ในวันที่เวลาไม่ให้อภัย
-
เขียนโดย
NoxTypeG
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 22.46 น.
10 บท
0 วิจารณ์
81 อ่าน
แก้ไขเมื่อ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 23.39 น. โดย เจ้าของนิยาย
8) ความตายและสายตาที่อบอุ่น
อ่านบทความตามต้นฉบับ อ่านบทความเฉพาะข้อความเสียงกลองศึกเริ่มดังขึ้นทีละจังหวะ ก้องสะท้อนทั่วลานทดสอบกลางค่ายทหารฝุ่นบนพื้นไม้ปลิวลอยตามแรงลมเวทที่ก่อตัวขึ้นรอบสนาม — สัญญาณของการประลองขั้นสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย
ก่อนการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้น คาเรนเดินเข้ามาพร้อมทหารราชองค์รักษ์อีกห้าถึงหกนายหนึ่งในนั้นมีเอมิลี่ เดินตามรั้งท้าย ก้มหน้าราวกับอยากหายตัวไปจากที่นั่นให้ได้
เหล่าจอมเวทย์เริ่มร่ายเวทย์เช่นเดียวกับเมื่อวาน จอแก้วบางใสที่สร้างจากเวทย์มนต์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภาพฉายไปที่ราห์ซูร์และแซร์ค — สลับตัดมาซูมเข้าใบหน้าของคาเรนที่เดินเข้ามาเพื่อรับชมการทดสอบของทั้งสองคนด้วยตนเอง
“การทดสอบเข้าสู่ช่วงสุดท้าย! และท่านคาเรน หัวหน้าองค์รักษ์ถึงกับต้องนำทีมมาดูด้วยตัวเอง!”เสียงประกาศของจอมเวทย์หญิงดังขึ้นในสนาม เสียงเชียร์พุ่งขึ้นดังกึกก้อง
ราห์ซูร์ได้ยินถึงกับมองหาคาเรน — และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้นกลุ่มทหารราชองค์รักษ์มีคาเรนเดินนำหน้าอย่างมั่นใจ และเอมิลี่ที่เดินตามอยู่คนสุดท้ายความสับสน ความประหม่า และความเกลียดชังปะทุขึ้นพร้อมกัน — จนมือที่ถืออาวุธสั่น
“แก...ไอ้หัวหน้าราชองค์รักษ์ มากับเอมิลี่... ไอ้บัดซบ!”
แม้เอมิลี่จะก้มหน้าก้มตาเดิน แต่เขามั่นใจ — เธอเห็นเขาแน่ เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ แต่ไม่กล้าสบตา
คาเรนขึ้นไปยังอัฒจันทร์ไม้เก่าในชั้นบนสุด หันไปถามเอมิลี่อย่างอารมณ์ดี “หนุ่มคนนั้น ราห์ซูร์ มาจากบ้านเด็กกำพร้าเหมือนเธอ รู้จักเขาไหม?”
“รู้...แต่ไม่สนิท”
น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยจนคนฟังรู้ได้ แต่เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ให้ฉันนั่งข้าง ๆ คาเรนได้ไหม? หวังว่าพวกนาย ๆ คงไม่อิจฉาใช่ไหม?”
เธอหันไปหยอกเพื่อนทหารราชองค์รักษ์ เพื่อกลบความรู้สึกในใจที่กำลังปั่นป่วน
ภาพเอมิลี่นั่งลงข้างคาเรน ทำให้บรรยากาศรอบสนามเหมือนถูกแทงในทิศทางหนึ่ง ดวงตาของราห์ซูร์สั่นคลอนราวกับถูกตบด้วยความทรงจำ — เขาแทบทรุดลงตรงนั้น เอมิลี่ไม่หันมามองทางสนามเลย สายตาเธอไม่มองไปยังคู่ต่อสู้หรือรอยกระทบของโลหะ แต่จดจ่ออยู่กับคาเรนทั้งหมดสองมือของเธอถักร้อยรอบแขนเขาเบา ๆ — ท่าทางอ่อนหวานแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ หยอกล้ออย่างสนิทสนมและหัวเรากับกลุ่มเพื่อนทหาร เอมิลี่ในชุดราชองค์รักษ์ที่ตัดเย็บประณีต ผมแดงประบ่าสะท้อนแสง ลมหายใจของเธอเป็นเรื่องเงียบ ๆ ที่พูดไม่เป็นคำ แต่กลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงความอบอุ่น — ขณะที่คาเรน ดวงหน้าเข้ม แต่ท่าทางกลับอ่อนโยนกับผู้หญิงข้างกาย รอยยิ้มเล็ก ๆ ปลายริมฝีปากทำให้เขาดูละมุนขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ในสายตาของราห์ซูร์ ภาพคู่ตรงหน้าเด่นกว่าแสงอาทิตย์ — จนทุกสิ่งอย่างที่เขาเคยฝึกฝนมาเลือนราง เริ่มหายใจติดขัด ปฏิเสธสิ่งที่พบเห็น เขากลั้นใจ ปิดจ้องสายตาลง พยายามบังคับให้กลับมาโฟกัสที่สนาม แต่ความเผลอไผลข้างในกลับฉีกร่างเขาออกจากสมาธิ
ฝั่งสนาม เสียงเชียร์ยิ่งกว่าเดิม — แซร์คกับวิวลี่ปะทะกันดุเดือด จังหวะการโจมตีและสวนกลับกระทบกันพลุ่งพล่าน เสียงโลหะและเสียงฮือฮากระจายไปทั่วจนสนามแทบระเบิด
กราฟก้าที่ยืนรอเฝ้าดู เคลื่อนสายตาไปยังราห์ซูร์ทันที เขาจับความเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา — เด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังสงบนิ่งเหมือนนักรบมากประสบการณ์ ตอนนี้กลับแลดูสับสน ขาดจังหวะและกระสับกระส่าย ดูไม่มีกระจิตกระใจจะสู้ เหมือนสุนัขที่ถูกตบจนหวาดกลัว ไม่คู่ควรแก่การปะทะในสายตาของกราฟก้าเลย
