด”
เซเรสพึมพำเบา ๆ
“บางที…มันอาจรู้จักพวกเราทุกคนอยู่แล้วก็ได้”
บรรยากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นก่อนเสียงเคาะประตูที่แผ่วเบาและไม่มั่นใจจะดังขึ้น
ทุกคนหันไปและคนที่ก้าวเข้ามา…
คือ ริชชี่ —ทหารหญิงตัวเล็ก ไหล่ห่อ แว่นสั่น (โอซิริส ผู้แฝงตัว)
เธอทำความเคารพแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
“ฉะ…ฉันออกมาจากค่าย เพื่อมาซื้อของ…แล้วแอบมาที่นี่ค่ะ ได้ยินว่า…ฐะ…ฐานของพวกเราถูกทำลาย…”
เซเรสมองเธอด้วยสายตาเหนื่อยล้า
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน…ริชชี่ และใช่—ฐานเราถูกทำลายหมดสิ้น กำลังพลเราก็หายไปเกือบทั้งหมดตอนนี้…เราคงเหลือกันแค่นี้จริง ๆ”
ริชชี่หน้าเสียเหมือนโลกแตกอยู่ตรงหน้า
“ไม่นะ…ลอร์ดเซเรส…ปะ…โปรดอย่ายุบลัทธิเลยนะคะ…ฉัน…ฉันไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ”
เธอพูดไปน้ำตาก็จะไหล เซเรสกลับยิ้มบาง ๆ เหมือนเรื่องนี้อยู่ในแผน
“ไม่หรอก…ฉันไม่ยุบลัทธิ”
เธอเงยหน้า ตาเป็นประกายอ่อน ๆ
“ถ้าแผนเดิมล้ม…ก็แค่วางแผนใหม่เท่านั้นเอง”
คำพูดนั้นทำให้ริชชี่ดีใจจนเผลอขยับเข้าไปหาเกอร์ แต่เขารีบกระโดดถอยเหมือนเจอระเบิด
“อะ—อย่ามาใกล้ฉันมากเกินไปนะ!! ฉันยังไม่พร้อมตายรอบสอง!!”
ริชชี่หน้าเจื่อนก่อนจะรายงานเรื่องสำคัญด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ
“ฉะ…ฉันได้ข่าวว่า…ที่วังหลวงกำลังเตรียมงานฉลองใหญ่ค่ะ มะ…มีการแต่งตั้งกราวด้าเป็นราชครู…”
เธอยื่นข้อมูลให้แม็ตช์ที่รีบเปิดภาพบนเครื่องมือสื่อสารฉายขึ้นบนจอ
ภาพแรก—แซร์ค ถ่ายภาพหน้าตรง ดูหล่อและนิ่งแบบผิดคน ตรงคำบรรยายเขียนว่า
“แต่งตั้งเป็น องครักษ์คุ้มกันเจ้าชายแห่งวาเลเธีย”
เกอร์พุ่งตัวไปชี้จอทันที
“ไอ้นี่แหละ!! มันฆ่าเลโอคนเดียว!! ไอ้นี่เลย!!!”
แม็ตช์อ่านข้อความต่อเสียงเรียบ แต่แฝงความตื่นเต้น
“ตำแหน่งนี้…ใหญ่เกินเด็กธรรมดาไปมากนะครับ”
เซเรสพึมพำ
“ดูเหมือน…มันไม่ได้มาเพราะโชคช่วยเลยจริง ๆ”
ภาพต่อไปค่อย ๆ เลื่อนขึ้น ใบหน้าของชายผมดำที่ทำให้เกอร์ตัวสั่นไม่เลิก
ราห์ซูร์
เกอร์ชี้ทันที ด้วยเสียงสูงเหมือนคนเสียสติ
“และไอ้นี่!!! ไอ้หนุ่มที่อยู่ในใจของกราวด้า!! ใช่แล้ว—มันคนนั้นแหละ!!!”
แม็ตช์อ่านข้อความด้านล่าง
“พระราชทานนามสกุลวาเลเธีย…แต่งตั้งเป็น ‘เจ้าชายแห่งวาเลเธีย’ ”
ห้องเงียบสนิท จนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน
"นายได้ปะทะกับมันไหม?"
เซเรสถามด้วยแววสงสัยที่ปนความระแวงเล็ก ๆ
เกอร์ส่ายหน้า
"ไม่… แต่ฉันเห็นมันกับตา… มัน—ความตาย—กำลังไล่ตาม"
เม็ตช์หรี่ตา หันขวับมามองเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
"ความตาย? นั่นมันมีตัวตนด้วยหรือ? หรือเป็นชื่อคนสักคน?"
เกอร์สูดหายใจลึก ก่อนตอบช้า ๆ ทีละคำราวกับต้องการให้ทุกคนเข้าใจความสยองที่เขาเห็น
"ไม่ใช่คน… ความตายจริง ๆ… ยมทูตตัวเป็น ๆ มันปรากฏตัวตรงนั้น เลโอ—ไอ้หมอนั่นที่โหดจนคนยังกลัว—ยังต้องถอยเหมือนหมาจนมุม"
เขาหยุดเล็กน้อย เหมือนความทรงจำกำลังกัดกินเขา “มันเก็บทุกชีวิตในหุบเขา… เพื่อเสริมพลังของมันเอง และทันทีที่เจ้าหนุ่มผมดำคนนั้นหนีออกไป— ความตาย…ก็ไล่ตามไปทันที”
เกอร์พูดจบโดยไม่สนเลยว่าใครจะเชื่อเขาหรือไม่ เพราะสำหรับเขา… ภาพนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
เซเรสยืนเงียบแต่แววตาฉายประกายเดียวกับนักล่าที่เจอเป้าหมายใหม่
สุดท้าย เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เป็นคำสั่งที่ไม่อาจโต้แย้ง
“ริชชี่…เธอกลับไปที่ค่ายทหารเดี๋ยวนี้ พวกมันอาจจับได้แล้วว่าเธอคือใคร ถ้าโดนจับ…ให้ยอมจำนนและรอคำสั่งต่อไป”
ริชชี่โค้งตัวแล้วรีบออกไปทันที
เซเรสหันกลับมายกแก้วไวน์ขึ้นเล็กน้อยเหมือนอวยพรให้ตัวเองก่อนเริ่มแผนใหม่
“ดูเหมือน…เราคงต้องไปร่วมงานฉลองให้เจ้าชายคนใหม่สักหน่อยแล้ว”
รอยยิ้มของเขา—คือรอยยิ้มของความมืดที่กำลังวางหมากใหม่ทั้งหมด
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