“เฮ่ ไอ้หนู เป็นอะไร อยู่ ๆ ก็กลัวหรือ?” เสียงกราฟก้าพูดนิ่งๆ พร้อมย่างเข้าไปช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยการประเมิน — เขาไม่ตั้งใจจะฆ่า แต่จะสอนให้รู้จักความต่างระหว่างผู้ที่ผ่านสนามรบกับผู้ที่เพิ่งฝึก
ราห์ซูร์เงียบ... มือของเขายังสั่นเมื่อยกดาบสองเล่มขึ้น มุมปากสั่น เหวี่ยงฟันดาบออกไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีจังหวะ กราฟก้าก้าวเข้าใกล้ ไม่นานเท่าไหร่เท้าของเขาก็เหยียบเข้าที่หน้าอกราห์ซูร์ด้วยแรงเดียว — แรงนั้นส่งผ่านเป็นแรงกระแทกจนราห์ซูร์ลอยขึ้นกลางอากาศ ร่างเบา ๆ กระเด็นตกลงพื้น ดาบสองเล่มหลุดจากมือแล้วกระทบพื้น เสียงเชียร์ที่คึกคักเมื่อครู่เงียบลงในพริบตา ทั้งสนามตกใจเหมือนได้ยินเสียงแตกแห่งความเปราะบาง
กราฟก้าตะโกนลั่นอย่างครึ่งหัวเราะครึ่งตำหนิ “เฮ้ย ไอ้หนู!! เพิ่งเมื่อกี้ยังดูดีอยู่เลย เป็นอะไรนักหนาวะ อย่ามาแพ้แบบนี้นะ ไม่งั้นข้าจะกระทืบเจ้าให้หนักจนการรักษาเวทย์ยังเอาไม่อยู่!” น้ำเสียงเขาหวังปลุก แต่มันก็มากไปเสียจนเห็นรอยตึงบนใบหน้าของผู้ชมบางคน
ราห์ซูร์ยังนอนจมกองฝุ่น ตัวสั่น หายใจไม่เป็นจังหวะ เวทย์ที่เขาพยายามร่ายติด ๆ ขัด ๆ — กลายเป็นเส้นสายที่อ่อนแอและขาดตอน เจ็บปวดแผ่ขึ้นจากอกจนเหมือนมีมีดจิ้ม
เขาพยายามจะขยับ...แต่กล้ามเนื้อไม่ตอบสนอง หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุอก หายใจติดขัด ความเย็นแล่นไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่ความเหนื่อยธรรมดา — มันคือ อาการช็อกขั้นรุนแรง
หลังภาพ เอมิลี่ โน้มตัวเข้าใกล้ คาเรน ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงคนสองคนนั้น ดวงจิตของราห์ซูร์ก็สั่นไหวรุนแรง ร่างที่ยังไม่ประสานกับวิญญาณดีนักเกิด “การฉีกขาดภายใน” — และเขารู้ทันทีว่า กำลังจะดับสูญ
ความมืดเริ่มปกคลุมทุกอย่าง — เสียงรอบตัวดับเงียบ เหลือเพียงลมหายใจของตัวเองที่ค่อย ๆ เบาลง…
“มืดสนิท... เงียบ... นิ่ง... ไม่จริงใช่ไหม? เรากำลังจะตาย... ดับไปเพราะเรื่องโง่ ๆ แค่นี้...?”
เสียงในหัวสะท้อนก้องช้า ๆ
“เราแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว... น่าจะรู้... เรามันขี้แพ้... ขี้แพ้มาตลอด...”
“แต่ก็ยังพยายาม... ฮะ... ไอ้โง่ ราห์ซูร์...”
ลมหายใจสุดท้ายจวนจะหมด เขาเหมือนกำลังจมลงในผิวน้ำสีดำไม่มีที่สิ้นสุด
“พอแล้ว... จบแล้วสินะ... สมน้ำหน้าเจ้าความตาย... แกไม่ได้กินฉันหรอก...”
รอบกายค่อย ๆ เบาลง ความปวดหายไป เหลือเพียง “ความว่าง” ที่น่ากลัวอย่างประหลาด
“รู้สึก... สบายจัง...”
…เงียบ
…เงียบสนิท
…นิ่ง
เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางความมืด เสียงหญิงสาวที่สะกดให้ทุกสำนึกกลับมามีรูปร่างอีกครั้ง
“ราห์ซูร์…”
เขาขมวดคิ้วในความมืด เสียงนั้นเหมือนทั้งห่างไกลและใกล้เกินเอื้อม
“ใคร... เรียกเรา?”
เสียงเดิมตอบกลับมา — แน่น ชัด และทรงพลัง
“ราห์ซูร์! ตั้งสติไว้! ลืมตาขึ้น... มาที่ฉัน... เดี๋ยวนี้!”
เขาสะดุ้งสุดตัว ลมหายใจถูกสูบกลับเข้าปอดในพริบตาแสงสีทองแหวกความมืด — และเบื้องหน้าเขา ปรากฏร่างหญิงในผ้าคลุมจอมเวท สีทองเรืองแสงรอบตัวอย่างสงบนิ่ง
“...กราวด้า?” เสียงเขาแผ่ว “ทำไมคุณ...ดูสวยจัง คุณจะพาฉันไปเข้าคุกใช่ไหม?”
เธอไม่ตอบ มีเพียงแววตาที่แน่วแน่
“ตั้งสติมาที่ฉัน ราห์ซูร์” เธอกล่าวเสียงหนักแน่น
“ร่างกายกับดวงจิตของคุณกำลังแยกออกจากกัน เพราะแรงสะเทือนใจเกินขีดจำกัด ฉันกำลังดึงคุณกลับ — กลับมา... เดี๋ยวนี้!”
ร่างจิตของเธอส่องแสงแรงขึ้น แสงสีทองล้อมรอบจนราวกับทั้งโลกกลายเป็นเพียงคลื่นแห่งพลังกราวด้ายื่นมือออกไป — ปลายนิ้วแตะมือราห์ซูร์ และในวินาทีนั้น แสงขาวเจิดจ้าไหลกลับเข้าร่างเขา
เสียงโห่ร้องของสนามฝึกดังกลับมาอีกครั้งราวสายฟ้าฟาด เสียงกระแทกของกราฟก้า และเสียงฝีเท้าเร่งรอบสนามดังอยู่ไม่ไกล
ราห์ซูร์สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งหอบแรง เหงื่อท่วมตัว — ทุกอย่างยังหมุนวน แต่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง เขาหันมองรอบสนามทันที ดวงตายังพร่า แต่เขาเห็นชัด...
บนอัฒจันทร์ฝั่งเหนือ กราวด้า มอร์นไวน์ กำลังเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เธอหันกลับมาเพียงแวบเดียว — สบตากับเขาเพียงหนึ่งลมหายใจ แล้วจึงหันกลับ เดินขึ้นไปนั่งท่ามกลางกลุ่มจอมเวทย์สาวที่เหลือ
ราห์ซูร์ยังคงหอบ เหงื่อไหลตามขมับ เขายกมือแตะหน้าอกเบา ๆ — หัวใจยังเต้นอยู่
“...กราวด้า...” เสียงเบาราวกับสวดให้กับเทพเจ้า
ราห์ซูร์มองกราฟก้าแล้วลุกขึ้น “คุณพลาดแล้ว...ที่ไม่ซ้ำฉันให้แพ้”
เวทย์เสริมพลังไร้ชื่อมากกว่าสิบชุดถูกเปิดขึ้นจากคลังเวทย์ในดวงวิญญาณ แสงสัญลักษณ์ลอยวนรอบร่างกาย เขาร่ายโดยไม่รู้ความหมาย — ใส่ทุกอย่างลงบนร่างกาย มือทั้งสองกางออก ดาบไม้ทั้งคู่ลอยกลับเข้าสู่มือราวกับถูกเรียก
“ขอโทษที่ให้รอนาน...” เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนเหลือบมองไปยังอัฒจันทร์ — ที่นั่น กราวด้า ยังคงนั่งนิ่งสง่าเหมือนเดิม แต่ราห์ซูร์สาบานได้ว่า เห็นเธอยิ้มที่มุมปาก...แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม
กราฟก้าหัวเราะเสียงดัง “บ้าเอ้ย ฉันคิดว่าฉันเผลอฆ่าทหารใหม่ตายแล้ว มาเลยไอ้หนู! ฉันรอแกอยู่!!”
ไม่รอให้เสียงเงียบ ราห์ซูร์พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ทั้งสองฟาดฟันกันเต็มแรง — เวทย์บัฟร่างกายปะทะกันจนลมแรงพัดทั่วสนาม
เสียง ปัง! ดังจนอีกฝั่งต้องหยุดมอง แม้แต่คู่ของแซร์คกับวิวลี่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“โว้ย! แรงเกินไปแล้วเพื่อน!” แซร์คตะโกนข้ามสนาม “อยากเด่นกว่าฉันหรือไง!!”
วิวลี่แส้ในมือสะบัดเสียงหวีด “สนใจทางนี้ก่อนสิ ไอ้เด็กโง่! ไม่งั้นแกจะได้ลายหลังใหม่แน่!!”
“คนที่ชอบลอบตีข้างหลังอย่างแก—ยังมีหน้ามาสั่งสอนคนอื่นอีกเรอะ!!” กราฟก้าตะโกนตอบขณะรับคมดาบของราห์ซูร์ไว้เต็มแรง
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นพร้อมเสียงหัวเราะและคำด่าข้ามไปข้ามมา
“โว้ย!! พวกแกจะมาเถียงกันหรือจะสู้กัน เอาสักอย่าง!!”
เสียงทหารหลายคนจากบนสแตนด์ตะโกนพร้อมกันจนทั้งสนามสั่นด้วยเสียงหัวเราะ แซร์คหัวเราะลั่น พลิกตัวหลบแส้ของวิวลี่ที่หวดเฉียดหลังอย่างหวุดหวิด เสียงหวีดของแส้เฉือนอากาศจนเกิดประกายไฟ
“เฮ้! ฉันบอกแล้วใช่ไหม อย่าเล่นสกปรกแบบนั้น!”
เขายกกระบองขึ้นรับ ปลายไม้หมุนเป็นวงอย่างเร็ว แล้วปัดแส้กลับอย่างเหนือชั้น วิวลี่แค่นเสียง “หึ เจ้าพวกใช้แรงไม่ใช้สมอง...”
เขากระโดดถอยหลัง ใช้แส้รัดเสาไม้ฝึกดาบข้างสนาม แล้วดีดตัวกลับมาโจมตีเหมือนลูกศร
“เร็วใช้ได้เลย!” แซร์คหัวเราะพลางหมุนตัวกลับกลางอากาศ
เสียง เพียะ! ของแส้และ ฉึบ! ของกระบองกระทบกันกลางอากาศ
แรงระเบิดเล็ก ๆ ของเวทพื้นฐานปลิวกระจายรอบตัวแซร์คลงพื้น เขย่าข้อมือเบา ๆ “โอ้ย... เล่นแรงนะไอ้เพื่อน”
วิวลี่ไม่ตอบ แววตาคมเหมือนเหยี่ยว
“แกยังพูดได้ แปลว่ายังไม่ถึงที่สุด!”
แซร์คปัดแส้กลับ ใช้ปลายกระบองแทงเข้าที่ช่องท้องพอดี
วิวลี่ถอยหลังสามก้าวแล้วหยุดนิ่ง ยกมือยอมแพ้พร้อมหัวเราะ
“ไอ้เด็กนี่...แรงไม่ใช่เล่น...”
อีกฝั่งหนึ่ง ราห์ซูร์พุ่งเข้าหากราฟก้าอีกครั้ง ดาบคู่ในมือแฝงพลังเวทไร้ชื่อที่ยังคงหมุนวนอยู่รอบตัว เส้นอักษรเวทบาง ๆ เรืองแสงขาวอมทอง ราวกับสัญลักษณ์ของยุคที่ไม่มีใครรู้จัก ทุกครั้งที่เขาฟัน ดาบจะทิ้งรอยแสงวาบกลางอากาศเหมือนเส้นแสงฟ้า
กราฟก้าเข้าปะทะด้วยหมัดและปลายเท้า อานุภาพแต่ละกระแทกส่งแรงลมแหวกฝุ่นจนพื้นดินสั่น
“ดีมาก!” เขาตะโกนยิ้มกว้าง “แบบนี้สิถึงเรียกว่าการสู้!”
เสียง ปัง! ดังตามด้วย แคร้ง!
ทั้งสองฟาดฟันไม่หยุด ร่างต่อร่าง พลังต่อพลัง
ราห์ซูร์เริ่มใช้จังหวะที่เหนือความเข้าใจ — ราวกับเห็นการเคลื่อนไหวล่วงหน้าเพียงครึ่งวินาที ทำให้ทุกการหลบดูราวกับเต้นรำ
กราฟก้าหัวเราะออกมาเสียงดัง “ไอ้หนู... แกกำลังทำให้ข้าอยากจริงจังขึ้นมาแล้วนะ!” เขารวบพลังไว้ที่หมัดขวา แสงสีน้ำเงินฟ้าระเบิดออกเป็นลายเวทวงแหวน
เสียงฟาดหมัดของกราฟก้ากระแทกเข้ากับลำตัวของราห์ซูร์เต็มแรง — แรงปะทะมหาศาลส่งคลื่นอากาศระเบิดออกกลางลาน ฝุ่นและเศษหินปลิวกระจายราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวัน
หลายคนบนอัฒจันทร์ยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว “จบแล้ว!” เสียงหนึ่งตะโกนออกมา
แต่ไม่ —
ภายในเสี้ยววินาทีนั้น แสงสีทองแวววาบขึ้นจากร่างราห์ซูร์ — คาถารักษา ถูกเรียกขึ้นโดยสัญชาตญาณบาดแผลที่กลางลำตัวสมานตัวกลับราวกับไม่เคยมีมาก่อน
เขาไม่ปล่อยให้จังหวะหลุดแม้ครึ่งวินาที ร่างของราห์ซูร์พลิกกลับอย่างแม่นยำ ดาบไม้ในมือทั้งสองเล่มพุ่งลงตัดเส้นกลางอากาศด้วยแรงและความเร็วที่ไม่มีใครในสนามตามทัน
เสียง ผัวะ!! ดังสะท้อนก้อง — ปลายดาบฟาดเข้าที่กลางหน้าผากของกราฟก้าอย่างจัง แรงพอให้ร่างยักษ์ของชายแนวหน้าเอนหลังล้มกระแทกพื้นดินอย่างแรง
ฝุ่นควันลอยสูง เสียงเงียบไปครู่หนึ่ง... ก่อนที่เสียงโห่เฮจะระเบิดออกทั่วสนามฝึก
“สู้สุดยอดเลย!!”
“ราห์ซูร์! ราห์ซูร์!”
“เขาเอาชนะกราฟก้าได้จริง ๆ!!”
เสียงแตรชัยดังขึ้นเหนือสนาม สนามฝึกกลายเป็นทะเลของเสียงเชียร์ ทั้งทหารและจอมเวทย์สาวต่างตะโกนชื่อของทั้งคู่ กราฟก้านอนหอบแต่ยังหัวเราะออกมาอย่างภูมิใจ
“ฮ่ะ ๆ ๆ เอ็งนี่...ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไอ้หนู...” เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณยอมรับ ก่อนเซราดจะรีบส่งสัญญาณแพทย์สนามเข้ามาดูแล
เสียงประกาศคะแนนดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำจากเวทขยายเสียงกลางสนาม
“ผลการทดสอบสนามระยะประชิดประจำวันที่ 2 !”
“แซร์ค วาเลน — สะสม 40 คะแนน!” รวมกับการทดสอบอาวุธระยะไกลเป็น 90 คะแนน
“ราห์ซูร์ — สะสม 39 คะแนน!” รวมกับการทดสอบอาวุธระยะไกลเป็น 89 คะแนน
เสียงเฮดังสนั่นอีกระลอก แต่ครั้งนี้แฝงด้วยความลุ้นระทึก
ราห์ซูร์หอบหายใจ มือยังถือดาบอยู่แต่ปลายคมสั่นเล็กน้อย “ฉันยังไม่จบ” เขาพูด
“ฉันจะไปทดสอบฝีมือพวกเขาด้วยตัวเอง” คาเรนพูดเรียบ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง
เสียงรอบสนามที่ยังคงโห่เชียร์อยู่เมื่อครู่พลันเงียบลงราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา เงาของชายในชุดเกราะทองสะท้อนแสงแดดจนแสบตา ค่อย ๆ ขยับจากอัฒจันทร์ชั้นบนลงสู่บันไดทีละขั้น ทุกย่างก้าวของเขาสงบนิ่งแต่ทรงอำนาจ จนไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
คาเรน ไครอส — หัวหน้าหน่วยองครักษ์แห่งวาเลเธีย
ผู้ชายที่ทั้งอาณาจักรยืนหยัดเคารพ และคือคนที่เอมิลี่บอกตัวเองว่า “ต้องเลือกเขา”
เอมิลี่ตาเบิกโพลง มือที่วางบนตักสั่นน้อย ๆ โดยไม่รู้ตัว เสียงปรบมือยังดังอยู่รอบตัว แต่ในใจเธอเงียบสนิทเป็นครั้งแรกที่เธอก้มสายตาลงไปยังสนามด้านล่าง — ตรงที่ราห์ซูร์ยืนอยู่กลางฝุ่นและแสงแดด
ทำไม... เขาต้องมายืนตรงนั้น...
เขาไม่ควรมาถึงตรงนี้เลย ไม่ควรโผล่หัวให้เห็น ไม่ควรอยู่ในสายตาของคาเรน...
ความหวาดหวั่นตีตื้นขึ้นเหนือทุกความรู้สึกอื่น มันบีบหัวใจจนเธอแทบหายใจไม่ออก เธอกลัว — กลัวว่าคาเรนจะเห็น “สิ่งที่เธอเคยเป็น” ในดวงตาของราห์ซูร์ กลัวว่าโลกสองใบที่เธอแยกไว้อย่างระมัดระวังจะพังลงตรงหน้า
และที่แย่กว่านั้น...
ในส่วนลึกของใจ เธอกลัวว่าสายตาของราห์ซูร์จะยังมองเธอเหมือนเดิม — เหมือนหญิงคนเดิมที่เขาเคยรักในห้องสมุดเมื่อหลายปีก่อน
เธอหลุบตาลง พยายามซ่อนมือที่สั่นใต้ชายเสื้อคลุม ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างคนที่อยากจะพูดอะไรบางอย่าง... แต่ไม่มีสิทธิ์จะพูด
พอเถอะ... อย่าทำให้ฉันเห็นหน้าเธอแบบนั้นเลย...
แต่เธอก็ทำได้เพียงนั่งนิ่ง มองลงไปยังสนามที่ทั้งสองคน — ชายที่เธอเลือกจะอยู่ และชายที่เธอเลือกจะทิ้ง —กำลังจะยืนอยู่ตรงข้ามกันในที่สุด
ก่อนการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้น คาเรนเดินเข้ามาพร้อมทหารราชองค์รักษ์อีกห้าถึงหกนายหนึ่งในนั้นมีเอมิลี่ เดินตามรั้งท้าย ก้มหน้าราวกับอยากหายตัวไปจากที่นั่นให้ได้
เหล่าจอมเวทย์เริ่มร่ายเวทย์เช่นเดียวกับเมื่อวาน จอแก้วบางใสที่สร้างจากเวทย์มนต์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าภาพฉายไปที่ราห์ซูร์และแซร์ค — สลับตัดมาซูมเข้าใบหน้าของคาเรนที่เดินเข้ามาเพื่อรับชมการทดสอบของทั้งสองคนด้วยตนเอง
“การทดสอบเข้าสู่ช่วงสุดท้าย! และท่านคาเรน หัวหน้าองค์รักษ์ถึงกับต้องนำทีมมาดูด้วยตัวเอง!”เสียงประกาศของจอมเวทย์หญิงดังขึ้นในสนาม เสียงเชียร์พุ่งขึ้นดังกึกก้อง
ราห์ซูร์ได้ยินถึงกับมองหาคาเรน — และสิ่งที่เห็นทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้นกลุ่มทหารราชองค์รักษ์มีคาเรนเดินนำหน้าอย่างมั่นใจ และเอมิลี่ที่เดินตามอยู่คนสุดท้ายความสับสน ความประหม่า และความเกลียดชังปะทุขึ้นพร้อมกัน — จนมือที่ถืออาวุธสั่น
“แก...ไอ้หัวหน้าราชองค์รักษ์ มากับเอมิลี่... ไอ้บัดซบ!”
แม้เอมิลี่จะก้มหน้าก้มตาเดิน แต่เขามั่นใจ — เธอเห็นเขาแน่ เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ แต่ไม่กล้าสบตา
คาเรนขึ้นไปยังอัฒจันทร์ไม้เก่าในชั้นบนสุด หันไปถามเอมิลี่อย่างอารมณ์ดี “หนุ่มคนนั้น ราห์ซูร์ มาจากบ้านเด็กกำพร้าเหมือนเธอ รู้จักเขาไหม?”
“รู้...แต่ไม่สนิท”
น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อยจนคนฟังรู้ได้ แต่เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ให้ฉันนั่งข้าง ๆ คาเรนได้ไหม? หวังว่าพวกนาย ๆ คงไม่อิจฉาใช่ไหม?”
เธอหันไปหยอกเพื่อนทหารราชองค์รักษ์ เพื่อกลบความรู้สึกในใจที่กำลังปั่นป่วน
ภาพเอมิลี่นั่งลงข้างคาเรน ทำให้บรรยากาศรอบสนามเหมือนถูกแทงในทิศทางหนึ่ง ดวงตาของราห์ซูร์สั่นคลอนราวกับถูกตบด้วยความทรงจำ — เขาแทบทรุดลงตรงนั้น เอมิลี่ไม่หันมามองทางสนามเลย สายตาเธอไม่มองไปยังคู่ต่อสู้หรือรอยกระทบของโลหะ แต่จดจ่ออยู่กับคาเรนทั้งหมดสองมือของเธอถักร้อยรอบแขนเขาเบา ๆ — ท่าทางอ่อนหวานแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ หยอกล้ออย่างสนิทสนมและหัวเรากับกลุ่มเพื่อนทหาร เอมิลี่ในชุดราชองค์รักษ์ที่ตัดเย็บประณีต ผมแดงประบ่าสะท้อนแสง ลมหายใจของเธอเป็นเรื่องเงียบ ๆ ที่พูดไม่เป็นคำ แต่กลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกถึงความอบอุ่น — ขณะที่คาเรน ดวงหน้าเข้ม แต่ท่าทางกลับอ่อนโยนกับผู้หญิงข้างกาย รอยยิ้มเล็ก ๆ ปลายริมฝีปากทำให้เขาดูละมุนขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ในสายตาของราห์ซูร์ ภาพคู่ตรงหน้าเด่นกว่าแสงอาทิตย์ — จนทุกสิ่งอย่างที่เขาเคยฝึกฝนมาเลือนราง เริ่มหายใจติดขัด ปฏิเสธสิ่งที่พบเห็น เขากลั้นใจ ปิดจ้องสายตาลง พยายามบังคับให้กลับมาโฟกัสที่สนาม แต่ความเผลอไผลข้างในกลับฉีกร่างเขาออกจากสมาธิ
ฝั่งสนาม เสียงเชียร์ยิ่งกว่าเดิม — แซร์คกับวิวลี่ปะทะกันดุเดือด จังหวะการโจมตีและสวนกลับกระทบกันพลุ่งพล่าน เสียงโลหะและเสียงฮือฮากระจายไปทั่วจนสนามแทบระเบิด
กราฟก้าที่ยืนรอเฝ้าดู เคลื่อนสายตาไปยังราห์ซูร์ทันที เขาจับความเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา — เด็กหนุ่มที่เมื่อครู่ยังสงบนิ่งเหมือนนักรบมากประสบการณ์ ตอนนี้กลับแลดูสับสน ขาดจังหวะและกระสับกระส่าย ดูไม่มีกระจิตกระใจจะสู้ เหมือนสุนัขที่ถูกตบจนหวาดกลัว ไม่คู่ควรแก่การปะทะในสายตาของกราฟก้าเลย
“เฮ่ ไอ้หนู เป็นอะไร อยู่ ๆ ก็กลัวหรือ?” เสียงกราฟก้าพูดนิ่งๆ พร้อมย่างเข้าไปช้า ๆ แววตาเต็มไปด้วยการประเมิน — เขาไม่ตั้งใจจะฆ่า แต่จะสอนให้รู้จักความต่างระหว่างผู้ที่ผ่านสนามรบกับผู้ที่เพิ่งฝึก
ราห์ซูร์เงียบ... มือของเขายังสั่นเมื่อยกดาบสองเล่มขึ้น มุมปากสั่น เหวี่ยงฟันดาบออกไปอย่างสะเปะสะปะ ไม่มีจังหวะ กราฟก้าก้าวเข้าใกล้ ไม่นานเท่าไหร่เท้าของเขาก็เหยียบเข้าที่หน้าอกราห์ซูร์ด้วยแรงเดียว — แรงนั้นส่งผ่านเป็นแรงกระแทกจนราห์ซูร์ลอยขึ้นกลางอากาศ ร่างเบา ๆ กระเด็นตกลงพื้น ดาบสองเล่มหลุดจากมือแล้วกระทบพื้น เสียงเชียร์ที่คึกคักเมื่อครู่เงียบลงในพริบตา ทั้งสนามตกใจเหมือนได้ยินเสียงแตกแห่งความเปราะบาง
กราฟก้าตะโกนลั่นอย่างครึ่งหัวเราะครึ่งตำหนิ “เฮ้ย ไอ้หนู!! เพิ่งเมื่อกี้ยังดูดีอยู่เลย เป็นอะไรนักหนาวะ อย่ามาแพ้แบบนี้นะ ไม่งั้นข้าจะกระทืบเจ้าให้หนักจนการรักษาเวทย์ยังเอาไม่อยู่!” น้ำเสียงเขาหวังปลุก แต่มันก็มากไปเสียจนเห็นรอยตึงบนใบหน้าของผู้ชมบางคน
ราห์ซูร์ยังนอนจมกองฝุ่น ตัวสั่น หายใจไม่เป็นจังหวะ เวทย์ที่เขาพยายามร่ายติด ๆ ขัด ๆ — กลายเป็นเส้นสายที่อ่อนแอและขาดตอน เจ็บปวดแผ่ขึ้นจากอกจนเหมือนมีมีดจิ้ม
เขาพยายามจะขยับ...แต่กล้ามเนื้อไม่ตอบสนอง หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุอก หายใจติดขัด ความเย็นแล่นไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่ความเหนื่อยธรรมดา — มันคือ อาการช็อกขั้นรุนแรง
หลังภาพ เอมิลี่ โน้มตัวเข้าใกล้ คาเรน ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงคนสองคนนั้น ดวงจิตของราห์ซูร์ก็สั่นไหวรุนแรง ร่างที่ยังไม่ประสานกับวิญญาณดีนักเกิด “การฉีกขาดภายใน” — และเขารู้ทันทีว่า กำลังจะดับสูญ
ความมืดเริ่มปกคลุมทุกอย่าง — เสียงรอบตัวดับเงียบ เหลือเพียงลมหายใจของตัวเองที่ค่อย ๆ เบาลง…
“มืดสนิท... เงียบ... นิ่ง... ไม่จริงใช่ไหม? เรากำลังจะตาย... ดับไปเพราะเรื่องโง่ ๆ แค่นี้...?”
เสียงในหัวสะท้อนก้องช้า ๆ
“เราแพ้ตั้งแต่แรกแล้ว... น่าจะรู้... เรามันขี้แพ้... ขี้แพ้มาตลอด...”
“แต่ก็ยังพยายาม... ฮะ... ไอ้โง่ ราห์ซูร์...”
ลมหายใจสุดท้ายจวนจะหมด เขาเหมือนกำลังจมลงในผิวน้ำสีดำไม่มีที่สิ้นสุด
“พอแล้ว... จบแล้วสินะ... สมน้ำหน้าเจ้าความตาย... แกไม่ได้กินฉันหรอก...”
รอบกายค่อย ๆ เบาลง ความปวดหายไป เหลือเพียง “ความว่าง” ที่น่ากลัวอย่างประหลาด
“รู้สึก... สบายจัง...”
…เงียบ
…เงียบสนิท
…นิ่ง
เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางความมืด เสียงหญิงสาวที่สะกดให้ทุกสำนึกกลับมามีรูปร่างอีกครั้ง
“ราห์ซูร์…”
เขาขมวดคิ้วในความมืด เสียงนั้นเหมือนทั้งห่างไกลและใกล้เกินเอื้อม
“ใคร... เรียกเรา?”
เสียงเดิมตอบกลับมา — แน่น ชัด และทรงพลัง
“ราห์ซูร์! ตั้งสติไว้! ลืมตาขึ้น... มาที่ฉัน... เดี๋ยวนี้!”
เขาสะดุ้งสุดตัว ลมหายใจถูกสูบกลับเข้าปอดในพริบตาแสงสีทองแหวกความมืด — และเบื้องหน้าเขา ปรากฏร่างหญิงในผ้าคลุมจอมเวท สีทองเรืองแสงรอบตัวอย่างสงบนิ่ง
“...กราวด้า?” เสียงเขาแผ่ว “ทำไมคุณ...ดูสวยจัง คุณจะพาฉันไปเข้าคุกใช่ไหม?”
เธอไม่ตอบ มีเพียงแววตาที่แน่วแน่
“ตั้งสติมาที่ฉัน ราห์ซูร์” เธอกล่าวเสียงหนักแน่น
“ร่างกายกับดวงจิตของคุณกำลังแยกออกจากกัน เพราะแรงสะเทือนใจเกินขีดจำกัด ฉันกำลังดึงคุณกลับ — กลับมา... เดี๋ยวนี้!”
ร่างจิตของเธอส่องแสงแรงขึ้น แสงสีทองล้อมรอบจนราวกับทั้งโลกกลายเป็นเพียงคลื่นแห่งพลังกราวด้ายื่นมือออกไป — ปลายนิ้วแตะมือราห์ซูร์ และในวินาทีนั้น แสงขาวเจิดจ้าไหลกลับเข้าร่างเขา
เสียงโห่ร้องของสนามฝึกดังกลับมาอีกครั้งราวสายฟ้าฟาด เสียงกระแทกของกราฟก้า และเสียงฝีเท้าเร่งรอบสนามดังอยู่ไม่ไกล
ราห์ซูร์สะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งหอบแรง เหงื่อท่วมตัว — ทุกอย่างยังหมุนวน แต่หัวใจกลับเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง เขาหันมองรอบสนามทันที ดวงตายังพร่า แต่เขาเห็นชัด...
บนอัฒจันทร์ฝั่งเหนือ กราวด้า มอร์นไวน์ กำลังเดินขึ้นบันไดทีละขั้น เธอหันกลับมาเพียงแวบเดียว — สบตากับเขาเพียงหนึ่งลมหายใจ แล้วจึงหันกลับ เดินขึ้นไปนั่งท่ามกลางกลุ่มจอมเวทย์สาวที่เหลือ
ราห์ซูร์ยังคงหอบ เหงื่อไหลตามขมับ เขายกมือแตะหน้าอกเบา ๆ — หัวใจยังเต้นอยู่
“...กราวด้า...” เสียงเบาราวกับสวดให้กับเทพเจ้า
ราห์ซูร์มองกราฟก้าแล้วลุกขึ้น “คุณพลาดแล้ว...ที่ไม่ซ้ำฉันให้แพ้”
เวทย์เสริมพลังไร้ชื่อมากกว่าสิบชุดถูกเปิดขึ้นจากคลังเวทย์ในดวงวิญญาณ แสงสัญลักษณ์ลอยวนรอบร่างกาย เขาร่ายโดยไม่รู้ความหมาย — ใส่ทุกอย่างลงบนร่างกาย มือทั้งสองกางออก ดาบไม้ทั้งคู่ลอยกลับเข้าสู่มือราวกับถูกเรียก
“ขอโทษที่ให้รอนาน...” เขากล่าวเสียงเรียบ ก่อนเหลือบมองไปยังอัฒจันทร์ — ที่นั่น กราวด้า ยังคงนั่งนิ่งสง่าเหมือนเดิม แต่ราห์ซูร์สาบานได้ว่า เห็นเธอยิ้มที่มุมปาก...แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม
กราฟก้าหัวเราะเสียงดัง “บ้าเอ้ย ฉันคิดว่าฉันเผลอฆ่าทหารใหม่ตายแล้ว มาเลยไอ้หนู! ฉันรอแกอยู่!!”
ไม่รอให้เสียงเงียบ ราห์ซูร์พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ทั้งสองฟาดฟันกันเต็มแรง — เวทย์บัฟร่างกายปะทะกันจนลมแรงพัดทั่วสนาม
เสียง ปัง! ดังจนอีกฝั่งต้องหยุดมอง แม้แต่คู่ของแซร์คกับวิวลี่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“โว้ย! แรงเกินไปแล้วเพื่อน!” แซร์คตะโกนข้ามสนาม “อยากเด่นกว่าฉันหรือไง!!”
วิวลี่แส้ในมือสะบัดเสียงหวีด “สนใจทางนี้ก่อนสิ ไอ้เด็กโง่! ไม่งั้นแกจะได้ลายหลังใหม่แน่!!”
“คนที่ชอบลอบตีข้างหลังอย่างแก—ยังมีหน้ามาสั่งสอนคนอื่นอีกเรอะ!!” กราฟก้าตะโกนตอบขณะรับคมดาบของราห์ซูร์ไว้เต็มแรง
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นพร้อมเสียงหัวเราะและคำด่าข้ามไปข้ามมา
“โว้ย!! พวกแกจะมาเถียงกันหรือจะสู้กัน เอาสักอย่าง!!”
เสียงทหารหลายคนจากบนสแตนด์ตะโกนพร้อมกันจนทั้งสนามสั่นด้วยเสียงหัวเราะ แซร์คหัวเราะลั่น พลิกตัวหลบแส้ของวิวลี่ที่หวดเฉียดหลังอย่างหวุดหวิด เสียงหวีดของแส้เฉือนอากาศจนเกิดประกายไฟ
“เฮ้! ฉันบอกแล้วใช่ไหม อย่าเล่นสกปรกแบบนั้น!”
เขายกกระบองขึ้นรับ ปลายไม้หมุนเป็นวงอย่างเร็ว แล้วปัดแส้กลับอย่างเหนือชั้น วิวลี่แค่นเสียง “หึ เจ้าพวกใช้แรงไม่ใช้สมอง...”
เขากระโดดถอยหลัง ใช้แส้รัดเสาไม้ฝึกดาบข้างสนาม แล้วดีดตัวกลับมาโจมตีเหมือนลูกศร
“เร็วใช้ได้เลย!” แซร์คหัวเราะพลางหมุนตัวกลับกลางอากาศ
เสียง เพียะ! ของแส้และ ฉึบ! ของกระบองกระทบกันกลางอากาศ
แรงระเบิดเล็ก ๆ ของเวทพื้นฐานปลิวกระจายรอบตัวแซร์คลงพื้น เขย่าข้อมือเบา ๆ “โอ้ย... เล่นแรงนะไอ้เพื่อน”
วิวลี่ไม่ตอบ แววตาคมเหมือนเหยี่ยว
“แกยังพูดได้ แปลว่ายังไม่ถึงที่สุด!”
แซร์คปัดแส้กลับ ใช้ปลายกระบองแทงเข้าที่ช่องท้องพอดี
วิวลี่ถอยหลังสามก้าวแล้วหยุดนิ่ง ยกมือยอมแพ้พร้อมหัวเราะ
“ไอ้เด็กนี่...แรงไม่ใช่เล่น...”
อีกฝั่งหนึ่ง ราห์ซูร์พุ่งเข้าหากราฟก้าอีกครั้ง ดาบคู่ในมือแฝงพลังเวทไร้ชื่อที่ยังคงหมุนวนอยู่รอบตัว เส้นอักษรเวทบาง ๆ เรืองแสงขาวอมทอง ราวกับสัญลักษณ์ของยุคที่ไม่มีใครรู้จัก ทุกครั้งที่เขาฟัน ดาบจะทิ้งรอยแสงวาบกลางอากาศเหมือนเส้นแสงฟ้า
กราฟก้าเข้าปะทะด้วยหมัดและปลายเท้า อานุภาพแต่ละกระแทกส่งแรงลมแหวกฝุ่นจนพื้นดินสั่น
“ดีมาก!” เขาตะโกนยิ้มกว้าง “แบบนี้สิถึงเรียกว่าการสู้!”
เสียง ปัง! ดังตามด้วย แคร้ง!
ทั้งสองฟาดฟันไม่หยุด ร่างต่อร่าง พลังต่อพลัง
ราห์ซูร์เริ่มใช้จังหวะที่เหนือความเข้าใจ — ราวกับเห็นการเคลื่อนไหวล่วงหน้าเพียงครึ่งวินาที ทำให้ทุกการหลบดูราวกับเต้นรำ
กราฟก้าหัวเราะออกมาเสียงดัง “ไอ้หนู... แกกำลังทำให้ข้าอยากจริงจังขึ้นมาแล้วนะ!” เขารวบพลังไว้ที่หมัดขวา แสงสีน้ำเงินฟ้าระเบิดออกเป็นลายเวทวงแหวน
เสียงฟาดหมัดของกราฟก้ากระแทกเข้ากับลำตัวของราห์ซูร์เต็มแรง — แรงปะทะมหาศาลส่งคลื่นอากาศระเบิดออกกลางลาน ฝุ่นและเศษหินปลิวกระจายราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวัน
หลายคนบนอัฒจันทร์ยืนขึ้นโดยไม่รู้ตัว “จบแล้ว!” เสียงหนึ่งตะโกนออกมา
แต่ไม่ —
ภายในเสี้ยววินาทีนั้น แสงสีทองแวววาบขึ้นจากร่างราห์ซูร์ — คาถารักษา ถูกเรียกขึ้นโดยสัญชาตญาณบาดแผลที่กลางลำตัวสมานตัวกลับราวกับไม่เคยมีมาก่อน
เขาไม่ปล่อยให้จังหวะหลุดแม้ครึ่งวินาที ร่างของราห์ซูร์พลิกกลับอย่างแม่นยำ ดาบไม้ในมือทั้งสองเล่มพุ่งลงตัดเส้นกลางอากาศด้วยแรงและความเร็วที่ไม่มีใครในสนามตามทัน
เสียง ผัวะ!! ดังสะท้อนก้อง — ปลายดาบฟาดเข้าที่กลางหน้าผากของกราฟก้าอย่างจัง แรงพอให้ร่างยักษ์ของชายแนวหน้าเอนหลังล้มกระแทกพื้นดินอย่างแรง
ฝุ่นควันลอยสูง เสียงเงียบไปครู่หนึ่ง... ก่อนที่เสียงโห่เฮจะระเบิดออกทั่วสนามฝึก
“สู้สุดยอดเลย!!”
“ราห์ซูร์! ราห์ซูร์!”
“เขาเอาชนะกราฟก้าได้จริง ๆ!!”
เสียงแตรชัยดังขึ้นเหนือสนาม สนามฝึกกลายเป็นทะเลของเสียงเชียร์ ทั้งทหารและจอมเวทย์สาวต่างตะโกนชื่อของทั้งคู่ กราฟก้านอนหอบแต่ยังหัวเราะออกมาอย่างภูมิใจ
“ฮ่ะ ๆ ๆ เอ็งนี่...ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไอ้หนู...” เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณยอมรับ ก่อนเซราดจะรีบส่งสัญญาณแพทย์สนามเข้ามาดูแล
เสียงประกาศคะแนนดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำจากเวทขยายเสียงกลางสนาม
“ผลการทดสอบสนามระยะประชิดประจำวันที่ 2 !”
“แซร์ค วาเลน — สะสม 40 คะแนน!” รวมกับการทดสอบอาวุธระยะไกลเป็น 90 คะแนน
“ราห์ซูร์ — สะสม 39 คะแนน!” รวมกับการทดสอบอาวุธระยะไกลเป็น 89 คะแนน
เสียงเฮดังสนั่นอีกระลอก แต่ครั้งนี้แฝงด้วยความลุ้นระทึก
ราห์ซูร์หอบหายใจ มือยังถือดาบอยู่แต่ปลายคมสั่นเล็กน้อย “ฉันยังไม่จบ” เขาพูด
“ฉันจะไปทดสอบฝีมือพวกเขาด้วยตัวเอง” คาเรนพูดเรียบ ๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง
เสียงรอบสนามที่ยังคงโห่เชียร์อยู่เมื่อครู่พลันเงียบลงราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเวลา เงาของชายในชุดเกราะทองสะท้อนแสงแดดจนแสบตา ค่อย ๆ ขยับจากอัฒจันทร์ชั้นบนลงสู่บันไดทีละขั้น ทุกย่างก้าวของเขาสงบนิ่งแต่ทรงอำนาจ จนไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
คาเรน ไครอส — หัวหน้าหน่วยองครักษ์แห่งวาเลเธีย
ผู้ชายที่ทั้งอาณาจักรยืนหยัดเคารพ และคือคนที่เอมิลี่บอกตัวเองว่า “ต้องเลือกเขา”
เอมิลี่ตาเบิกโพลง มือที่วางบนตักสั่นน้อย ๆ โดยไม่รู้ตัว เสียงปรบมือยังดังอยู่รอบตัว แต่ในใจเธอเงียบสนิทเป็นครั้งแรกที่เธอก้มสายตาลงไปยังสนามด้านล่าง — ตรงที่ราห์ซูร์ยืนอยู่กลางฝุ่นและแสงแดด
ทำไม... เขาต้องมายืนตรงนั้น...
เขาไม่ควรมาถึงตรงนี้เลย ไม่ควรโผล่หัวให้เห็น ไม่ควรอยู่ในสายตาของคาเรน...
ความหวาดหวั่นตีตื้นขึ้นเหนือทุกความรู้สึกอื่น มันบีบหัวใจจนเธอแทบหายใจไม่ออก เธอกลัว — กลัวว่าคาเรนจะเห็น “สิ่งที่เธอเคยเป็น” ในดวงตาของราห์ซูร์ กลัวว่าโลกสองใบที่เธอแยกไว้อย่างระมัดระวังจะพังลงตรงหน้า
และที่แย่กว่านั้น...
ในส่วนลึกของใจ เธอกลัวว่าสายตาของราห์ซูร์จะยังมองเธอเหมือนเดิม — เหมือนหญิงคนเดิมที่เขาเคยรักในห้องสมุดเมื่อหลายปีก่อน
เธอหลุบตาลง พยายามซ่อนมือที่สั่นใต้ชายเสื้อคลุม ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างคนที่อยากจะพูดอะไรบางอย่าง... แต่ไม่มีสิทธิ์จะพูด
พอเถอะ... อย่าทำให้ฉันเห็นหน้าเธอแบบนั้นเลย...
แต่เธอก็ทำได้เพียงนั่งนิ่ง มองลงไปยังสนามที่ทั้งสองคน — ชายที่เธอเลือกจะอยู่ และชายที่เธอเลือกจะทิ้ง —กำลังจะยืนอยู่ตรงข้ามกันในที่สุด
คำยืนยันของเจ้าของนิยาย
✓ เรื่องนี้ฉันแต่งขึ้นเอง
คำวิจารณ์
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถเขียนวิจารณ์ได้

รอสักครู่กำลังโหลดข้อมูล
โหวต
เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
0 /10
ความถูกต้องในการใช้ภาษา
0 /10
ภาษาที่ใช้น่าอ่าน
0 /10
* ต้องล็อกอินก่อนครับ ถึงสามารถโหวดได้
แบบสำรวจ